เสียงปรบมือสามครั้งดังขึ้นอย่างเชื่องช้าในห้องประชุมกระจกไร้รอยต่อชั้นที่สี่สิบแปด ของอาคารบริษัทโครนอสเทคโนโลยี
มันไม่ใช่เสียงปรบมือที่แสดงความชื่นชม หากแต่เป็นจังหวะที่จงใจกดดันให้บรรยากาศโดยรอบดิ่งลึกลงไปในความอึดอัด กรณ์ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะประชุมหินอ่อนสีดำสนิท แววตาของชายหนุ่มคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ฝักหนังอย่างมิดชิด เขากวาดสายตามองชายวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บชั้นดีผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับกลาง บุรุษผู้กุมชะตากรรมของข้อมูลความทรงจำนับล้านยูนิต
"คุณทำให้ผมประหลาดใจได้เสมอครับ คุณกรณ์... การที่คนนอกสักคนจะเจาะทะลวงไฟร์วอลล์ระดับหกเข้ามาถึงห้องนี้ได้โดยไม่เปิดสัญญาณเตือนภัย ลำพังแค่ความอัจฉริยะคงไม่พอ มันต้องแลกมาด้วยความสิ้นหวังระดับไหนกันนะ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากของ "ภาคภูมิ" ผู้บริหารมือขวาของประธานใหญ่ ภาคภูมิลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือข้างหนึ่งหมุนแหวนทองคำขาวบนนิ้วนางเล่นอย่างใจเย็น ขณะที่อีกข้างกดปุ่มควบคุมบนโต๊ะเพื่อปิดกั้นระบบการสื่อสารทั้งหมดภายในห้อง
กรณ์ไม่ขยับเขยื้อน ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อโค้ตกันหนาวสีเข้มยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้ภายในใจคลื่นความทรงจำที่ขาดหายกำลังพยายามกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างเงียบเชียบ ปมในอดีตที่ว่างเปล่าไม่ใช่ความอ่อนแออีกต่อไป แต่มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ผลักดันให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้ จุดที่ความจริงและคำลวงทับซ้อนกันจนแทบแยกไม่ออก
"ความสิ้นหวังเหรอครับ... ผมว่ามันน้อยเกินไปที่จะเรียกว่าความรู้สึก" กรณ์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ทว่าเฉียบคมจนคู่สนทนาหรี่ตาลงเล็กน้อย "สิ่งที่ผมตามหาไม่ใช่แค่ตัวตนที่หายไป แต่เป็นคำตอบว่าทำไมพวกคุณถึงต้องลบความทรงจำของคนนับพัน เพื่อแลกกับการสร้างภาพลวงตาของความสุขบนตลาดความทรงจำแห่งนี้"
ภาคภูมิหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น มันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันของผู้ที่กุมอำนาจเหนือกว่า
"ความสุข? คุณกำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระอะไรกัน คุณกรณ์ ความทรงจำก็เป็นเพียงแค่ข้อมูลดิบ... ข้อมูลที่หากเก็บไว้มีแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้มนุษย์ชาติ การที่เราคัดกรอง ลบเลือน และป้อนข้อมูลใหม่ที่สวยงามเข้าไป นั่นต่างหากคือความเมตตาที่แท้จริงที่คุณสถาบันของเรามอบให้"
"เมตตา... หรือการควบคุมกันแน่ครับ"
รินรดาที่ยืนอยู่มุมมืดของห้องก้าวออกมา เธอกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคู่สวยฉายแวววาวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บกดมานาน ในฐานะนักจิตวิทยาอัจฉริยะผู้เคยร่วมงานกับโครงการนี้ เธอย่อมรู้ดีว่าเส้นแบ่งระหว่างการรักษาอาการทางจิตกับการล้างสมองนั้นบางเบาเพียงใด รินรดากำมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน เธอมองหน้าภาคภูมิด้วยสายตาที่พร้อมจะแหลกสลายไปพร้อมกัน
"คุณรินรดา... นักวิจัยสาวผู้ปราดเปรื่อง ผู้ทรยศต่อองค์กรเพื่อมาเดินตามผู้ชายที่แม้แต่เงาของตัวเองยังจำไม่ได้เนี่ยนะ น่าสมเพชเสียจริง" ภาคภูมิหันไปมองเธอด้วยแววตาดูแคลน ก่อนจะหันกลับมาจ้องตากรณ์ตรงๆ "คุณอยากรู้ความจริงนักใช่ไหม? อยากรู้ว่าทำไมคุณถึงไม่มีอดีต ทำไมคุณถึงเป็นคนเดียวที่ระบบของเราไม่สามารถลบความทรงจำออกไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ?"
กรณ์ขยับตัวเล็กน้อย กล้ามเนื้อทุกมัดตึงเครียดขึ้นพร้อมปะทะ แต่เขายังคงรักษาความสุขุมไว้ได้ เขาเลือกที่จะเงียบ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่บีบเค้นคำตอบออกมาจากปากของอีกฝ่าย
ภาคภูมิเดินเข้าไปใกล้จอภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่ถูกซ่อนอยู่หลังผนังกระจก นิ้วเรียวกดคำสั่งเพียงไม่กี่ครั้ง ภาพสามมิติของฐานข้อมูลส่วนกลางก็ปรากฏขึ้น มันคือผังโครงข่ายประสาทเทียมขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงกับจิตสำนึกของมนุษย์นับล้าน และที่ใจกลางโครงข่ายนั้น มีจุดแสงสีแดงกะพริบเต้นตุ่นๆ ราวกับหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น
"เพราะคุณไม่ใช่ผู้ทดลองรุ่นแรก... และไม่ใช่เหยื่อรายแรกครับ คุณกรณ์" ภาคภูมิกล่าวด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ ทว่าก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง "แต่คุณคือ 'สถาปัตยกรรมต้นแบบ' ของระบบนี้ต่างหาก... คุณคือคนที่ออกแบบอัลกอริทึมในการลบความทรงจำด้วยมือของตัวเองเมื่อสิบปีก่อน!"
ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ กรณ์รู้สึกคล้ายมีค้อนเหล็กขนาดมหศมาลทุบลงที่อกซ้าย ลลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายชาวาบไปจนถึงปลายนิ้ว ภาพเหตุการณ์เลือนรางนับร้อยพรั่งพรูเข้ามาในหัว สมองของเขาพยายามปฏิเสธความจริงข้อนั้น แต่น้ำเสียงของภาคภูมิกลับตอกย้ำทุกสัดส่วนของความจริงที่เจ็บปวด
"คุณเป็นคนสร้างเครื่องมือนี้ขึ้นมา เพื่อลบความทรงจำอันแสนเจ็บปวดจากการสูญเสียคนรักของคุณเอง... แต่ความผิดพลาดทางจิตวิทยาทำให้คุณไม่สามารถลบความทรงจำเกี่ยวกับ 'ตัวคุณเอง' ออกไปได้ คุณจึงกลายเป็นปีศาจที่สร้างกรงขังนี้ขึ้นมา แล้วหลงทางอยู่ในกรงนั้นเสียเอง"
รินรดาเบิกตากว้าง หันขวับไปมองกรณ์ด้วยความตกใจสุดขีด ความลับที่ถูกปิดตายภายใต้ชั้นความลับระดับสูงสุดถูกเปิดเผยออกมาในห้องประชุมแคաբๆ แห่งนี้อย่างไร้ความปรานี
กรณ์เซถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะหินอ่อนไว้แน่นเพื่อพยุงร่างที่สั่นเทา ความเงียบงันภายในห้องหนาแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก แววตาที่เคยเฉียบคมและว่างเปล่า บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกราวกับเศษแก้วที่แตกละเอียดอยู่ภายใน
"ถ้าอย่างนั้น..." กรณ์เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาทีละคำ แววตาแดงก่ำจ้องมองผู้บริหารตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ "คนที่อยู่ในความทรงจำที่หายไปของผม... คนที่ผมพยายามตามหามาตลอด... คือใครกันแน่"
ภาคภูมิยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เขายื่นมือไปแตะแผงควบคุมหลัก พร้อมกับที่ประตูนิรภัยด้านหลังห้องเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดกราวน์สีขาวสะอาดตากำลังเดินก้าวเข้ามา แสงไฟสะท้อนบนใบหน้าของเธอนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก
และในวินาทีที่กรณ์หันไปมองใบหน้านั้น หัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้น เพราะหญิงสาวผู้ก้าวเข้ามาใหม่... มีหน้าตาที่ถอดแบบมาจากรินรดาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทุกระเบียบนิ้ว ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งจิตวิญญาณอย่างสิ้นเชิง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านห้วงเวลานี้มาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 13
ใบหน้าภายใต้หน้ากาก
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!