กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอวลปะปนกับกลิ่นหอมของกำยานหมื่นลี้ในตำหนักบูรพา หาได้ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูอ่อนโยนลงไม่ ตรงกันข้าม ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงโปร่งของบุรุษในชุดคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์ทองคำ กลับทำให้มหาดเล็กและนางกำนัลนับสิบชีวิตต้องคุกเข่าหมอบราบลงกับพื้นศิลาจนแทบไม่กล้าหายใจ
มู่หรงหลี่... ชินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬครึ่งค่อนแผ่นดิน ทอดพระเนตรภาพเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำพี้
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น... เหตุใดชายารักของเปิ่นหวาง ถึงได้มีคราบเลือดติดอยู่ที่มุมปากเช่นนั้นเล่า?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจนั้นเปล่งออกมาอย่างเรียบเรื่อย ทว่ากลับกดดันจนบรรยากาศภายในห้องโถงลดฮวบลงราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี
ใจกลางของสายตาทุกคู่คือ ไป๋จินเฉิน หรือที่ใครๆ ต่างขนานนามในยามนี้ว่าชายารองไป๋ นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับขอบผ้าปักลายหงส์เหินสีชาดตั้งตรงอย่างมั่นคง ปลายนิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบโลหิตสีเข้มเล็กน้อยกำลังบรรจงใช้ผ้าแพรเช็ดทำความสะอาดกริชเล่มงามในมืออย่างใจเย็น ราวกับว่ามหันตภัยที่กำลังคุกคามอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงแค่ลมแล้งที่พัดผ่าน
"ถวายบังคมเพคะ ท่านอ๋อง"
จินเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น และเจือไปด้วยความมั่นใจเกินกว่าที่สตรีในเรือนหลังทั่วไปพึงมี นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาพระสวามีผู้ดุร้ายโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดหวั่น มีเพียงประกายระยิบระยับของความฉลาดเฉลียวดั่งห้วงสมุทรลึกที่ยากจะหยั่งถึง
มู่หรงหลี่ก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่กวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างไร้ลมหายใจของขันธ์รับใช้คนสนิทของพระสนมฮวาเฟย ซึ่งนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นพรมเปอร์เซียราคาแพง ลำคอของมันมีรอยแผลลึกเพียงนิดเดียวแต่แม่นยำถึงจุดตาย แสดงถึงฝีมือการใช้เข็มพิษหรืออาวุธลับที่เฉียบคมอย่างไร้ที่ติ
"เจ้ากล้าฆ่าคนในตำหนักของเปิ่นหวางอย่างนั้นหรือ?" มู่หรงหลี่หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยว หากแต่มีความสนใจใคร่รู้ระคนความคลั่งไคล้อย่างปิดไม่มิด
"หม่อมฉันเพียงแค่สั่งสอนบ่าวไพร่ที่บังอาจล่วงเกินขอบเขตของความเป็นบ่าวก็เท่านั้นเพคะ" จินเฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ นางก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้ทรงอิทธิพล กลิ่นกายหอมกรุ่นของสมุนไพรจีนจางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นอายสงครามของเขา "อีกอย่าง... ยาพิษที่ขันทีผู้นี้ตั้งใจนำมาถวายในถ้วยชานี้ หากมิใช่หม่อมฉันที่เป็นแพทย์ผู้รู้เท่าทันลิ้มรสดูเสียก่อน เกรงว่าคนที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนี้ คงมิใช่บ่าวชั้นต่ำผู้นี้ แต่อาจเป็นตัวหม่อมฉันเอง หรือไม่ก็... อาจจะเป็นท่านอ๋องในยามที่เสด็จกลับมาเหนื่อยๆ แล้วทรงกระหายน้ำพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นคำพูดของนาง มู่หรงหลี่ก็ชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคู่นคมกริบฉายแวววาวโรจน์ขึ้นมาวับหนึ่ง เขาเหลือบมองถ้วยชาเคลือบหยกที่ยังมีไอความร้อนลอยกรุ่นอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองดวงหน้าอันงดงามแต่ทระนงของสตรีตรงหน้า
นี่น่ะหรือ... ชายารองผู้เคยอ่อนแอ ขี้ขลาด และเอาแต่วิ่งตามความรักจอมปลอมของเขาจนกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนทั้งจวน? สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากภาพจำในอดีตราวฟ้ากับเหว นางมิใช่ดอกไม้บอบบางในเรือนกระจกอีกต่อไป แต่คือนางพญาหงส์ที่ซ่อนกรงเล็บอันแหลมคมไว้ภายใต้รอยยิ้มอันงดงามต่างหาก
"เจ้าเปลี่ยนไปมาก... ไป๋จินเฉิน" มู่หรงหลี่เอ่ยเสียงพร่า ยื่นมือหนาออกไปหมายจะเกลียวปอยผมที่เคลียอยู่ข้างแก้มเนียนนุ่มของนาง ทว่าจินเฉินกลับเบี่ยงกายหลบอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว
"คนเราย่อมต้องเติบโตท่ามกลางความตายเพคะท่านอ๋อง หากหม่อมฉันยังคงเป็นสตรีโง่เขลาเบาปัญญาเช่นวันวาน ป่านนี้คงเหลือแต่กระดูกให้สุนัขแทะไปนานแล้ว" นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ก่อนจะผายมือไปยังร่างของขันทีผู้นั้น "อีกประการหนึ่ง การที่คนของพระสนมฮวาเฟยกล้าลงมือวางยาในตำหนักของหม่อมฉันในยามที่ท่านอ๋องไม่อยู่ แสดงว่าอำนาจในจวนชินอ๋องแห่งนี้ เริ่มมีคนลืมเสียแล้วกระมังว่า ใครคือเจ้าของที่แท้จริง"
คำพูดของนางเปรียบเสมือนศรปักเข้ากลางเป้าหมาย มู่หรงหลี่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นเต็มไปด้วยไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมาราวกับพายุคราม เขารู้ดีว่าฮวาเฟยผู้ทะเยอทะยานใช้โอกาสที่เขาไม่อยู่จวนเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามในเรือนหลัง แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า... สตรีที่เขาเคยมองข้าม จะสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาดและงดงามถึงเพียงนี้
"ดี... ดีมาก!" มู่หรงหลี่ก้าวเข้าไปประชิดตัวนางโดยไม่เปิดโอกาสให้ถอยหนี วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กเอื้อมมารวบเอวคิ้วครากของนางไว้แนบชิด จนแผ่นอกกว้างแนบสนิทกับร่างบาง กลิ่นอายบุรุษเพศที่ทรงพลังโอบล้อมนางไว้ทุกทิศทาง "ในเมื่อชายารองของเปิ่นหวางเก่งกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้น... เรื่องการชำระสะ้างบัญชีแค้นในจวนหลังนี้ เปิ่นหวางจะมอบอำนาจให้เจ้าเป็นผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียว... เจ้าอยากจะตัดหัวผู้ใด หรือถลกหนังใครตามใจชอบได้เลย"
จินเฉินขมวดคิ้วมุ่น นางพยายามดันอกแกร่งออกห่าง แต่แรงของบุรุษผู้ฝึกยุทธมาอย่างโชกโชนนั้นมีหรือที่สตรีตัวเล็กๆ จะสู้ไหว "ท่านอ๋อง โปรดสำรวมด้วย หม่อมฉันมิใช่..."
"เจ้าคือชายาของเปิ่นหวาง!" มู่หรงหลี่ตัดบทด้วยน้ำเสียงเผด็จการ นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการจะกลืนกินวิญญาณ "และต่อให้ทั่วทั้งแผ่นดินนี้จะเกลียดชังเจ้า หรือต้องการเอาชีวิตเจ้า หากเปิ่นหวางยังอยู่... ต่อให้เป็นเงาพยัคฆ์หรือโองการสวรรค์หน้าไหน ก็ไม่มีวันแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าได้แม้แต่เส้นเดียว!"
บรรยากาศภายในห้องเงียบงัดลงทันที หัวใจของจินเฉินกระตุกวูบไปชั่วขณะ นางสัมผัสได้ถึงความจริงจังและมั่นคงที่แฝงมากับคำพูดของเขา แต่นางรู้ดีว่า ยิ่งเขาแสดงความโปรดปรานตนมากเท่าใด เมฆหมอกแห่งการแย่งชิงอำนาจในวังหลังก็จะยิ่งโถมเข้าใส่ตัวนางรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ทว่า... ก่อนที่นางจะได้กล่าววาจาใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาดเล็กหน้าตำหนักก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกที่ทำให้บรรยากาศอันเร่าร้อนเมื่อครู่ต้องแตกกระเจิง
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้เรียกตัวชายารองไป๋เข้าเฝ้าเป็นการด่วนในยามวิกาลนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หรงหลี่ชะงัก สีหน้าที่เคยคลั่งรักเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในพริบตาเดียว นัยน์ตาคู่นคมกริบหรี่แคบลงอย่างอันตราย ขณะที่จินเฉินกลับนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ
ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 3
เงาพยัคฆ์แห่งจวนชินอ๋อง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!