เสียงประตูปิดลงพร้อมกับกลอนสลักที่เลื่อนเข้าที่ เสียงนั้นหนักแน่นและดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันราวกับเสียงเคาะโลงศพ กรณ์ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตนเองเกือบทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับลึกซึ้งและว่างเปล่าเกินกว่าจะคาดเดาความรู้สึกได้ คำพูดเมื่อครู่ยังคงวนเวียนก้องอยู่ในโสตประสาท *“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกชาย พ่อรอแกมานานเหลือเกิน”*
กลิ่นอับของบ้านไม้เก่าคร่ำคร่ำแฝงกลิ่นอายของฝุ่นละอองที่ลอยวนในอากาศนิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กรณ์ไม่ขยับเขยื้อน เขายังคงรักษาท่าทีระแวดระวัง สายตาสีเข้มคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องโถงกว้างที่แทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใดนอกจากเก้าอี้โยกไม้สีเข้มและโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่มีกองกระดาษระเกะระกะ
"ดูเหมือนคุณจะจำผมได้ดีกว่าที่ผมจำตัวเองเสียอีกครับ" กรณ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันไว้เบื้องหลัง ความเงียบงันแผ่ขยายอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและแห้งแล้ง
"ความทรงจำ... เป็นเพียงสิ่งของฟุ่มเฟือยที่มนุษย์เรามักยึดติด กรณ์" ชายผู้เป็นพ่อเดินช้าๆ เข้ามาใกล้ แสงไฟสลัวจากโคมไฟเพดานตกกระทบลงบนใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลา "แกพยายามไขว่คว้าหาอดีตที่ถูกลบเลือน แต่เชื่อพ่อเถอะ... บางอย่าง ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับซากปรักหักพังจะดีกว่า"
"ถ้ามันไม่มีความหมาย ทำไมคุณถึงต้องเก็บผมไว้... ทำไมผมถึงจำเรื่องราวในวัยเด็กไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว" กรณ์ก้าวประชิดขึ้นหนึ่งก้าว ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงกระแสเลือดสูบฉีดในขมับ
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้ารัวเร็วและเสียงหอบหายใจของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูห้องโถงถูกผลักเปิดผาง รินรดาปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด แววตาตื่นตระหนกของเธอจับจ้องมาที่กรณ์สลับกับชายผู้สูงวัย เธอกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
"กรณ์... อย่าเชื่อเขานะครับ—" รินรดาชะงักเมื่อถูกสายตาคมกริบของชายวัยกลางคนหันไปมอง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของผู้เป็นพ่อ
"อ้อ... แขกผู้ไม่ได้รับเชิญตามมาจนได้สินะ นักจิตวิทยาผู้ปราดเปรื่องแห่งตลาดความทรงจำ" น้ำเสียงนั้นเย้ยหยัน "เธอคิดจริงๆ หรือว่าร่องรอยที่พวกเธอพยายามขุดคุ้ย จะซ่อนพ้นสายตาของคนที่สร้างมันขึ้นมา?"
รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอก้าวเข้ามาดึงแขนเสื้อของกรณ์เบื้องหน้า "ที่นี่ไม่ใช่บ้าน... กรณ์ ที่นี่คือสถานที่ทดลองใต้ดินที่ถูกปิดตายจากประวัติศาสตร์ ความจริงทั้งหมดไม่ได้อยู่บนหน้ากระดาษ แต่มันอยู่ใต้พื้นไม้ที่คุณยืนอยู่นี่ต่างหาก"
คำพูดของรินรดาราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจ กรณ์ก้มมองพื้นไม้เนื้อแข็งสีมะฮอกกานีใต้รองเท้าของตนเอง รอยต่อของไม้แต่ละแผ่นดูเรียบสนิท แต่เมื่อสังเกตดีๆ กลับมีร่องรอยการงัดแงะและกลิ่นอายบางอย่างที่โชยขึ้นมาจากรอยแยก—กลิ่นของสารเคมีผสมกับความอับชื้นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
"ถ้าอยากรู้ความจริงนัก ก็เปิดมันดูสิ..." พ่อของกรณ์ผายมือไปยังพื้นไม้เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มที่ชวนขนลุก "แต่จำคำพ่อไว้... เมื่อเปิดประตูบานนั้นแล้ว แกจะไม่มีวันได้กลับเป็นคนเดิมอีกต่อไป"
กรณ์ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาก้มตัวลงใช้มือเปล่าสอดเข้าไปตามร่องไม้ที่ถูกอำพรางไว้ ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี เขาออกแรงงัดแผ่นไม้น้ำหนักมากจนเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายตลบอบอวล ทันทีที่แผ่นไม้ถูกเปิดออก ความมืดมิดและลมเย็นยะเยือกก็พัดโชยขึ้นมาจากเบื้องล่าง พร้อมกับกลิ่นสนิมเหล็กและยาฆ่าเชื้อที่เตะจมูกอย่างรุนแรง
ภายในความมืดมิดใต้พื้นไม้ มีบันไดโลหะทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง รินรดาหยิบไฟฉายขนาดเล็กจากกระเป๋าเสื้อโค้ทขึ้นมาเปิด แสงไฟสว่างวาบสาดส่องลงไปกระทบกับวัตถุบางอย่างที่กองระเกะระกะอยู่บนโต๊ะเหล็กด้านล่าง
กรณ์ก้าวลงไปตามขั้นบันไดทีละก้าวอย่างระมัดระวัง รองเท้ากระทบกับเหล็กส่งเสียงก้องกังวานในความเวิ้งว้าง ยิ่งลงลึก อุณหภูมิรอบตัวก็ยิ่งลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว บรรยากาศเงียบสงัดราวกับหลุมศพ มีเพียงเสียงฝีเท้าของรินรดาที่เดินตามลงมาติดๆ
เมื่อเท้าสัมผัสกับพื้นปูนซีเมนต์เบื้องล่าง แสงไฟฉายก็กวาดไปรอบห้องขนาดใหญ่ ผนังห้องบุด้วยกระจกใสหนาเตอะที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและคราบสีน้ำตาลเข้มคล้ายรอยเลือดแห้งกรัง ตรงกลางห้องมีเก้าอี้โลหะแปลกประหลาด สายระโยงระยางและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ล้าสมัยตั้งระเกะระกะ ราวกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญที่ถูกสร้างขึ้นจากเรื่องจริง
กรณ์เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานตัวเล็กที่มุมห้อง บนนั้นมีแฟ้มเอกสารเก่าสีเหลืองซีดปกหนังแท้ วางทับด้วยสมุดบันทึกปกแข็งที่มุมปกขึ้นสนิมเขียว มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาเปิด หน้ากระดาษแต่ละแผ่นเต็มไปด้วยลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำ
*“บันทึกการทดลองโครงการที่ 07 - วันที่ 12 ตุลาคม... ตัวอย่างทดลองหมายเลข 4 แสดงอาการต่อต้านรุนแรงหลังจากถูกลบความทรงจำระยะสั้น ญาติของเด็กชายยังคงเชื่อว่าเขารักษาตัวจากอุบัติเหตุ แต่ความจริงคือ สมองของเขาถูกรีเซ็ตเพื่อรองรับการถ่ายโอนข้อมูลชุดใหม่... ความทรงจำของฉันจะถูกฝังลงในร่างของเขา”*
กรณ์อ่านข้อความเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา หัวใจเต้นรัวกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก ภาพความทรงจำเลือนรางที่เคยว่างเปล่าเริ่มถูกแทนที่ด้วยภาพหลอนของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกมัดอยู่บนเก้าอี้โลหะตัวนั้น ท่ามกลางแสงไฟสีขาวจ้าและเสียงกรีดร้องที่ดังก้องอยู่ในหัว
รินรดาเดินเข้ามาใกล้ ใช้มือแตะไหล่ของเขาเบื้องหลังอย่างแผ่วเบาเพื่อประคองสติ "กรณ์... คุณโอเคไหม?"
กรณ์ยังไม่ทันได้ตอบคำถาม เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากบันไดโลหะเบื้องบน ตามด้วยเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่น่าขนพองสเกียว
"ในที่สุด... แกก็หาบันทึกเล่มนั้นจนพบสินะ, กรณ์" เสียงของผู้เป็นพ่อดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทดลองใต้ดิน "รู้ไหมว่าทำไมแกถึงเป็นผลงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบที่สุด... ก็เพราะว่าเด็กชายในบันทึกเล่มนั้น ไม่ใช่ใครอื่นไกล..."
ชายวัยกลางคนก้าวลงมาจนถึงพื้นเบื้องล่าง แสงไฟสลัวเผยให้เห็นรอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้า ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อ
คลอด้วยน้ำตาแห่งความยินดีที่ดูวิกลจริต
"...แต่แกคือตัวฉันเองในวัยเด็ก ที่ถูกดึงเอาอนาคตมาขังไว้ในอดีตอย่างไรล่ะ!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาแห่งกาลเวลานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 8
ความลับใต้พื้นไม้
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!