“คุณพิมพ์ครับ ถ้าผมเอาสร้อยข้อมือนี่ไปใส่ไว้ในโมเดลตึกสำนักงานใหญ่ที่คุณกำลังเสนออยู่ คิดว่าลูกค้าจะยอมเซ็นสัญญา หรือจะแจ้งความจับข้อหาทำลายสุนทรียศาสตร์งานสถาปัตยกรรมของผมก่อนดีครับ?”
เสียงทุ้มต่ำของธามดังขึ้นเหนือหัว ผมไม่ได้เงยหน้ามองเขา แต่แค่ปลายหางตาก็เห็นแล้วว่าร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตพับแขนสีฟ้าอ่อนกำลังก้มลงมามองข้อมือซ้ายของผมด้วยสายตาที่ติดจะขบขัน มันเป็นสายตาแบบที่เขามักใช้มองเวลาเห็นผมพกน้ำมนต์ขวดจิ๋วใส่กระเป๋าถือ—สายตาของ ‘คุณสถาปนิกผู้ยึดมั่นในเหตุและผล’ ที่พยายามจะบอกว่า ผมมันบ้าบอสิ้นดี
ผมชักข้อมือกลับทันควัน กดปุ่มล็อกหน้าจอแท็บเล็ตแล้วเงยหน้ามองเขา ขยับยิ้มกวนประสาทกลับไปตามนิสัยที่มักจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่ออยู่ต่อหน้าคนเจ้าระเบียบคนนี้
“คุณธามครับ นี่เขาเรียกว่า ‘ด้ายแดงนำโชคพ่วงจี้ปี่เซียะเสริมทรัพย์’ นะครับ ไม่ใช่ขยะสถาปัตยกรรม คุณน่ะมันพวกไม่มีเซนส์เรื่องพลังงานบวก ต่างคนต่างอยู่เถอะครับ งานของผมต้องอาศัยการตลาดนำหน้า ส่วนงานของคุณน่ะเหรอ... เอาไว้รอแก้แบบตามใจลูกค้าไปก่อนเถอะ”
ธามหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ดูผ่อนคลายกว่าทุกวันที่ผ่านมา เขาขยับเก้าอี้มาใกล้โต๊ะทำงานของผมมากขึ้นจนกลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นสะอาดเหมือนไม้ซีดาร์ผสมซิตรัสลอยมาเตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนใจเต้นผิดจังหวะจนต้องแกล้งหันไปหยิบปากกาบนโต๊ะเพื่อกลบเกลื่อน
“ปากเก่งขึ้นทุกวันนะครับ” เขาพูดพลางใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะทำงานของผมเป็นจังหวะ “แต่ไอ้ด้ายแดงที่ผูกจนแน่นเป็นปมขนาดนั้นน่ะ ระวังเลือดไม่เดินนะครับคุณการตลาด... หรือว่าที่เห็นคุณเบลอๆ เวลาดีลงานเมื่อกี้ เพราะปี่เซียะมันแย่งออกซิเจนไปใช้หมดแล้ว?”
“คุณธาม!” ผมแหวใส่พลางถลึงตาใส่ “มันคือความเชื่อครับ! พนักงานออฟฟิศอย่างผมต้องพึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจบ้าง ไม่เหมือนคุณหรอก วันๆ คุยกับแบบแปลน คุยกับเสา คุยกับคาน ไม่แปลกใจเลยทำไมถึงโสดสนิท”
ผมตั้งใจจะจิกกัดให้เขาหน้าหงาย แต่ธามกลับทำเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตาคมกริบของเขาวูบไหวไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ—นิ่งจนผมรู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
บรรยากาศรอบตัวเราเปลี่ยนไปทันที จากที่เคยเป็นมุกจิกกัดเฮฮา กลับกลายเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและอบอุ่นอย่างประหลาด ธามเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สอดมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงสแล็ค ท่าทางดูสุขุมและกดดันในเวลาเดียวกัน
“ความเชื่อเหรอครับ...” เขาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงลดระดับลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “บางทีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ผมเคยมี มันก็แค่ความทรงจำที่ผุพังไปตามกาลเวลาเท่านั้นแหละครับ พิมพ์... ผมไม่ได้โสดเพราะคุยกับเสาหรอกครับ ผมแค่เลือกที่จะไม่เปิดประตูให้ใครเข้ามาวุ่นวายกับพื้นที่ที่ผมจัดวางไว้อย่างดีแล้ว... จนกระทั่งคุณเข้ามานี่แหละ”
หัวใจผมกระตุกวาบ ผมจ้องมองดวงตาคู่คมนั้น พยายามหาว่าเขากำลังเล่นมุกหรือกำลังพูดจริง แต่มันไม่มีร่องรอยของการล้อเล่นเลย
“คุณ... หมายความว่ายังไงครับ?” ผมถามเสียงแผ่ว ความมั่นใจที่เคยมีหายไปไหนหมดไม่รู้
ธามโน้มตัวกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เขาถือวิสาสะคว้าข้อมือผมไปดูใกล้ๆ ปลายนิ้วสัมผัสผิวหนังบริเวณข้อมือผ่านด้ายแดงเบาๆ ความร้อนจากปลายนิ้วเขาส่งผ่านมาถึงผิวผมจนสั่นไปทั้งร่าง เขาไม่ได้มองสร้อยข้อมือแล้ว แต่เขากำลังมองที่ดวงตาของผมแทน
“ความเชื่อของคุณอาจจะช่วยเรื่องงาน แต่ผมคิดว่าสร้อยเส้นนี้... น่าจะช่วยเรื่อง ‘คน’ ได้ด้วยนะครับ” เขาเว้นจังหวะ “เพราะตั้งแต่คุณใส่สร้อยเส้นนี้มา ผมพบว่าตัวเองหาเรื่องมาวนเวียนอยู่ใกล้โต๊ะคุณมากกว่างานที่ต้องทำเสียอีก”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบโต้ จู่ๆ เสียงแชตจากมือถือบนโต๊ะของผมก็ดังรัวขึ้นมาพร้อมกันหลายข้อความ พิมพ์รีบดึงมือกลับและเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ด้วยความร้อนรน แต่พอเห็นชื่อผู้ส่งว่าเป็น ‘จูน’ เพื่อนตัวดีที่ชอบชงเรื่องปวดหัวให้ผมเสมอ หน้าจอก็ปรากฏข้อความที่ทำเอาผมแทบหยุดหายใจ
‘พิมพ์! มึงอย่าเพิ่งไปคุยเรื่องปี่เซียะกับคุณธามนะ! อีตาบ้าสถาปนิกคนนั้นน่ะ จริงๆ แล้วเขาแอบสั่งทำจี้หยกรูปเลข 8 คู่กันกับมึงมาเดือนหนึ่งแล้ว มันอยู่ที่โต๊ะทำงานเขานั่นแหละ กูกำลังจะส่งรูปให้ดู... เห้ย! ลืมไปว่ามึงนั่งอยู่กับเขา!’
ผมหน้าชา ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หันไปมองหน้าธามที่ตอนนี้เริ่มทำหน้าสงสัยว่าทำไมผมถึงมีสีหน้าตื่นตระหนกขนาดนั้น
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ... ธามเพิ่งจะขยับมือไปที่ลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขาที่วางอยู่ติดกัน แล้วดึงกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาวางไว้ตรงหน้าผม พร้อมกับรอยยิ้มที่ดู ‘รู้ทัน’ ทุกอย่าง
“เมื่อกี้คุณพูดถึงเรื่องด้ายแดงนำโชคใช่ไหมครับ?” ธามเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความหมายที่ทำให้ผมขยับตัวไม่ถูก “ผมบังเอิญไปเจอของชิ้นหนึ่งมา... เห็นว่ามันน่าจะเข้ากับสร้อยข้อมือที่คุณใส่มากกว่าของเดิมที่คุณมีอยู่นะครับ”
เขากดปุ่มเปิดกล่องกำมะหยี่ออก—ประกายสีเขียวมรกตของหยกที่แกะสลักเป็นเลขแปดเด่นหราอยู่ข้างใน ทำให้โลกทั้งใบของผมหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 11 นี้ด้วยนะครับ!
สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู•ตอนที่ 11
ของขลังประจำตัว
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!