กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและคราบหมึกจีนชั้นดีที่แห้งกรังอยู่บนกระดาษสาเนื้อหยาบ คือสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในห้องหนังสือลับใต้เรือนพักร้างของตระกูลไป๋
ไป๋ลี่หลินกวาดสายตาคมกริบดั่งใบมีดผ่าตัดผ่านชั้นตำราที่ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย ความเงียบงันในยามวิกาลไม่ได้ทำให้สติปัญญาอันเฉียบคมของนางสะดุดลงแม้แต่น้อย ปลายนเรียวยาวภายใต้แขนเสื้อปักลายเมฆาขลิบทองกำลังไล่สัมผัสไปตามสันตู้ไม้จันทน์แดง ก่อนที่นิ้วนั้นจะหยุดชะงักลงตรงร่องกลไกซ่อนรูปที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
นี่คือเบาะแสสุดท้าย บัญชีลับที่บันทึกเส้นทางการเงินและการติดสินบนขุนนางนับร้อยชีวิตของอัครเสนาบดีไป๋ ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้า... และอาจเป็นกุญแจดอกเดียวที่จะไขปริศนาการตายอันเป็นเงื่อนงำของมารดา
"หากเจ้ากำลังมองหาช่องลับหลังผนังนั้น เกรงว่ามันคงว่างเปล่าไปนานแล้ว"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ไป๋ลี่หลินไม่แม้แต่จะสะดุ้งตื่นตกใจ นางเพียงชะໍรอยยิ้มเยርไว้ที่มุมปากอย่างรู้ทัน ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกมาจากเงาอับชื้นของเสาเรือน
มู่หรงหลี่ในชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับรัตติกาล ทว่าดวงเนตรคมกลาบกลับสุกสกาวดั่งดวงดาวบนฟากฟ้าที่ไร้เมฆหมอก แววตาคู่นั้นมิได้มีความตื่นตระหนก มีเพียงความเยือกเย็นดุจพญาอินทรีที่เฝ้ามองเหยื่อติดกับ ทว่าภายใต้ความเยือกเย็นนั้นกลับซ่อนประกายความห่วงใยที่เร่าร้อนจนแผดเผาอากาศรอบตัวให้เจือจางลง
"หม่อมฉันนึกว่าท่านอ๋องจะทรงติดพันกับงานราช B ของกรมยุติธรรมเสียอีก เหตุใดจึงทรงมีเวลาว่างมาเดินเล่นในสุสานตระกูลขุนนางตกอับเช่นนี้เล่าเพคะ" ไป๋ลี่หลินเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ ทว่าดวงตากลับไม่ยิ้มตาม นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเมื่อร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาประชิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองแคบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สอดประสาน
มู่หรงหลี่ไม่ตอบคำถามนั้น มือหนาเอื้อมออกไปควاมข้อมือเรียวเล็กของนางไว้อย่างมั่นคง แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่เด็ดขาดพอที่จะไม่ยอมให้หนีไปไหน สายตาของชินอ๋องกวาดมองคราบเขม่าควันเทียนบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาภรรยาในนามที่ฉลาดเป็นกรดผู้นี้
"เปิ่นหวางมิใช่คนชอบเดินเที่ยวเล่นในยามวิกาล... แต่เพราะเปิ่นหวางรู้ว่าเจ้ากำลังเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงในรังโจรต่างหาก" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและจริงจังจนน่ากลัว "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการเข้ามาค้นหาบัญชีลับของตระกูลไป๋ในยามที่พระสนมฮวาเฟยกำลังส่งคนออกกวาดล้างพยานปากเอก จะเป็นเรื่องฉลาด"
"ถ้าหม่อมฉันไม่ทำ แล้วใครจะเป็นคนลากความจริงเบื้องหลังยาพิษชามนั้นออกมาจากหลุมศพของท่านแม่เล่าเพคะ!"
น้ำเสียงของไป๋ลี่หลินหลุดจากความนิ่งสงบ กลายเป็นการระเบิดอารมณ์ที่อัดอั้นมานานนับปี ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสแต่นางไม่ยอมปล่อยให้มันไหลร่วงลงมา ความเจ็บปวดจากการสูญเสียมารดาในวัยเด็กโดยไร้ซึ่งความยุติธรรม บาดแผลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงบุตรสาวอนุที่ไร้ค่าในตระกูลไป๋ ทั้งหมดถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นความกระหายในความจริง
มู่หรงหลี่มองใบหน้าหวานที่กำลังสั่นเครือด้วยความโกรธขึง หัวใจของชินอ๋องผู้เยือกเย็นกระตุกวูบอย่างรุนแรง เขาไม่เคยชอบน้ำตาของสตรีใด แต่น้ำตาของไป๋ลี่หลินกลับทำให้เขารู้สึกราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
ร่างสูงดึงนางเข้าไปปะทะแผงอกกว้างทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายหญิงได้ขัดขืน อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบกอดเอวคอดกิ่วไว้แน่นราวกับต้องการปกป้องนางจากโลกทั้งใบที่มีแต่ความโหดร้าย
"ปล่อยหม่อมฉันนะ... ท่านอ๋อง..." ไป๋ลี่หลินทุบกำปั้นลงบนอกเขาเบาๆ แต่แรงนั้นเบาหวิวเสียจนไม่ต่างจากการอ้อนวอน
"เจ้าอยากได้ความจริงใช่ไหม..." มู่หรงหลี่ก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนนางขนลุกซู่ "เปิ่นหวางหาพบให้เจ้าแล้ว... บัญชีลับฉบับนั้น รวมถึงสมุดบันทึกการแพทย์ของมารดาเจ้าที่ถูกขโมยไปในคืนที่นางสิ้นใจ"
ไป๋ลี่หลินชะงักกึก ร่างกายที่เคยเกร็งขึงนิ่งค้างไปทันที นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ "ท่าน... ท่านพูดว่าอะไรนะ?"
มู่หรงหลี่มิได้ตอบคำถามด้วยวาจา เขาสะบัดมือเรียกองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่มุมมืดให้โยนห่อผ้าสีดำชุ่มฝุ่นลงมาตรงหน้า ไป๋ลี่หลินรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ใช้สองมือสั่นเทราบรรจงแก้ปเชือกที่ผูกมัดไว้อย่างระมัดระวังราวกับมันคือวัตถุโบราณที่เปราะบางที่สุดในใต้หล้า
กระดาษปึกหนาที่เหลืองกรอบตามกาลเวลาปรากฏแก่สายตา หน้าแรกที่เปิดออกคือลายมือหวัดๆ ของมารดานาง พร้อมด้วยตราประทับประจำตัวของตระกูลอัครเสนาบดี และที่สำคัญที่สุด... รายชื่อขุนนางระดับสูงในราชสำนักที่ร่วมกันลงชื่อใน "สัญญาเลือด" เพื่อปกปิดการใช้ยาพิษชนิดหายากจากแดนใต้ในการปลิดชีพฮูหยินเอกแห่งจวนไป๋เมื่อสิบปีก่อน
สายตาดวงคมกวาดอ่านบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความจริงที่ถูกฝังกลบภายใต้ความรุ่งโรจน์ของตระกูลไป๋บัดนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าแสงเทียนริบหรี่ น้ำตาที่อั้นไว้ในคราแรกไหลร่วงลงมาอาบแก้มเงียบเชียบ ไม่ใช่ด้วยความอ่อนแอ แต่เป็นความสะใจและหยาดหยดแห่งการแก้แค้นที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
"พวกมัน... พวกมันทั้งหมด..." ไป๋ลี่หลินพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า รอยยิ้มเยียบเย็นผุดขึ้นบนใบหน้าหวานล้ำแต่กลับงดงามราวดอกไม้อาบยาพิษ
มู่หรงหลี่ก้าวเข้าไปยืนซ้อนด้านหลัง โน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเช็ดหยาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขานุ่มนวลต่างจากภาพลักษณ์โหดเหี้ยมที่ผู้คนหวาดกลัวอย่างสิ้นเชิง "ร้องออกมาให้พอ แล้วหลังจากนั้น... เปิ่นหวางจะพาเจ้าไปทวงคืนความยุติธรรมให้สาสมกับเลือดทุกหยดที่หลั่งริน"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและกลิ่นอายของการล้างแค้น เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมคบเพลิงสว่างจ้าก็ดังขึ้นจากด้านนอกเรือนพักร้าง แรงทุบประตูไม้เก่าแก่ดังโครมครามจนฝุ่นตลบ
"ใต้เท้าสั่งมา! ค้นทุกซอกทุกมุม อย่าให้หนีรอดไปได้!"
เสียงตะโกนก้องของทหารยามราชสำนักดังแทรกเข้ามาในความเงียบ ไป๋ลี่หลินเก็บสมุดบันทึกเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยหันไปสบตากับพระสวามีที่ยังคงยืนสงบนิ่งราวกับคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
มู่หรงหลี่แค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา มือหนาชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกันกังวานใสในความมืด ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของนางสะดุด
"ดูเหมือนว่า... มีคนไม่อยากให้เราอยู่ดูจนจบการแสดงเสียแล้วล่ะ พระชายาของเปิ่นหวาง"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" นะครับ
ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 16
หลักฐานชิ้นสำคัญที่หายไป
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!