บันทึกเงากระบี่โบราณกับบัณฑิตผู้ฝืนชะตา•ตอนที่ 2

ประกายกระบี่กลางเงาจันทร์

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
"ในที่สุด... ก็มีผู้มาปลดโซ่ตรวนให้ข้าเสียที เจ้าหน้าที่ผู้โง่เขลาจากโลกเบื้องบน" เสียงก้องกังวานที่ยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของไป๋อวิ๋นซี ไม่ใช่เสียงของความยินดี หากแต่เป็นเสียงคำรามแห่งความอาฆาตมาดร้ายที่หลุดลอดออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องล่าง โซ่ตรวนศิลาอัคนีที่เคยพันธนาการสุสานหลวงโบราณกำลังแตกละเอียดเป็นผุยผง กลิ่นอายความตายสีชาดพวยพุ่งขึ้นราวกับอสูรกายร้ายที่ถูกจองจำมานับพันปี ไป๋อวิ๋นซีถอยหลังกรูด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนักโบราณคดีผู้ผ่านความเป็นความตายมาโชกโชนร่ำร้องเตือนภัย เขากำกระบี่สั้นในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วซีดขาว นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบกาย ค่ายกล "แปดทิศสยบมาร" ที่เขาใช้เวลาสามวันสามคืนในการถอดรหัสอักขระโบราณ บัดนี้กลับถูกพลังปริศนาบิดเบือนจนกลายเป็นกับดักสังหาร ม่านพลังสีดำสนิทแผ่ขยายตัวออกราวกับปากของอสูรที่เตรียมกลืนกินทุกสรรพชีวิต เบื้องหน้าของเขาคือเงาดำมหึมาที่กำลังก่อตัวขึ้นจากเศษซากศิลาอัคนี แรงกดดันจากลมปราณระดับ "ราชันย์ผู้ร่วงหล่น" กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของไป๋อวิ๋นซีส่งเสียงลั่นเอี๊ยด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของเขาอย่างห้ามไม่อยู่ *นี่คือจุดจบของข้ากระนั้นหรือ... ความรู้ทั้งหมดที่สะสมมา ตำราประวัติศาสตร์นับร้อยเล่ม สุดท้ายก็เป็นเพียงเศษกระดาษต่อหน้าอำนาจแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติสินะ* ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจด้วยความขมขื่น เขายังมีปริศนาเรื่องการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของตระกูลที่ต้องสะสาง ยังมีบันทึกโบราณที่ยังแปลไม่จบ... จะมาตายที่นี่ไม่ได้เป็นอันขาด! ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงคำรามกึกก้อง ประกายแสงสีเงินยวงก็วาบขึ้นจากความว่างเปล่าราวกับดาราตกดิน *ชิ้ง!* เสียงคมกระบี่กระทบอากาศกังวานใสราดรดความหนาแน่นของบรรยากาศให้แตกสลายในพริบตา เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของไป๋อวิ๋นซีอย่างเงียบเชียบ ราวกับเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ต้นแล้ว บุรุษผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกโบราณ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับงานแกะสลักจากหยกสวรรค์ ทว่าแววตานั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี และเปี่ยมล้นด้วยจิตสังหารที่ผู้คนพบเห็นเป็นต้องยอมสยบ มู่หรงเฟิง! ชายหนุ่มผู้ถูกขนานนามว่าเป็นกระบี่ไร้พ่ายผู้โดดเดี่ยว บุคคลที่ตำนานยุทธภพกล่าวขานว่าเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการฝืนลิขิตฟ้าดินจนร่างกายถูกอักขระโบราณแผดเผา "ถอยไป" น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยือกเย็นจนกระดูกสันหลังวาบหวิวเอ่ยขึ้น โดยที่สายตาของมู่หรงเฟิงยังคงจับจ้องไปที่เงาดำเบื้องหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบแลมายังผู้ที่ตนเพิ่งช่วยชีวิตไว้ ไป๋อวิ๋นซีเม้มริมฝีปากแน่น แม้จะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่ต้องตกเป็นฝ่ายถูกปกป้อง แต่เขาก็รู้ดีว่าหากฝืนดึงดันอยู่ต่อไป มีแต่จะกลายเป็นภาระเปล่าๆ เขารวบรวมพลังลมปราณที่เหลืออยู่พุ่งทะยานถอยร่นไปยังแนวเสาหินโบราณ เพื่อประเมินสถานการณ์ เบื้องหน้าของทั้งคู่ เงาดำมหึมารูปร่างคล้ายอสูรแปดกรคำรามลั่น "มู่หรงเฟิง... เจ้าสุนัขรับใช้แห่งสำนักกระบี่สวรรค์ กล้าดียังไงมาขวางทางหลุดพ้นของข้า!" มู่หรงเฟิงแค่นเสียงหัวسخرในลำคอ แววตาฉายแววดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง "สุนัขรับใช้สวรรค์อันใด ข้า... เดินตามทางของตนเอง ไม่เคยจำนนต่อฟ้าดินหรือขุมนรกหน้าไหนทั้งสิ้น สิ่งที่ถูกจองจำในหลุมศพนี้ สมควรหลับใหลไปตลอดกาล" สิ้นคำพูด ร่างของมู่หรงเฟิงก็หายวับไปจากจุดเดิม กลายเป็นเพียงเส้นสายฟ้าสีเงินที่พาดผ่านความมืดมิด *เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!* ประกายไฟจากการปะทะระเบิดออกราวกับดอกไม้ไฟในความมืด แรงสั่นสะเทือนจากการตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียวทำให้ผนังสุสานถล่มลงมาเป็นแถบๆ ไป๋อวิ๋นซีเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง ในฐานะนักโบราณคดีที่ศึกษาอักษรเวทและค่ายกล เขาย่อมรู้ดีว่าอาคมของสุสานแห่งนี้แข็งแกร่งเพียงใด แต่มู่หรงเฟิงกลับใช้เพียงกระบี่ในมือเดียว ในการเจาะทะลวงและทำลายโครงสร้างพลังงานโบราณเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ทว่า... ไป๋อวิ๋นซีสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ทุกครั้งที่มู่หรงเฟิงเหวี่ยงกระบี่ อักขระสีทองแดงที่สลักอยู่บนลำคอและต้นแขนภายใต้ร่มผ้าของอีกฝ่ายจะเปล่งแสงวาบ พร้อมกับรอยเลือดที่ซึมออกมาจากผิวหนัง นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายของการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด ร่างกายของมู่หรงเฟิงกำลังถูกอักขระโบราณกัดกินจากภายในอย่างช้าๆ *เขาไม่ได้มาเพื่อช่วยใคร... เขากำลังใช้ชีวิตของตัวเองเดิมพันกับการทำลายล้างบางสิ่งบางอย่าง* ไป๋อวิ๋นซีวิเคราะห์ในใจ ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอก ความเห็นอกเห็นใจ? หรือความเคารพในจิตวิญญาณอันเด็ดเดี่ยวที่คล้ายคลึงกัน? "เจ้ามนุษย์โง่เขลา เจ้าคิดว่าทำลายร่างเนื้อของข้าได้ แล้วจะจบงั้นหรือ!" เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกับเงาดำที่แตกกระจายกลายเป็นละอองหมอกสีเลือด ทว่า ละอองหมอกเหล่านั้นไม่ได้สลายหายไป กลับพุ่งเข้าใส่ร่างของมู่หรงเฟิงและไป๋อวิ๋นซีด้วยความเร็วแสง! "ระวัง!" ไป๋อวิ๋นซีตะโกนเตือนโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับซัดแผ่นยันต์อัคคีโบราณออกไปขวางกั้น แต่มู่หรงเฟิงเร็วกว่า กระบี่ในมือถูกตวัดเป็นวงกลมสร้างม่านพลังกระบี่คุ้มกาย ทว่าละอองหมอกสีเลือดกลับแทรกซึมผ่านม่านพลังเข้ามาได้บางส่วน มันพุ่งเข้าสู่กลางหน้าผากของมู่หรงเฟิงและพุ่งตรงมาที่หัวใจของไป๋อวิ๋นซี! ร่างของมู่หรงเฟิงชะงักกึก กระบี่ในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาเสียงดังสนั่น นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นฉายแววเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อักขระบนตัวเขาแผดเผารุนแรงจนเกิดควันสีขาวพวยพุ่ง ในขณะเดียวกัน ไป๋อวิ๋นซีก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ความทรงจำ ภาพเหตุการณ์แปลกประหลาด และเสียงกระซิบจากยุคโบราณหลั่งไหลเข้ามาในหัวจนสมองแทบระเบิด มือของเขาเอื้อมไปคว้าแขนของมู่หรงเฟิงไว้โดยสัญชาตญาณเพื่อพยุงร่างที่กำลังเซถลา ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกัน... ผนังศิลาเบื้องหลังพวกเขาก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ เผยให้เห็นห้องโถงลับชั้นในสุดที่ถูกปิดตายมานับหมื่นปี แสงสีทองเรืองรองสาดส่องออกมาจากโลงศพศิลาคริสตัลกลางห้อง พร้อมกับร่างของสตรีในชุดโบราณผู้หนึ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายใน... และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ใบหน้าของสตรีผู้นั้น... กลับถอดแบบมาจากไป๋อวิ๋นซีราวกับพิมพ์เดียวกัน! มู่หรงเฟิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เงยหน้าขึ้นสบตากับไป๋อวิ๋นซีที่กำลังตกตะลึงพรึงเพริด ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะขยับเอ่ยคำพูดที่ทำให้โลกทั้งใบของนักโบราณคดีหนุ่มหยุดหมุน "ในที่สุด... ข้าก็หาเจ้าพบเสียที... องค์ชายแห่งราชวงศ์ที่ล่มสลาย" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "บันทึกนักโบราณคดี" นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงากระบี่โบราณกับบัณฑิตผู้ฝืนชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%