เสียงเคาะแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊กดังรัวติดต่อกันเป็นจังหวะกระชั้นชิด คล้ายเสียงฝนตกกระทบหลังคากระจกในบ่ายวันอังคารที่ฟ้าครึ้มไร้แดด บนโต๊ะทำงานของพิมพ์ในเวลานี้ เต็มไปด้วยกระดาษแพลนงานการตลาด กองแฟ้มรีพอร์ตหนาเตอะ และที่ขาดไม่ได้คือ ‘พี่หินมงคลเสริมความเฮง’ สีเขียวหยกที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างแก้วกาแฟเย็นชืด ซึ่งตอนนี้เหลือแต่น้ำแข็งละลายจนหยดน้ำเกาะพราว
“พิมพ์ แกดูนี่ดิ ยอดอิมเพรสชันของแคมเปญคอนโดใหม่พุ่งขึ้นมาสามสิบเปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์ เพราะทริคเลือกสีม่านมงคลตามวันเกิดกลุ่มเป้าหมายที่แกครีเอทขึ้นมาแท้ๆ”
จูนโผล่หน้าเข้ามาจากพาร์ทิชันฝั่งตรงข้าม ดวงตาสาวเจ้าเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือที่เปิดกราฟสถิติค้างไว้ อีกข้างถือแก้วชาไทย สภาพยุ่งเหยิงพอกันเพราะงานเร่งช่วงสิ้นไตรมาส
“จริงดิแก!” พิมพ์ละสายตาจากหน้าจอ เผลอยิ้มกว้างจนแก้มปริ ยกมือขึ้นทาบอกด้วยความโล่งอก “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าองค์พ่อองค์แม่ท่านเมตตา สายมูเราไม่เคยพ่ายแพ้ใครในปฐพี ว่าแต่… คนตรวจแบบฝั่งสถาปนิกเขาจะยอมรับไอเดียนี้ไหมแก ฉันเสียวสันหลังวาบทุกทีที่ต้องส่งเมลหาคุณธาม”
พูดถึงชื่อนี้ทีไร บรรยากาศรอบตัวพิมพ์ก็เหมือนจะมีอุณหภูมิลดลงทันที ไม่ใช่เพราะความเย็นของแอร์ในออฟฟิศ แต่เป็นเพราะภาพจำของสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่ง เจ้าของแววตาดุและมาตรฐานการทำงานระดับพระกาฬ ที่มักจะส่งอีเมลกลับมาสั้นๆ ได้ใจความแต่ทำเอาทีมการตลาดสะดุ้งทุกครั้ง เช่น *‘ฟังก์ชันการใช้งานควรมาก่อนความเชื่อส่วนบุคคล’* หรือ *‘ผมออกแบบตึกตามหลักวิศวกรรม ไม่ใช่ฮวงจุ้ย’*
“เอาน่า แกก็ลองเดินไปคุยกับเขาตรงๆ ดูสิ นั่งกุมขมับอยู่หน้าจอไปก็ไม่ได้คำตอบหรอก อีกอย่าง… ฉันสังเกตมาหลายทีละ คุณธามเขาก็แค่ปากแข็งไปงั้นแหละ” จูนหรี่ตามองอย่างมีเลศนัย พร้อมส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ตามสไตล์เพื่อนสนิทสายชง
“พูดบ้าอะไรของแกเนี่ย ไปทำงานเลยไป!” พิมพ์แหวใส่กลบเกลื่อนอาการร้อนผ่าวที่ใบหู ก่อนจะคว้าสมุดจดเล่มเล็กและแท็บเล็ตขึ้นมาสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจ
ณ ชั้นสามสิบ ซึ่งเป็นโซนห้องประชุมและห้องทำงานของทีมสถาปนิก บรรยากาศเงียบสงบแตกต่างจากฝั่งการตลาดอย่างสิ้นเชิง กลิ่นกาแฟคั่วบดชั้นดีลอยอบอวลผสมกับกลิ่นกระดาษเขียนแบบ พิมพ์ก้าวเท้าเข้าไปด้วยความระมัดระวังราวกับกำลังเดินอยู่บนสนามประลองฝีมือ หน้าห้องกระจกใสของธามปิดสนิท แต่เธอมองลอดผ่านกระจกเข้าไปเห็นแผ่นหลังกว้างในเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก กำลังยืนก้มหน้าพิจารณาโมเดลอาคารจำลองด้วยความตั้งใจ
ก๊อกๆ
พิมพ์เคาะประตูก่อนจะผลักเข้าไปเบาๆ “ขออนุญาตค่ะ… เอ๊ย ขออนุญาตครับ!” เผลอหลุดปากพูดตามความคุ้นชิน แต่โชคดีที่แก้คำทัน ธามเงยหน้าขึ้นจากโมเดล แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพของเธอในชุดทำงานลำลองแต่ทะมัดทะแมง
“มีอะไรครับคุณพิมพ์” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทเอ่ยถามตามหน้าที่ มือหนายังคงถือปากกาเคมีหมุนเล่นไปมาเบาๆ
“คือ… เรื่องปรับแปลนห้องตัวอย่างใหม่ค่ะ ทางการตลาดเราทำรีเสาร์ชมาแล้วว่า ถ้าเราขยับมุมโต๊ะทำงานให้รับกับทิศทรัพย์ตามที่ฉันเสนอ ยอดจองน่าจะพุ่งขึ้นอีกแน่ๆ แล้วฉันก็—”
“คุณพิมพ์ครับ” ธามขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท เขาวางปากกาลงบนโต๊ะ เดินเข้ามาใกล้ขอบกระจกกั้นโมเดล สายตาคู่นั้นไม่ได้ดุดันเหมือนเคย แต่มีความจริงจังบางอย่างซ่อนอยู่ “คุณเคยถามตัวเองไหมครับ ว่าทำไมคุณถึงพึ่งพิงแต่เรื่องดวงและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดเวลา”
คำถามนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งตรงเข้ากลางใจ พิมพ์ชะงักค้าง อ้าปากพะงาบๆ จะเถียงแต่ก็จุกจนพูดไม่ออก ความเงียบโรยตัวลงในห้องชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในใจ
“ก็… ก็มันช่วยให้มั่นใจขึ้นนี่คะ… เอ๊ย ครับ! มันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในยุคที่เศรษฐกิจกับงานมันคาดเดาอะไรไม่ได้เลย การมีอะไรที่พอจะควบคุมหรือเสริมความมั่นใจได้บ้าง มันผิดตรงไหนล่ะคะ… ครับ!” พิมพ์เริ่มรวน สลับสรรพนามไปมาจนน่าตีตัวเอง
ธามมองท่าทีลนลานของหญิงสาว มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง จนพิมพ์เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
“มันไม่ผิดหรอกครับ…” ธามเอ่ยเสียงนุ่มลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเธอ “เพียงแต่… บางครั้ง คนเราก็มักจะมองหาคำตอบจากดวงดาว บนฟ้า ไกลออกไป… จนลืมมองดูความสามารถและน้ำพักน้ำแรงของตัวเองที่อยู่ตรงนี้ต่างหาก”
เขาเว้นจังหวะ เลื่อนสายตาลงมองแท็บเล็ตในมือของพิมพ์ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาหัวใจคนฟังกระตุกวูบ
“อย่างงานของคุณชิ้นนี้… ยอดวิวและฟีดแบ็กที่ดี มันไม่ได้เกิดจากหินมงคลสีเขียวบนโต๊ะทำงานของคุณหรอกครับ แต่มันเกิดจากความใส่ใจ ความครีเอท และความพยายามที่คุณทุ่มเทลงไปต่างหาก… คุณเก่งกว่าที่คุณคิดมากนะพิมพ์”
ประโยคสุดท้าย… เขาไม่ได้เรียกเธอว่า ‘คุณพิมพ์’ แบบเป็นทางการเหมือนทุกครั้ง แต่เรียกชื่อเล่นห้วนๆ ด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและจริงใจจนน่าใจหาย พิมพ์ยืนนิ่งค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน หัวใจเต้นรัวแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยกำลังก่อตัวขึ้นในอก ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากสายตาคู่ที่เคยคิดว่าเย็นชาคู่นั้น กำลังทำให้เกราะป้องกันตัวของเธอพังทลายลงทีละน้อย
ธามเองก็เหมือนจะรู้ตัวว่าเهเผลอพูดอะไรออกไป เขากระแอมเบาๆ เบนสายออกไปมองนอกกระจกเพื่อซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีจางๆ ก่อนจะหันกลับมาทำเสียงขรึมกลบเกลื่อน
“อะแฮ่ม… เอาเป็นว่า เรื่องแปลนห้อง เดี๋ยวผมจะลองเอาไปพิจารณาปรับแก้ร่วมกับทีมวิศวกรดูให้อีกทีก็แล้วกันครับ… แต่ช่วยเอาหินมงคลของคุณออกจากแปลนโครงสร้างตึกด้วยนะครับ มันเกะกะสายตาเวลาผมตรวจแบบ”
“นี่คุณธาม! หินพี่หินเขาศักดิ์สิทธิ์นะยะ… เอ๊ย ครับ! พูดจาแบบนี้เดี๋ยวให้จูนเอาธูปไปปักสาปแช่งซะนี่!” พิมพ์แหวใส่แก้เขิน ใบหน้าร้อนผ่าวจนต้องยกมือขึ้นจับแก้มตัวเอง
ธามหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูมีเสน่ห์เหลือเกินในความรู้สึกของพิมพ์ สถาปนิกหนุ่มก้าวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเธออีกนิดโน้มตัวลงมาเล็กน้อยด้วยท่าทีที่ทำเอาสติของเธอกระเจิง
“จะลองรอดูนะครับ ว่าของขลังชิ้นไหน… จะช่วยทำให้คุณเลิกใจเต้นเวลาอยู่ใกล้ผมได้บ้าง”
ตึง!
ราวกับมีฆ้อนยักษ์มาทุบเข้าที่กลางหัวใจ พิมพ์เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง สมองขาวโพลนไปหมด คำพูดแซวแบบหน้าตายนั้นทำเอาเธอแทบจะละลายหายไปกับพื้นห้อง
ก่อนที่พิมพ์จะทันได้อ้าปากเถียงหรือหาคำมาตอบโต้ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของธามก็แผדเสียงสั่นเตือนขึ้นมาขัดจังหวะพอดี ชายหนุ่มละสายตาจากเธออย่างน่าเสียดาย หยิบเครื่องขึ้นมาดูก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ผมต้องไปประชุมกับทางซัพพลายเออร์แล้วครับ… ไว้เราค่อยคุยกันต่อเรื่องแปลน” ธามหันมาบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเดิม แต่ประกายในแววตานั้นยังคงทิ้งความไหวระริกไว้ให้หัวใจของคนมองได้สั่นเล่น
พิมพ์ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ในห้องทำงานนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำราวกับลูกมะเขือเทศสุก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เสียงหัวใจตัวเองดังกลบเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินไปตามทางเดิน
*ให้ตายเถอะ… ผู้ชายอะไร ปากเสียเป็นบ้า แถมยัง… อันตรายต่อหัวใจเป็นบ้าเลย!*
พิมพ์ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทำงานของตัวเองอย่างคนหมดแรง จูนที่นั่งรออยู่ฝั่งตรงข้ามรีบพุ่งเข้ามาสะกิดแขนทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เป็นไงแก หน้าแดงแจ๋เลย โดនคุณธามด่ามาเหรอวะ หรือว่ายังไงเล่าให้ฟังดิ!”
พิมพ์ไม่ตอบ เอาแต่ก้มหน้าซุกซบลงกับฝ่ามือตัวเอง พยายามระงับอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทว่าในหัวกลับมีแต่ภาพรอยยิ้มจางๆ และแววตาคู่คมนั้นวนเวียนอยู่ไม่ยอมหาย
นิ้วเรียวสั่นเทาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดหน้าจอแชตส่วนตัวที่ไม่ได้คุยกันมานาน นัยน์ตาสะท้อนแสงไฟจากหน้าจอ เธอลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพิมพ์ข้อความบางอย่างลงไปในช่องแชตของธามด้วยความรวดเร็วโดยไม่ทันได้ยั้งคิด
*[พิมพ์]: นี่คุณธาม… ตกลงที่พูดเมื่อกี้ หมายความว่ายังไงคะเนี่ย!*
พิมพ์จ้องมองหน้าจอด้วยความลุ้นระทึก ทันทีที่ข้อความขึ้นสถานะว่า **"Seen"** หัวใจของเธอก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม พร้อมกับประโยคตอบกลับที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอทันทีชนิดที่เธอไม่ทันตั้งตัว...
*[ธาม]: ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละครับ… หรือว่าคุณอยากให้ผมพูดให้ชัดเจนกว่านี้ต่อหน้าล่ะครับ?*
— สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู•ตอนที่ 19
สายตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!