กลิ่นอับของฝุ่นละอองและไม้เก่าที่ผุกร่อนตามกาลเวลา ลอยอบอวลอยู่รอบตัวทันทีที่บานประตูไม้สักบานนั้นถูกผลักเปิดออกโดยฝ่ามือของกรณ์ แรงเสียดทานของบานพับขึ้นสนิมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ราวกับเสียงกรีดร้องของความทรงจำที่ถูกจองจำไว้ในความเงียบงันมานานนับทศวรรษ
รินรดาก้าวตามเข้ามาภายในตัวบ้าน ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นไม้กระดานที่ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับจะรับน้ำหนักแทบไม่ไหว ดวงตาคู่คมกวาดตามองไปรอบห้องโถงที่ครั้งหนึ่งคงเคยมีชีวิตชีวา แต่วันนี้กลับเหลือเพียงร่องรอยของหยากไย่ที่โยงใยราวกับตาข่ายดักกาลเวลา และแสงแดดที่สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างหนาเตอะ เผยให้เห็นละอองฝุ่นที่กำลังลอยเคว้งคว้างอย่างเชื่องช้า
"คุณแน่ใจนะว่าเราจะหาคำตอบจากซากปรักหักพังนี่ได้" เสียงของรินรดาดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงของเธอเจือความเคลือบแคลงอย่างไม่ปิดบัง พร้อมกับใช้ปลายนิ้วมือเรียวยาวแตะลงบนสันโต๊ะไม้ที่เคลือบไปด้วยคราบฝุ่นหนา "สถานที่แห่งนี้... ดูเหมือนถูกจงใจปล่อยให้ตายไปจากสารบบความทรงจำมากกว่า"
กรณ์ไม่ได้ตอบทันที ชายหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มดูราวกับรูปปั้นหินที่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากความเงียบ สายตาของเขาจับจ้องไปยังกรอบรูปสีดำที่แขวนอยู่บนผนังเบื้องหน้า รูปภาพครอบครัวที่ถูกความชื้นกัดกินจนใบหน้าของบุคคลในภาพเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น มีเพียงเงาสลัวของเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้างชายหญิงคู่หนึ่ง ทว่า... ความว่างเปล่าในแววตาของกรณ์ขณะที่มองภาพนั้น กลับลึกซึ้งและน่ากลัวยิ่งกว่าร่องรอยการผุกร่อนของตัวบ้านเสียอีก
"ความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่จะสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยหรอกครับรินรดรา..." กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเย็นเยียบจนน่าขนลุก "มันแค่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืด รอคอยให้ใครบางคนมาเปิดประตูเพื่อไล่ล่ามันกลับคืนมา"
เขาก้าวเท้าเดินลึกเข้าไปในตัวบ้านอย่างคุ้นเคย แม้เวลาจะผ่านไปนานจนรายละเอียดในอดีตเลือนราง แต่สัญชาตญาณทางร่างกายกลับจดจำทิศทางได้อย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับกำลังเดินอยู่บนสนามรบที่มองไม่เห็น รินรดากัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะสาวเท้าตามหลังไปติดๆ สัญชาตญาณนักจิตวิทยาของเธอกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยว่า บรรยากาศรอบตัวในบ้านหลังนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความเก่าแก่ แต่มันมี "บางสิ่ง" กำลังจ้องมองพวกเขาอยู่
ทั้งคู่หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนเล็กๆ ชั้นในสุดของตัวบ้าน ป้ายชื่อไม้แกะสลักที่เคยแขวนอยู่หน้าห้องบิดเบี้ยวจนแทบอ่านไม่ออก กรณ์เอื้อมมือออกไปสัมผัสลูกบิดประตูโลหะที่เย็นเฉียบ ผิวสัมผัสของมันสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงบีบของปลายนิ้ว ก่อนที่เขาจะตัดสินใจผลักมันให้เปิดออก
เอี๊ยด...
กลิ่นอับของกระดาษเก่าและสารเคมีบางชนิดพวยพุ่งออกมาทันทีที่ประตูเปิดกว้าง ห้องนี้แตกต่างจากส่วนอื่นของบ้านอย่างสิ้นเชิง ไม่มีฝุ่นหนาเตอะบนพื้น ไม่มีหยากไย่ตามมุมห้อง ทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบราวกับเพิ่งมีคนใช้งานเมื่อวานนี้ บนโต๊ะทำงานไม้ตัวเล็กมีโคมไฟตั้งโต๊ะสีเขียวเข้มวางอยู่ ข้างกันนั้นคือสมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิทเล่มหนึ่ง ที่วางสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตาสำรวจรอบห้อง "นี่มัน... ผิดปกติเกินไป บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างมาเป็นสิบปีไม่ใช่เหรอ ทำไมห้องนี้ถึงสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นละอองแบบนี้ล่ะ?"
กรณ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน ช้าๆ มือหนายื่นออกไปหยิบสมุดบันทึกปกหนังเล่มนั้นขึ้นมาพลิกดู น้ำหนักของมันให้ความรู้สึกหนقหน่วงในมือ สันปกหนังปรากฏรอยปั๊มจมเป็นตัวเลขชุดหนึ่ง... *07-04-2035* ซึ่งเป็นวันที่ระบุเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ตัวเขาเองจำไม่ได้แม้แต่น้อย
"เพราะความทรงจำที่นี่... ไม่เคยถูกลืมยังไงล่ะครับ" กรณ์พึมพำเบาๆ ขณะเปิดหน้าแรกของสมุดบันทึกออก
ลายมือหวัดแกมบรรจงปรากฏแก่สายตา ลายมือที่เขาจำได้แม่นยำว่าเป็นของใครบางคนที่มีสายเลือดเดียวกัน ทว่าข้อความในบรรทัดแรกกลับทำให้ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึกลงทันที—
*[ถึงตัวฉันในอนาคต... ถ้าแกได้อ่านบันทึกเล่มนี้ แปลว่าพวกมันทำสำเร็จแล้ว และแกกำลังเดินเข้ามาในหลุมพรางที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังวิญญาณของแกตลอดกาล]*
รินรดาชะโงกหน้าเข้ามาอ่านข้อความนั้นด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยถอดสีลงในพริบตา "หลุมพรางงั้นเหรอ? ใครเป็นคนเขียนบันทึกเล่มนี้กันแน่ กรณ์ หรือว่า..."
ยังไม่ทันที่รินรดาจะเอ่ยจบประโยค เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางห้องโถงด้านนอก เป็นเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้กระดานอย่างจงใจและไม่มีทีท่าว่าจะหลบซ่อนตัว เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าประตูห้องนอนเล็ก ก่อนที่เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนจะทาบทับลงบนกรอบประตูกั้นระหว่างแสงสว่างและความมืด
กรณ์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึก ดวงตาสีนิลคมกริบหันขวับไปมองยังผู้มาใหม่โดยสัญชาตญาณ ขณะที่รินรดาถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ มือเรียวเอื้อมไปคว้าชายเสื้อของกรณ์ไว้แน่นราวกับต้องการที่ยึดเหนี่ยว
ร่างของชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวพ้นความมืดเข้ามาในรัศมีแสงสว่าง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับฉายแววคมกล้าและเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายผู้มาเยือน ก่อนที่เขาจะเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของกรณ์กระตุกวูบ
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกชาย พ่อรอแกมานานเหลือเกิน"
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในห้วงเวลาแห่งความลับนี้ด้วยกันนะครับ
สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 7
บ้านหลังเก่าที่ถูกลืม
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!