สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 41

การเยียวยาของจิตใจ

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
เศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งกาลเวลา ไม่เคยทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลังนอกจากเถ้าถ่านและความว่างเปล่า “คุณกำลังหลอกตัวเองว่าแผลเป็นนั้นหายดีแล้ว… ทั้งที่ข้างในมันยังเน่าเฟะ” เสียงของรินรดานุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสด กรณ์ชะงักมือที่กำลังรินชาค้างไว้ ไอน้ำร้อนกรุ่นลอยขึ้นกระทบกับแว่นตาของเขาจนเกิดฝ้าบางๆ ชายหนุ่มไม่ได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงยืนนิ่งอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นทัศนียภาพอันเงียบสงบของหุบเขาเบื้องล่าง ความเงียบงันแผ่ขยายตัวออกไปราวกับมวลอากาศที่หนักอึ้ง ที่นี่คือสถานที่พักฟื้นลับห่างไกลจากความวุ่นวายของมหานคร ความตึงเครียดจากการเผชิญหน้ากับองค์กรลับในตอนที่ผ่านมาได้ทิ้งรอยแผลไว้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับกรณ์แล้ว บาดแผลที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่รอยช้ำบนผิวหนัง หากแต่เป็นความทรงจำที่หาย and และความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยว่า ตัวตนของเขาในอดีตอาจเป็นเพียงผลงานจากการสร้าง6ของนาโนบอทและความตั้งใจของใครบางคน กรณ์วางกาน้ำชาลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว รินรดานั่งอยู่บนโซฟาตัวยาว ดวงตาคู่คมของนักจิตวิทยาอัจฉริยะคู่นั้นไม่ได้ฉายแววของการจับผิด แต่มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง “แล้วคุณล่ะ รินรดา” กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ “คุณกำลังใช้ความเจ็บปวดของคนอื่นมาเป็นเครื่องมือในการเยียวยาปมในใจของตัวเองอยู่หรือเปล่า” คำถามนั้นเปรียบเสมือนหมัดฮุกที่ตรงเข้าเป้า รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาของเธอไหววับไปชั่วขณะ ก่อนที่กำแพงป้องกันความรู้สึกจะถูกดึงกลับมาตั้งตระหง่านอีกครั้ง เธอยิ้มเยาะหยันตัวเองเล็กน้อย มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างขมขื่น “เราต่างก็เป็นคนป่วยที่พยายามรักษาแผลให้กันและกัน… น่าสมเพชดีแท้ว่าไหมคะ… อ่า ขออภัยครับ ติดปากไปหน่อย” เธอแก้คำพูดตัวเองทันทีเมื่อเห็นสายตาเชิงตำหนิแบบสุภาพของชายหนุ่ม กรณ์มักจะเคร่งครัดเรื่องการใช้ภาษาเสมอ แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม “ความเจ็บปวดไม่ใช่เรื่องน่าสมเพช” กรณ์เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงโต๊ะไม้ตัวเล็กกั้นกลาง “มันคือหลักฐานชิ้นเดียวที่ยืนยันว่าเรายังมีชีวิตอยู่… รินรดา ผมไม่รู้ว่าอดีตของผมเคยทำอะไรไว้กับคุณบ้าง แต่ถ้าความทรงจำที่หายไปนั้นมันทำให้คุณต้องเจ็บปวดขนาดนี้ ผมขอโทษ” คำว่า ‘ขอโทษ’ จากปากของชายผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาอย่างกรณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะได้ยินบ่อยนัก รินรดาชะงักไป ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามค้นหาความเสแสร้งหรือการเล่นละคร แต่สิ่งที่เธอพบมีเพียงความจริงใจที่ส Iนไหวอยู่ภายในความเงียบงัน “คุณไม่ต้องขอโทษกรณ์…” เสียงของเธอบางเบาลงราวกับจะปลิวไปกับอากาศ “คนที่ควรขอโทษคือระบบ… คือพวกมันที่พรากความเป็นมนุษย์ไปจากเรา ตั้งแต่เด็ก ฉันถูกปลูกฝังให้มองความทรงจำว่าเป็นเพียงข้อมูลชุดหนึ่ง เป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ในตลาดมืด จนกระทั่งฉันได้พบคุณ… คนที่ไม่มีแม้กระทั่งอดีต แต่กลับมีความเป็นมนุษย์มากกว่าใครหลายคนที่ฉันเคยเจอ” บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไป ความตึงเครียดที่เคยมีค่อยๆ เจือจางลง เหลือไว้เพียงความเปราะบางที่ทั้งสองฝ่ายต่างซ่อนเร้นมานาน กรณ์เอื้อมมือออกไปช้าๆ ลังเลอยู่เสี้ยววินาที—ชั่วขณะที่ความเคยชินจากการระแวดระวังตัวสั่งให้เขาชักมือกลับ—แต่สุดท้ายปลายนิ้วของเขาก็สัมผัสลงบนหลังมือของรินรดาที่วางอยู่บนตัก มือของเธอยเย็นเฉียบ เช่นเดียวกับตัวเขา “เราเลือกอดีตไม่ได้” กรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “แต่เราเลือกวิธีที่จะอยู่ร่วมกับมันได้… รินรดา ถ้าความทรงจำเหล่านั้นมันหนักหนาเกินกว่าจะแบกรับไว้…” เขากลืนก้อนความขื่นขมลงคอ “ให้ผมช่วยแบ่งเบามันบ้าง” รินรดานิ่งงัน หยดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาของนักจิตวิทยาผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในอก ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ เป็นครั้งแรกที่กำแพงน้ำแข็งรอบตัวเธอพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ ทั้งคู่ใช้เวลาที่เหลือของวันในการนั่งเคียงข้างกันในความเงียบ ความเงียบที่ไม่ต้องมีการเอื้อnเอ่ยคำพูดใดๆ อีกต่อไป เป็นความเงียบที่ทำหน้าที่เยียวยา ปลอบประโลม และประสานรอยร้าวในจิตวิญญาณที่แตกสลายให้กลับมารวมกันได้อีกครั้งทีละน้อย ผ่านไออุ่นที่ส่งผ่านทางสัมผัสและการยอมรับซึ่งกันและกัน ทว่า ความสงบสุขมักเป็นสิ่งมีอายุสั้นในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงื่อนกาลเวลา ยามค่ำคืนมาเยือน ความมืดมิดเข้าปกคลุมหุบเขา เสียงลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างราวกับเสียงกระซิบจากยมโลก กรณ์สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา สัญชาตญาณดิบภายในตัวส่งเสียงร้องเตือนภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา รินรดาที่นอนอยู่บนโซฟาอีกตัวก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองสบตากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใด มีบางอย่างผิดปกติ… เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า และไม่ใช่เสียงของลม กรณ์ลุกขึ้นยืนช้าๆ หยิบปืนพกขึ้นมาปลดเซฟ เสียงกริ๊กเบาๆ ดังสะท้อนในความมืด เขาเดินไปที่ประตูห้องอย่างระมัดระวัง รินรดาขยับตามมาติดๆ มือเรียวหยิบอุปกรณ์ถอดรหัสสัญญาณเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะ ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก… เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง เป็นจังหวะที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด—จังหวะรหัสลับที่ใช้เฉพาะสมาชิกหน่วยปฏิบัติการพิเศษเงากาลเวลาที่ควรจะสูญพันธุ์ไปแล้ว กรณ์ขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความสงสัยและความระแวง เขายื่นมือไปบิดลูกบิดประตูก่อนจะกระชากเปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเล็งปากกระบอกปืนไปข้างหน้าทันที ทว่า บุคคลที่ยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่ระเบียงทางเดิน กลับไม่ใช่ศัตรูอย่างที่เขาคาดคิด… แต่เป็นร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำเปื้อนโคลนและคราบเลือด ใบหน้านั้นมีรอยแผลเป็นลากยาวผ่านดวงตาข้างซ้าย และที่สำคัญที่สุด—ใบหน้านั้นถอดแบบมาจากกรณ์ราวกับส่องกระจกเงา! “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะ… ตัวฉันในอนาคต” ร่างปริศนากล่าวด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น พร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งตรงมาที่หน้าผากของกรณ์โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%