"ถ้าคุณธามยังเลือกผักชีออกจากชามก๋วยเตี๋ยวอีกเส้นเดียว ผมจะฟ้องคุณจูนว่าคุณแอบดองงานออกแบบรีสอร์ตภาคใต้ไว้นะครับ"
เสียงทุ้มติดจะขี้เล่นของผมดังขึ้นท่ามกลางเสียงตะหลิวกระทบกระทะและกลิ่นหอมฟุ้งของกระเทียมเจียวริมทางเท้า ป้ายไฟสีส้มสลัวของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อยเปื่อยเจ้าเก่าสะท้อนลงบนกรอบแว่นสายตาของสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่ง ที่ตอนนี้กำลังใช้ตะเกียบเขี่ยใบผักสีเขียวออกจากชามอย่างพิถีพิถันราวกับกำลังผ่าตัดหัวใจ
ธามชะงักมือที่กำลังถือตะเกียบ เขาเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาคาดโทษเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"คุณพิมพ์นี่... รู้จุดอ่อนผมดีเหลือเกินนะครับ" ธามเอ่ยเสียงเรียบ แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มบางๆ อย่างจนมุม "เรื่องงานผมไม่เคยปล่อยให้หลุดมือหรอกครับ แค่ผักชีนี่มัน... นอกเหนือจากขอบเขตงานสถาปัตยกรรม"
"มันคือความสมดุลของรสชาติต่างหากล่ะครับคุณธาม สถาปนิกอย่างคุณน่าจะเข้าใจเรื่ององค์ประกอบศิลป์ดีที่สุดนี่นา" ผมหัวเราะในลำคอ เลื่อนจานกากหมูเจียวกรอบๆ ไปตรงหน้าเขา "อ่ะ... เติมโปรตีนเข้าไปหน่อย จะได้มีแรงแก้แบบรอบที่แปดให้ลูกค้า"
บรรยากาศข้างทางในค่ำคืนวันศุกร์ค่อนข้างคึกคัก ผู้คนเดินขบวนกันขวักไขว่หลังเลิกงาน เสียงรถราบนถนนใหญ่กลายเป็นเพียงฉากหลังเบลอๆ เมื่อเทียบกับโต๊ะสแตนเลสตัวเล็กๆ ที่เราสองคนนั่งเผชิญหน้ากัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... การได้มานั่งกินอะไรรécแบบนี้กับพิมพ์—สาวออฟฟิศสายมูผู้พกหินนำโชคเต็มกระเป๋า—มันให้ความรู้สึกแปลกใหม่ในชีวิตอันเป็นระเบียบเรียบร้อยของผม
ตั้งแต่โปรเจกต์รีสอร์ตบ้านป่าเริ่มต้นขึ้น โลกที่เคยมีแต่เส้นตาราง เส้นดิ่ง และแปลนอาคารของผมก็ถูกรบกวนด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับ 'ฮวงจุ้ย' 'กาลกิณี' และ 'เทพเจ้าแห่งความรัก' อยู่บ่อยครั้ง แรกๆ ผมยอมรับว่าค่อนข้างปวดหัว แต่พอเวลาผ่านไป... เสียงบ่นงึมงำเวลาพิมพ์จับไพ่ทาโรต์ หรือท่าทางจริงจังตอนเธอนับทิศมงคล กลับกลายเป็นจังหวะชีวิตที่ผมเผลอรอคอยโดยไม่รู้ตัว
"นี่คุณธาม..." เสียงใสๆ ของพิมพ์ดังขึ้นทำลายความเงียบ เธอวางตะเกียบลงแล้วเท้าคางมองผม ดวงตากลมโตภายใต้แสงไฟสีส้มนั้นระยิบระยับ "ถามจริงเถอะค่ะ... เอ้ย! ถามจริงเถอะครับ" เธอดูปรับคำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นชิน ทำเอาผมหลุดขำพรืดออกมา
"ตามสบายเถอะครับ อยากพูดแบบไหนก็ตามใจคุณพิมพ์เลย ผมไม่ได้ถือสาขนาดนั้น"
"ก็เดี๋ยวคุณธามจับผิดฉันอีกนี่นา" พิมพ์ค้อนให้ผมวงใหญ่ รีบแก้ตัว "ฉันแค่อยากรู้ว่า... ทำไมคนเนียบๆ อย่างคุณ ถึงยอมมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางกับฉันได้ล่ะเนี่ย ปกติเห็นแต่กินกาแฟดริปในคาเฟ่กระจกใสติดแอร์เย็นฉ่ำไม่ใช่เหรอ"
ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย ยกแก้วน้ำชาเก๊กฮวยขึ้นจิบช้าๆ เพื่อซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก ความเหงา... เป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยมาตลอดหลายปีของการใช้ชีวิตคนเดียวในคอนโดมิเนียมหรู พื้นที่ส่วนตัวที่ปราศจากเสียงรบกวนคือเกราะป้องกันภัยชั้นดี แต่แปลกเหลือเกิน... ตั้งแต่มีผู้หญิงคนนี้เข้ามาปأسเปื้อนในตารางชีวิต เกราะนั้นก็เริ่มมีรอยร้าว และผมก็พบว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกแย่กับมันเลยสักนิด
"ก็เพราะว่า..." ผมทอดเสียงยาวอย่างจงใจ แกล้งทำเป็นมองไปทางอื่นเพื่อให้หัวใจที่เต้นผิดจังหวะสงบลง "อาหารในร้านหรูๆ มันไม่มีเรื่องเล่าสนุกๆ ให้ฟังนี่ครับ"
"เรื่องเล่าอะไรคะ?" พิมพ์เอียงคอสงสัย
"เรื่องเล่าของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมตอนนี้ไงครับ" ผมหันกลับมาสบตาเธอนิ่งๆ "ทั้งเรื่องไพ่ยิปซีที่ทายแม่นบ้างไม่แม่นบ้าง เรื่องที่คุณจูนคอยยุให้เราทะเลาะกัน หรือแม้แต่... เรื่องที่คุณพิมพ์พยายามจะเปลี่ยนให้ผมเป็นคนกินผักชีให้ได้"
ใบหน้าเนียนใสของพิมพ์ขึ้นสีระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดในความสลัว เธอก้มหน้าลงมองชามก๋วยเตี๋ยวของตัวเองทันที มือเล็กๆ แกล้งใช้ตะเกียบคนเส้นก๋วยเตี๋ยวไปมาแก้เขิน เป็นภาพที่ดูน่ารักจนผมต้องแอบอมยิ้มตาม
"คุณธามนี่... เดี๋ยวนี้คารมคมคายขึ้นเยอะเลยนะคะ สงสัยไปฝึกมาจากไหน" พิมพ์พึมพำเสียงเบา
"ไม่ได้ฝึกครับ... พูดจากใจจริงต่างหาก" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าจริงจังจนคนฟังถึงกับเงียบไป
บรรยากาศระหว่างเราเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงผู้คนรอบข้างที่เดินผ่านไปมา แต่ความเงียบครั้งนี้ไม่ได้น่าอึดอัดเลยสักนิด มันเต็มไปด้วยความอบอุ่นละมุนละไมที่ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาในหัวใจทีละน้อย เหมือนสายลมแผ่วเบาในยามค่ำคืนที่พัดพาเอาความเหนื่อยล้าทั้งหมดให้ปลิวหายไป
พิมพ์เงยหน้าขึ้นสบตาผมอีกครั้ง แววตาสั่นไหวเล็กน้อยราวกับกำลังลังเลที่จะพูดอะไรบางอย่าง ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น
"คือว่านะคุณธาม..." พิมพ์สูดหายใจเข้าลึกๆ เหมือนรวบรวมความกล้าทั้งหมด "เรื่องเมื่อตอนบ่ายที่บริษัท... ที่ฉันเผลอทักเรื่องดวงชะตาความรักของคุณน่ะ..."
ผมจำได้ดี... ตอนบ่ายวันนั้น พิมพ์จับได้ไพ่ 'The Lovers' แล้วทำหน้าตกใจราวกับเจอผี ก่อนจะรีบเก็บไพ่เข้าสำรับแทบไม่ทัน พร้อมกับบอกปัดด้วยท่า
"ทำไมเหรอครับ ไพ่ใบนั้นบอกว่าดวงผมกำลังจะเจอเคราะห์หนักเหรอ" ผมแกล้งถามหยอกล้อ ทั้งที่ในใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
"เปล่าสักหน่อย..." พิมพ์เสียงเบาลงเรื่อยๆ จนแทบกระซิบ เธอก้มมองมือตัวเองที่ประสานกันอยู่บนตัก "ไพ่ไม่ได้บอกว่าจะมีเคราะห์... แต่... แต่..."
"แต่...?" ผมทวนคำ รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
"แต่ไพ่บอกว่า... คนที่ฉันกำลังร่วมงานด้วย... กำลังจะกลายมาเป็นคนสำคัญในชีวิตจริงต่างหากล่ะคะ!" พิมพ์หลับตาปี๋พูดรวดเดียวจบราวกับเด็กนักเรียนท่องอาขยาน ทิ้งให้คำสารภาพนั้นลอยเคว้งอยู่กลางอากาศระหว่างเรา
ผมอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะระบายเต็มใบหน้า ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะเอמהปากพูดอะไรบางอย่างเพื่อตอบรับความรู้สึกนั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นแทรกขึ้นมาเสียก่อน
*Rrr...*
หน้าจอเรืองแสงขึ้นพร้อมข้อความจากแอปพลิเคชันแชต์ยอดฮิต ปรากฏชื่อผู้ส่งที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผมแข็งค้างทันที—**"คุณแม่"**
และข้อความสั้นๆ ที่ส่งตรงมาจากหน้าจอ ทำเอาอุณหภูมิรอบตัวดิ่งวูบลงในพริบตา
> *[ธาม... ลูกกลับบ้านด่วน แม่มีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับ "คุณอาทร" และบริษัทเก่าของพ่อต้องคุยด้วย คืนนี้ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด]*
ผมชะงักค้าง มือที่กำลังจะเอื้อมไปกุมมือเล็กๆ ของพิมพ์บนโต๊ะพลันหยุดชะงัก ความลับที่ผมพยายามหนีมาตลอดหลายปี... กำลังจะตามมาพังทลายทุกอย่างในคืนนี้
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 15 นี้ด้วยนะครับ!
สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู•ตอนที่ 15
มื้อค่ำข้างทาง
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!