คมกระบอกสีดำด้านสะท้อนเงาโครงหน้าของเขาอย่างพอดิบพอดี ปลายกระบอกปืนนิ่งสนิทไร้ซึ่งความสั่นไหว ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของแขนข้างนั้น
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะ… ตัวฉันในอนาคต”
เสียงนั้นทุ้มนุ่มและเยือกเย็น ก้องกังวานอยู่ในห้องควบคุมใต้ดินที่เต็มไปด้วยเศษซากของเครื่องสลายความทรงจำ กรณ์ไม่ขยับเขยื้อน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย—ดวงตาคู่เดียวกับที่เขาเห็นทุกครั้งยามส่องกระจก ทว่าในยามนี้มันกลับไร้ซึ่งความลังเล มีเพียงประกายความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง
“นายไม่ใช่ฉัน” กรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยความหวาดกลัว แม้ความตายจะอยู่ห่างเพียงปลายนิ้วสัมผัส “ตัวตนที่ยอมจำนนต่ออดีต… ไม่เคยมีสิทธิ์สร้างอนาคต”
ร่างปริศนาหัวسรานเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่มุมปากหยักลึกขึ้นอย่างน่าขนพอง “ความจริงใจมักเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดในโลกที่ผู้คนต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน… กรณ์ นายคิดจริงๆ หรือว่าการทำลายเซิร์ฟเวอร์หลักของสถาบัน จะช่วยปลดปล่อยผู้คนได้? นายแค่มอบความเจ็บปวดรูปแบบใหม่ให้พวกเขาก็เท่านั้น”
ปั้ง!
กระสุนนัดหนึ่งเฉียดผ่านใบหูของกรณ์ไป ฝังเข้ากับแผงวงจรด้านหลังจนเกิดประกายไฟสצוลวา กรณ์ไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขาก้าวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่ายหนึ่งก้าวอย่างเยือกเย็น ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นอายความกดดันระหว่างทั้งสองพุ่งสูงถึงขีดสุด
ในขณะเดียวกัน บนโลกเบื้องบน ความเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาต่างเดิมพันด้วยชีวิตกำลังระเบิดเสียงคำรามออกมา
ท้องถนนในมหานครหลวงไม่ได้เงียบงันดังเช่นทุกวันที่ผ่านมา หน้าจอโฮโลแกรมขนาดยักษ์ทุกแห่งทั่วเมืองถูกแฮกพร้อมกัน ภาพของสถาบันจัดการความทรงจำที่พังทลายถูกฉายวนซ้ำ ประชาชนนับล้านหยุดเดิน พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย—ความตื่นตระหนก ความไม่เชื่อสายตา และที่เด่นชัดที่สุดคือความว่างเปล่าในอกที่เพิ่งถูกเติมเต็มด้วยเศษเสี้ยวความทรงจำอันเจ็บปวดที่เคยถูกลบเลือน
รินรดายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด หน้าจอแท็บเล็ตในมือของเธอแสดงกราฟการเชื่อมต่อเครือข่ายความทรงจำทั่วประเทศที่ดิ่งลงเหว ระบบที่เคยควบคุมทุกความรู้สึก มั่นคง และไร้ที่ติ บัดนี้กำลังล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์
“ริน… นี่มันหมายความว่าอะไร?” เสียงสั่นเครือของเพื่อนร่วมงานดังขึ้นข้างกาย “ระบบสำรองข้อมูลถูกตัดขาดทั้งหมด… ความทรงจำของผู้คนนับสิบล้านกำลังไหลทะลักกลับเข้าร่าง พวกเขากำลัง… ร้องไห้”
รินรดาไม่ตอบ เธอมองภาพผู้คนรอบตัวที่ทรุดตัวลงคุกเข่า บางคนกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวดจากการหลั่งไหลของอดีตที่สูญหาย แต่ทว่า ในแววตาของพวกเขากลับมีความเป็นมนุษย์กลับคืนมา—แววตาของผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกล,้างสมองให้ยิ้มได้ตลอดเวลา
“มันไม่ใช่ความผิดพลาด…” รินรนากล่าวพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส “แต่มันคือการคืนชีวิตต่างหาก… กรณ์ นายทำได้จริงๆ สินะ”
ทว่าความตื่นตัวของสังคมไม่ได้มาพร้อมกับความสงบสุข ทันทีที่ระบบจัดการความทรงจำล่มสลาย สำนักงานตำรวจสากลและกองกำลังรักษาความปลอดภัยฉุกเฉินก็เคลื่อนพลเข้าปิดล้อมย่านใจกลางเมืองทันที เสียงไซренаก้องกังวานแสบแก้วหู ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับสูงสุดถูกส่งตรงไปยังเครื่องมือสื่อสารของทุกคน การปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนความจริงกับกองกำลังพิทักษ์ระบบเก่าเริ่มปะทุขึ้นที่มุมถนนสายหลัก ความวุ่นวายที่ไร้การควบคุมกำลังกลืนกินเมืองทั้งเมือง
กลับมายังห้องควบคุมใต้ดิน การเผชิญหน้าระหว่างกรณ์ทั้งสองยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด
กรณ์ฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายเหนี่ยวไกพลาด พุ่งตัวเข้าประชิดอย่างรวดเร็วดั่งเสือดาว ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันบนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบ เสียงหอบหายใจและเสียงเนื้อกระทบกันดังสะท้อนก้อง ร่างปริศนามีกำลังและชั้นเชิงการต่อสู้ที่ไม่ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะอีกฝ่ายก็คือกรณ์—คนที่ผ่านสมรภูมิความเจ็บปวดมาโชกโชนไม่แพ้กัน
“นายจะชนะฉันได้ยังไง ในเมื่อนายก็คือตัวฉัน!” ร่างนั้นคำรามลั่นขณะง้างหมัดชกเข้าที่โหนกแก้มของกรณ์จนเลือดสีสดซึมออกมาที่มุมปาก
กรณ์ใช้แขนยันคมกระบอกปืนที่จ่อมาที่คอของตนไว้ได้ทัน เขาสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเด็ดเดี่ยวเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
“เพราะฉันเลือกที่จะปล่อยมือจากอดีต… แต่นายยังกอดมันไว้จนแน่นต่างหาก”
กรณ์บิดข้อมือของอีกฝ่ายสุดแรง พร้อมกับใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่อย่างแม่นยำ ร่างปริศนาสำลักลมหายใจออกมา สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ปืนในมือหลุดร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น กรณ์กดร่างอีกฝ่ายไว้กับพื้นด้วยน้ำหนักตัวทั้งหมด ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้นชิดในความเงียบงัน
ทว่า ก่อนที่กรณ์จะได้เอ่ยปากซักถามความจริงทั้งหมด เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นที่ทางเข้าอุโมงค์ด้านหลัง แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาพร้อมกับเสียงตะโกนสั่งการของกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่ตามมาเจอ
“อยู่นิ่งๆ! ยกมือขึ้น!”
กรณ์หันไปมองตามเสียง แววตาไหววูบไปชั่วขณะ แต่เมื่อเขาก้มกลับมามองร่างที่อยู่ใต้ร่างของตน ร่างนั้นกลับไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม… รอยยิ้มเยือกเย็นกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของร่างปริศนาอีกครั้ง ราวกับเขากำลังรอคอยสิ่งนี้
“นายคิดว่านายชนะแล้วจริงๆ หรือกรณ์?” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทุกที “ความทรงจำที่นายเพิ่งปลดปล่อยออกไป… มันไม่ได้มีแค่เรื่องดีๆ หรอกนะ”
กรณ์ขมวดคิ้วแน่น “หมายความว่ายังไง?”
“ตื่นจากฝันได้แล้ว… เพราะสิ่งที่นายกำลังจะเห็นต่อจากนี้ คือความจริงที่แม้แต่นายก็ไม่มีวันรับไหว”
สิ้นเสียงกระซิบนั้น ร่างปริศนาก็หัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่นห้องควบคุม ก่อนที่นิ้วมือของอีกฝ่ายจะกดปุ่มรีโมทขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ในอุ้งมือ—ปุ่มที่เชื่อมต่อกับระบบฉุกเฉินลับที่ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุดในสถาบัน!
แสงไฟทั่วทั้งห้องเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เสียงสัญญาณเตือนภัยดังกรีดแหลม และหน้าจอหลักเบื้องหน้าก็ปรากฏรายชื่อของ “บุคคลต้องห้าม” คนสุดท้ายที่ถูกปลดล็อคความทรงจำ… ชื่อที่ทำให้หัวใจของกรณ์หยุดเต้นไปชั่วขณะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เงาแห่งกาลเวลา" มาจนถึงบทนี้นะครับ
สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 42
โลกใบใหม่ที่ไร้เงา
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!