เสียงคัดเมล็ดกาแฟบดมือดัง ‘กรึกๆ’ เป็นจังหวะสม่ำเสมอในความเงียบงันของห้องทำงานสถาปนิกยามค่ำคืน ธามไม่ได้เปิดไฟดวงใหญ่ เขาปล่อยให้แสงสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงายาวของเขาไปบนผนังคอนกรีตเปลือย พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งป้อมปราการอันปลอดภัย แต่วันนี้ กลับคล้ายห้องขังไร้กรงขังที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันแห่งความทรงจำ
พิมพ์นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีชาตัวโปรด เจ้าตัวไม่ได้พกพาความร่าเริงหรือเครื่องรางสายมูใดๆ มาด้วยในคืนนี้ บรรยากาศรอบตัวเธอนิ่งสนิท ผิดจากสาวออฟฟิศจอมโวยวายคนเดิมอย่างสิ้นเชิง บนโต๊ะกาแฟตรงหน้ามีแก้วอเมริกาโน่ร้อนส่งควันจางๆ ตัดกับความหนาแน่นของความอึดอัดที่ลอยวนอยู่ในอากาศ
“กาแฟดริปเอง... รสชาติอาจจะเข้มเกินไปหน่อยสำหรับคนชอบสายหวานแบบคุณนะ ครับ” ธามเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุบต่ำ ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองตรงมาที่เธอ แต่ทอดมองไปยังเมล็ดกาแฟสีเข้มในโถแก้ว
“บางที... คนเราก็ต้องการรสชาติที่ขมเพื่อล้างความหวานเลี่ยนที่มันหลอกลวงไม่ใช่เหรอคะ... เอ๊ย ไม่ใช่ หมายถึง... ฉันหมายถึงว่า ช่วงนี้ดื่มเข้มๆ น่าจะตื่นดีค่ะ” พิมพ์เกือบเผลอหลุดปากใช้สรรพนามตามความคุ้นชิน แต่ก็ต้องรีบเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นมุมปากของสถาปนิกหนุ่มยกยิ้มขึ้นนิดๆ
ธามวางดริปเปอร์ลงบนเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ เขาเดินถือแก้วกาแฟสองแก้วมาวางไว้ตรงหน้าพิมพ์ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอีกฝั่ง เว้นระยะห่างพอสมควร แต่มันกลับเป็นระยะที่ทำให้หัวใจของคนทั้งคู่เต้นผิดจังหวะได้อย่างน่าประหลาด
“คุณเชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมที่ไม่มีวันสร้างเสร็จไหมครับ” ธามเอ่ยขึ้นลอยๆ สายตาคมกริบมองลึกลงไปในก้นแก้วกาแฟ
พิมพ์เงยหน้าขึ้นมองเขา เธอนิ่งรอฟังโดยไม่พูดแทรก “หมายถึงอะไรเหรอคะ”
“ตอนที่ผมเริ่มต้นบริษัทนี้กับเพื่อนสนิทคนนั้น... ผมคิดว่าเรากำลังช่วยกันสร้างวิมานบนดิน” ธามแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวด “เราวางผังทุกอย่างอย่างรอบคอบ คานรับน้ำหนักทุกตัวคำนวณด้วยสูตรที่แม่นยำที่สุด วัสดุทุกชิ้นคัดเลือกด้วยความใส่ใจ... เพราะผมคิดว่ามันคือ ‘บ้าน’ ที่จะอยู่ไปจนแก่เฒ่า”
พิมพ์เม้มปากแน่น เธอขยับตัวเข้าใกล้เขาอีกนิดโดยไม่รู้ตัว ปลายเล็บมือจิกเข้าหากันเบาๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่น
“แต่คุณรู้ไหมครับ... สถาปัตยกรรมที่มั่นคงที่สุด มักจะพังทลายลงได้ง่ายที่สุดจากรอยร้าวเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็นจากภายนอก” ธามหันมาสบตาเธอนิ่ง แววตาสุขุมคู่นั้นในยามนี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน “รอยร้าวที่เกิดจากคนที่ยืนอยู่ข้างเราเอง... เขาไม่ได้แค่พังบ้านหลังนั้น แต่เขาขโมยแปลน ขโมยเครดิต และทิ้งผมไว้กับซากปรักหักพังพร้อมกับหนี้สินที่ผมไม่ได้เป็นคนก่อ”
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความเงียบที่หนักอึ้งไปด้วยน้ำหนักของความทรงจำ
“ตั้งแต่วันนั้น... ผมก็เลยปิดตายประตูทุกบาน” ธามพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ผมไม่ยอมให้ใครเข้ามาสำรวจพื้นที่ส่วนตัวอีก ไม่เชื่อใจใน ‘รอยต่อ’ ของความสัมพันธ์ เพราะกลัวว่าสุดท้ายแล้ว มันก็จะพังครืนลงมาทับผมให้ตายทั้งเป็น... จนกระทั่งคุณเดินเข้ามาในชีวิตผมนี่แหละครับ พิมพ์”
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ ความกลัวการเปลี่ยนแปลงที่เธอเคยมี พลันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ใหญ่หลวงกว่า เธอมองเห็นความเหงาอันยาวนานที่ซ่อนอยู่ภายใต้มาดนิ่งและรอยยิ้มสุภาพของเขา
“คุณธามคะ...” พิมพ์สูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี “การสร้างบ้านน่ะ... ถ้ามันพังลงมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องอยู่ใต้ซากปรักหักพังไปตลอดชีวิตหรอกนะคะ”
ธามขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณหมายความว่ายังไงครับ”
“ก็หมายความว่า...” พิมพ์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก จนกลิ่นอายความอบอุ่นจากตัวเธอเริ่มเจือจางความหนาวเหน็บรอบตัวเขา “ในเมื่อแปลนเก่ามันห่วยแตกและมีแต่คนทรมาน... ทำไมเราไม่ลองร่างแบบแปลนใหม่ดูสักตั้งล่ะคะ แปลนที่เราจะออกแบบมันด้วยกัน ไม่ต้องใช้สูตรคำนวณที่ซับซ้อนหรอก... แค่ใช้ความรู้สึกของคนสองคนก็พอ”
ธามนิ่งอึ้งไปกับคำพูดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของเธอ ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความอบอุ่นจากไอร้อนของแก้วกาแฟดูจะเทียบไม่ได้เลยกับอุณหภูมิที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในหัวใจของสถาปนิกหนุ่ม
มือหนายื่นออกไปหมายจะสัมผัสกลุ่มผมของเธอด้วยความเผลอไผล แต่ทว่า...
*กริ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานดังขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกในทันที ทั้งสองคนสะดุ้งเล็กน้อย ธามขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว่ำโทรศัพท์เครื่องนั้นทิ้งเสีย แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นชื่อผู้ส่งบนหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นในความมืด
ชื่อนั้นทำให้รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าของธามแข็งค้างลงในเสี้ยววินาที ขณะที่สีหน้าของเขากลายเป็นเคร่งเครียดและเย็นชาขึ้นมาทันทีทันใด
“ใครเหรอคะคุณธาม...” พิมพ์เอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของชายหนุ่ม
ธามหันกลับมามองเธอ ดวงตาคู่นั้นฉายแววความกังวลและลังเลอย่างที่พิมพ์ไม่เคยเห็นมาก่อน “พิมพ์... คือว่า... คนที่ส่งข้อความมาเนี่ย... เขาคือ...”
ยังไม่ทันที่ธามจะเอ่ยจบประโยค เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านกาแฟใต้ตึกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ทั้งสองคนหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปรดของใครบางคนยืนอยู่เบื้องหลังกระจกใสท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกระลอก รอยยิ้มคุ้นเคยที่ธามไม่ได้เห็นมานานหลายปีปรากฏขึ้นพร้อมกับคำพูดผ่านริมฝีปากที่ขยับทักทายเข้ามาด้านใน
“สวัสดีครับธาม... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เพื่อนเก่า”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู•ตอนที่ 30
กลิ่นกาแฟและความเหงา
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับสาวออฟฟิศสายมูเตลู นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!