ความเย็นเยียบของเหล็กกล้าที่กดแนบสนิทอยู่บริเวณท้ายทory ไม่ได้ทำให้กรณ์สะดุ้งสะเทือนอย่างที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มเพียงแต่หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นร้อนผสานไปกับกลิ่นอับชื้นของซากปูนซีเมนต์ที่ผุกร่อนในโครงสร้างใต้ดิน
"ทำได้ดีมาก... พี่ชาย"
น้ำเสียงนั้นกระซิบแผ่วเบa ทว่าชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาท มันเป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานนับทศวรรษ เสียงของคนที่ควรจะจมดิ่งหายไปกับกาลเวลาและเพลิงผลาญในคืนวันวานอันบิดเบี้ยว
กรณ์ไม่ขยับเขยื้อน ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่เป็นบทสนทนาชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนาปราศจากความหวาดกลัว "นายมาช้ากว่าที่ฉันคิดนะ... กรณ์ภัทร"
บุคคลเบื้องหลังหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่กลั้วไปด้วยความเย้ยหยันและรอยแผลเป็นในจิตใจ ปลายกระบอกปืนขยับถอยออกไปเพียงเล็กน้อย เปิดโอกาสให้กรณ์ค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงนั้น
ภายใต้แสงสลัวจากช่องระบายอากาศที่พังทลาย ใบหน้าของชายหนุ่มผู้ถือปืนปรากฏเด่นชัด—โครงหน้าและแววตานั้นถอดแบบมาจากกรณ์ราวกับส่องกระจกเงา หากแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวและประกายตาแห่งความคลุ้มคลั่ง
"โลกใบนี้มันแคบเกินไปสำหรับเราสองคน พี่ก็รู้ดีนี่" กรณ์ภัทรกล่าวพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปืนในมือยังคงรักษาระยะเล็งมาที่กลางหน้าอกของพี่ชายอย่างไม่ประมาท "ตั้งแต่พ่อแม่ตายไป นายก็เอาแต่หนี... หนีความจริง หนีความทรงจำ และสุดท้ายก็วิ่งเข้ามาหาความตายด้วยความสมัครใจในสถานที่ผุพังแห่งนี้"
"ฉันไม่ได้หนี" กรณ์ตอบกลับทันควัน แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของน้องชาย "ฉันแค่วิ่งตามหาความจริงที่นายพยายามซ่อนมันไว้ต่างหาก"
บรรยากาศระหว่างพี่น้องตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นหยาดเลือด ในขณะเดียวกัน รินรดาที่ถูกมัดมือด้วยสายเคเบิลไทด์อยู่ไม่ไกลนัก ค่อยๆ ขยับตัวพิงเข้ากับเสาคอนกรีตเก่าคร่ำคร่า แววตาของนักจิตวิทยาอัจฉริยะกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความสุขุม แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด แต่เธอกลับซ่อนรอยยิ้มบางๆ เอาไว้ที่มุมปาก
"พวกคุณสองคนนี่... รักกันจนวันตายจริงๆ นะคะ" รินรดาเอ่ยแทรกขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึก "พี่น้องตระกูลศิรินทร์... คนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่บนความทรงจำที่ถูกบิดเบือน ส่วนอีกคนพยายามทำลายทุกอย่างเพื่อสร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมาครอบครอง น่าขันสิ้นดีที่จุดจบดันมาจบลงในซากปรักหักพังที่แทบไม่มีใครจดจำ"
กรณ์ภัทรตวัดสายตาไปมองหญิงสาวทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคียดแค้น "หุบปากซะ! เธอไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องครอบครัวของเรา"
"ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์?" รินรดาเชิดหน้าขึ้นท้าทาย แม้เนื้อตัวจะมอมแมมไปด้วยฝุ่นผง "ในเมื่อฉันนี่แหละ... คือคนที่ออกแบบระบบความทรงจำทั้งหมดที่พวกนายกำลังแย่งชิงกันอยู่!"
คำพูดนั้นทำให้กรณ์ภัทรชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่ที่เหมือนกับกรณ์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "จริงสินะ... เธอกลุ่มคนผู้สร้างห้องทดลองใต้ดินแห่งนี้ขึ้นมาเมื่อยี่สิบปีก่อน รินรดา... หรือฉันควรจะเรียกว่า 'ดร.ริน' เจ้าของโปรเจกต์ลบเลือนอดีตดีล่ะ?"
กรณ์หันขวับไปมองรินรดา ทันทีที่ความจริงข้อนั้นถูกเปิดเผย หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบ ภาพความทรงจำที่กระจัดกระจายราวกับชิ้นส่วนจิ๊กซอว์เริ่มต่อเข้าหากันอย่างรวดเร็ว—รินรดาไม่ใช่แค่เหยื่อ หรือพยานในตลาดความทรงจำ แต่เธอกرือผู้สร้างและผู้ทำลายวงจรอุบาทว์นี้ตั้งแต่เริ่มต้น
"เธอโกหฉันมาตลอดงั้นเหรอ รินรดา" กรณ์เค้นเสียงถาม ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะถูกทรยศ แต่เพราะความรู้สึกที่ว่า ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินมาจนถึงจุดนี้ ล้วนอยู่ในแผนการของเธอทั้งสิ้น
รินรดาหันมาสบตากลุ่มนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยคำถามของกรณ์ แววตาของเธอนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง
"ฉันไม่ได้โกหกคุณ กรณ์" เธอกระซิบลอดไรฟัน น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่หนักแน่น "ฉันแค่... พาคุณกลับมายังจุดเริ่มต้น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าจะเลือกจดจำความเจ็บปวด หรือจะปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับซากปรักหักพังแห่งนี้"
"พอได้แล้ว! เลิกพูดย้ำเรื่องน้ำเน่าพวกนี้สักที!" กรณ์ภัทรตะคอกลั่น ลั่นไกปืนในมือเตรียมจะเหนี่ยวไกใส่รินรดาเพื่อตัดปัญหา "ในเมื่อทุกคนมาอยู่ที่นี่กันครบแล้ว ก็ถึงเวลาจบเกมสักที... ลาก่อนนะ พี่ชาย"
นิ้วชี้ของกรณ์ภัทรเริ่มออกแรงกดลงบนไกปืน เสียงโลหะกระทบกันดังแกร็ก ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด กรณ์พุ่งตัวออกไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อบังกระสุนให้นักจิตวิทยาสสาว
ปัง!
เสียงกัมปนาทสะท้อนก้องกังวานไปทั่วอุโมงค์ใต้ดิน เศษปูนและฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน กรณ์รู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่พาดผ่านหัวไหล่ขวา แต่เขากลับไม่สนใจความเจ็บปวดนั้น มือหนาคว้าเข้าที่ข้อมือของน้องชายแล้วบิดสุดแรงจนปืนหลุดร่วงกระแทกพื้น ทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงล้มกลิ้งไปบนพื้นดินสกปรก
"นายมันบ้าไปแล้ว กรณ์ภัทร!" กรณ์ตะโกนใส่หน้าคนที่นอนหายใจหอบอยู่ใต้ร่าง หมัดขวาถูกง้างขึ้นเตรียมจะซัดลงไปเพื่อยุติความบ้าคลั่งนี้
ทว่า ก่อนที่หมัดนั้นจะทันได้กระแทกกระทั้นลงไป เสียงปรบมือเบาๆ สองสามครั้งก็ดังขึ้นจากความมืดมิดในมุมอับของอุโมงค์
แปะ... แปะ... แปะ...
ทั้งกรณ์ กรณ์ภัทร และรินรดา ต่างชะงักงันพร้อมกัน ดวงตาทุกคู่หันขวับไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างพร้อมเพรียง
ร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มปรากฏกายขึ้นจากเงาดำ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์—รอยยิ้มที่กรณ์จำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต
"ทำได้ยอดเยี่ยมมาก... ลูกพ่อ" เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น พร้อมกับก้าวเดินเข้ามาใกล้แสงสว่างทีละก้าว "ในที่สุด ความทรงจำทั้งหมดก็กลับมาสมบูรณ์เสียที... กรณ์"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและรอยแผลเป็นเหล่านี้มาด้วยกันครับ
นาโนบอทมาสเตอร์
สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 40
เศษซากของอดีต
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!