"ถ้าคุณธามยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว พิมพ์จะถือว่าจงใจทิ้งกันไว้เป็นอาหารให้วิญญาณเร่ร่อนในไซต์งานร้างนี่จริงๆ แล้วนะครับ!"
เสียงหอบหายใจเจือความหงุดหงิดดังแข่งกับเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนเศษปูนและเศษไม้ระเกะระกะ พิมพ์พยายามก้าวเท้าตามเงาสูงโปร่งของสถาปนิกหนุ่มที่เดินนำลิ่วไปก่อนหน้านานสองนาน ท่ามกลางความมืดสลัวของอาคารพาณิชย์เก่าแก่ย่านตลาดน้อยที่กำลังถูกรีโนเวตใหม่ แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือสาดส่องไปตามโครงสร้างเสาปูนเปลือยและเหล็กเส้นขึ้นสนิม บรรยากาศรอบตัววังเวงจนชวนให้ขนหัวลุก สมกับที่จูนเตือนไว้ก่อนมาไม่มีผิด
ธามหยุดฝีเท้ากะทันหันจนพิมพ์เกือบเดินชนแผ่นหลังกว้าง เขาถอนหายใจยาว พร่าพรายด้วยไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศธรรมชาติที่โชยมาตามช่องลม ก่อนจะหันกลับมามองคนตัวเล็กที่กำลังใช้มือข้างหนึ่งถือไฟฉาย อีกข้างกำชายเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว
"ผมไม่ได้จะทิ้งคุณครับพิมพ์ แต่ถ้าเราไม่รีบเดินสำรวจโครงสร้างคานชั้นสามให้เสร็จก่อนฝนตั้งเค้า เราคงได้ติดแหงกอยู่ในไซต์งานนี้จนถึงเช้าจริงๆ และต่อให้คุณพกยันต์มหามงคลมาครบทุกสำนักในประเทศนี้ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะช่วยกันน้ำฝนรั่วจากหลังคาที่ยังไม่ได้มุงได้หรอกนะ"
น้ำเสียงราบเรียบติดจะกวนประสาทตามแบบฉบับของสถาปนิกมาดนิ่งถูกส่งมา พร้อมกับสายตาที่เหลือบมองไปยังมือเล็กๆ ที่กำชายเสื้อของเขาอยู่ ธามไม่ได้ขยับหนี ปล่อยให้พิมพ์เกาะไว้อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม แม้ลึกๆ แล้วหัวใจข้างซ้ายของเขาจะเต้นผิดจังหวะไปนิดหน่อยกับความใกล้ชิดนี้ก็ตาม
พิมพ์รีบชักมือกลับราวกับโดนของร้อน ใบหน้าเนียนซับสีระเรื่อขึ้นมาท่ามกลางความมืด ไม่ใช่เพราะเขินอายหรอกนะ แต่เป็นเพราะความหมั่นไส้ในความปากแข็งของอีกฝ่ายต่างหาก
"ใครเขาพกยันต์กันเล่า พิมพ์แค่พกหินมงคลเสริมดวงความรักกับความแคล้วคลาดต่างหาก... อีกอย่าง ใครจะไปรู้ล่ะครับว่าคุณธามจะลากพิมพ์มาตรวจหน้างานกะทันหันแบบนี้ ตอนแรกบอกแค่ว่าจะแวะมาดูแบบแปลนที่ออฟฟิศไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายมาเป็นการปีนตึกร้างตอนทุ่มครึ่งได้ล่ะ"
"ก็เพราะคุณนั่นแหละครับที่บอกผมเมื่อบ่ายว่า *'วันนี้วันดี ดาวมฤตยูย้ายราศี ถ้าไม่ออกไปทำพิธีเปิดพื้นที่ ระวังโปรเจกต์จะสะดุด'* ผมก็เลยพามาทำพิธีเปิดพื้นที่ไงครับ เปิดด้วยการเดินตรวจโครงสร้างจริงแบบเรียลไทม์นี่แหละ ศักดิ์สิทธิ์กว่าตั้งศาลพระภูมิอีกนะผมว่า" ธามเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มบางๆ อย่างผู้ชนะ
พิมพ์อ้าปากค้าง เตรียมจะเถียงกลับด้วยสารพัดเหตุผลสายมูที่เธอสะสมมาทั้งชีวิต แต่จู่ๆ เสียงฟ้าร้องคำรามก็ดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นจากท้องฟ้าด้านนอก ตามมาด้วยสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงน้ำฝนที่สาดกระทบสังกะสีและพื้นปูนดังกลบเสียงทุกอย่างรอบตัวจนหมดสิ้น
ความมืดมิดที่เคยมืดอยู่แล้ว ถูกความทึบตันของพายุฝนกลืนกินจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน ธามขมวดคิ้วมุ่นทันที เขากดเปิดไฟฉายในโทรศัพท์มือถือสว่างวาบขึ้น สาดส่องไปรอบบริเวณเพื่อหาทางหลบฝนที่ดีกว่าจุดที่พวกเขายืนอยู่ ซึ่งมีแต่นั่งร้านเหล็กและกองวัสดุก่อสร้าง
"แย่ล่ะสิ ฝนตกหนักขนาดนี้ ทางลงบันไดข้างหน้าคงลื่นเกินกว่าจะเดินลงไปตอนนี้แน่ๆ" ธามพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
พิมพ์ก้าวเข้าไปใกล้เขาโดยอัตโนมัติ ความกลัวการเปลี่ยนแปลงกะทันหันและความมืดผสานเข้าจู่โจมจิตใจจนมือไม้เย็นเฉียบ แม้ปากจะบอกว่าเก่ง แต่พอเจอสถานการณ์บีบคั้นจริงๆ เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ต้องการที่พึ่ง
"แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะครับทีนี้... มือถือพิมพ์แบตเหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์ด้วย โทรหาใครไม่ได้แน่ๆ" เสียงของพิมพ์สั่นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
ธามหันมามองคนข้างกาย แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและความถือดี บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนขึ้นมาอย่างประหลาด เขาถอดเสื้อสูทคลุมตัวนอกของตัวเองออกอย่างไรลังเล ก่อนจะนำมาคลุมไหล่ให้พิมพ์เพื่อกันไอชื้นจากสายฝนที่สาดส่องเข้ามาตามช่องหน้าต่างที่ยังไม่ได้ใส่กระจก
"ไม่ต้องกลัวครับพิมพ์ อยู่ใกล้ๆ ผมไว้นะ"
ประโยคสั้นๆ ที่ราบเรียบแต่มั่นคงราวกับเสาเข็มตอกลงกลางใจ ทำให้พิมพ์เงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มในระยะประชิด แสงไฟจากโทรศัพท์สะท้อนใบหน้าคมคายที่เปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองฝน ดวงตาคู่นั้นไม่มีความรำคาญใจอย่างที่เคยแสดงออก มีเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้มาดนิ่ง
ในพื้นที่แคบๆ ของมุมตึกที่ถูกโอบล้อมด้วยเสียงสายฝนและกลิ่นอายดินปูนใหม่ เคมีบางอย่างระหว่างคนทั้งสองกำลังทำงานอย่างเงียบเชียบและรุนแรงเกินกว่าจะต้านทานไหว พิมพ์รู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังถูกสถาปนิกคนนี้รื้อถอนและออกแบบใหม่ทีละนิดโดยไม่ทันตั้งตัว
ธามขยับเข้ามาบังลมให้พิมพ์ นั่งลงบนแผ่นไม้ลังพาเลทที่แห้งที่สุดในบริเวณนั้น พร้อมกับตบพื้นที่ว่างข้างๆ เบาๆ เพื่อให้เธอนั่งหลบฝนด้วยกัน
"มานั่งตรงนี้ครับ ทางลงข้างล่างถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วมขังชั่วคราว เราคงต้องติดอยู่ตรงนี้ด้วยกันสักพักใหญ่ๆ แล้วล่ะครับ"
พิมพ์กัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งเคียงข้างเขา ระยะห่างระหว่างไหล่ของทั้งคู่แนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำไม่ขาดสาย
"นี่... คุณธาม" พิมพ์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเธอเบาราวกับกระซิบ
"หืม?" ธามหันมามอง ใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบจะชนกันหากใครคนใดคนหนึ่งขยับ
"ถ้าสมมติว่า... คืนนี้เราติดอยู่ที่นี่จนถึงเช้าจริงๆ คุณจะเบื่อหน้าพิมพ์ก่อน หรือจะรำคาญเรื่องมูเตลูของพิมพ์ก่อนดีครับ"
ธามหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนผ่านหน้าอกจนพิมพ์รู้สึกได้ สถาปนิกหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือรอยยิ้มอบอุ่นที่สุดเท่าที่พิมพ์เคยได้ยินมาตั้งแต่รู้จักกัน
"ผมคงไม่เบื่อทั้งสองอย่างหรอกครับพิมพ์... แต่ผมกลัวว่าตัวเองจะเผลอพูดความลับบางอย่างที่คุณยังไม่พร้อมจะฟังออกไปเสียก่อนมากกว่า"
หัวใจของพิมพ์กระตุกวูบ ท้องฟ้าด้านนอกเกิดประกายแสงวาบของฟ้าแลบ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่ดวงตาคมของธามจะหลบสายตาไปทางอื่น พิมพ์กลับสังเกตเห็นประกายความจริงจังและหวั่นไหวบางอย่างในแววตาของเขา—แววตาที่กำลังบอกเธอว่า ประโยคเมื่อครู่... ไม่ใช่แค่คำพูดหยอกเล่นแก้เบื่ออย่างแน่นอน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 14 นี้ด้วยนะครับ!
สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู•ตอนที่ 14
หลงทางในไซต์งาน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!