บันทึกเงากระบี่โบราณกับบัณฑิตผู้ฝืนชะตา•ตอนที่ 1

ศิลาจารึกแห่งความเงียบงัน

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
"เหล็กกล้าเล่มนี้มิได้สร้างขึ้นเพื่อจารึกประวัติศาสตร์... แต่สร้างขึ้นเพื่อลบมันทิ้ง" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดขยี้ของแผ่นหินโบราณดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดอันกดดันของซากโบราณสถานใต้พิภพที่ไร้ซึ่งบันทึกใดๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ ไอตะกั่วและความอับชื้นของดินอายุนับพันปีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยวนอยู่ในอากาศ ภายใต้แสงคบเพลิงสีส้มวับๆ แวมๆ เงาร่างสองร่างทาบทับลงบนผนังหินที่สลักลวดลายประหลาด ไป๋อวิ๋นซี ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำสนิทดั่งหมึกจีนและดวงตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก กำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามร่องรอยอักขระโบราณบนผนังนั้นอย่างระมัดระวัง ทุกสัมผัสของเขาเปี่ยมด้วยความเคารพต่อกาลเวลา ราวกับเกรงว่าหากออกแรงกดเพียงนิด ประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังกลบไว้นับหมื่นปีจะแหลกสลายคามือ ในฐานะนักโบราณคดีผู้สืบสายเลือดจากตระกูลขุดสุสานหลวง เขารู้ดีว่าความเงียบงันใต้พื้นพิภพมักซ่อนความน่าสะพรึงกลัวที่เกินกว่าจินตนาการของคนบนพื้นดินจะหยั่งถึง "ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ มู่หรงเฟิง... แต่สิ่งที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกแห่งนี้ ไม่ใช่เรื่องราวของผู้ชนะหรือผู้แพ้" ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง บุรุษผู้ยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง เขายังคงจดจ่ออยู่กับร่องรอยอักขระที่แปลกประหลาดจนน่าพิศวง "แต่มันคือ 'คำเตือน' จากยุคสมัยที่ถูกลบหายไปจากความทรงจำของมนุษยชาติ" เบื้องหลังเขา มู่หรงเฟิง ยอดฝีมือกระบี่ไร้พ่ายผู้โดดเดี่ยว ยืนพิงเสาศิลาใหญ่อย่างเกียจคร้าน ทว่าทั่วร่างกลับแผ่ซ่านไอสังหารที่คมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนในฝัก ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปรอบกายด้วยความระแวดระวัง ร่างกายของเขาสลักไว้ด้วยอักขระโบราณสีทองจางๆ ที่ยามนี้กำลังเปล่งแสงเรืองรองวับแวม มันคือคำสาปและพันธนาการที่กำลังกัดกินพลังชีวิตของเขาอย่างช้าๆแลกกับการบรรลุถึงวิถีกระบี่ขั้นสูงสุด "ข้าไม่ได้สนใจว่าใต้ดินนี่จะมีเรื่องราวของใครหน้าไหน..." มู่หรงเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาดุดันและทรงพลัง สะท้อนก้องไปตามโถงถ้ำ "สิ่งที่ข้าสนใจ มีเพียงศิลาจารึกที่เจ้ากำลังคลำหาอยู่... มันจะช่วยปลดปล่อยพันธนาการบ้าคลั่งในร่างข้าได้หรือไม่ หรือมันก็เป็นเพียงเศษซากไร้ค่าที่รอวันผุพังไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับพวกเรา" ไป๋อวิ๋นซีไม่ตอบคำ เขาเพียงแต่สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนกที่แล่นริ้วขึ้นในอก เมื่อครู่ ปลายนิ้วของเขาเพิ่งสัมผัสถูกกลไกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกใต้ชั้นหินผา และมันกำลังส่งเสียง 'คลิก' เบาๆ ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่เริ่มเดินเครื่อง "ถอยไป!" ไป๋อวิ๋นซีตวาดลั่น ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตระหนก *ครืนนน—!* พื้นศิลาเบื้องหน้ายุบตัวลงอย่างฉับพลัน ฝุ่นผงและเศษหินร่วงหล่นลงสู่ความมืดเบื้องล่างดั่งม่านน้ำตก แรงลมมหาศาลพัดโหมกระหน่ำจนเปลวเพลิงจากคบเพลิงดับวูบลงในพริบตา ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดและกลุ่มควันหนาทึบนั้น แสงสว่างสีครามประหลาดกลับสาดส่องขึ้นมาจากหลุมลึกเบื้องหน้า มันไม่ใช่แสงจากคบเพลิง หรือแสงสะท้อนจากอัญมณีใดๆ แต่มันคือแสงที่เปล่งออกมาจาก 'แผ่นศิลาปริศนา' ขนาดมหึมาที่เพิ่งถูกเปิดเผยจากการหลับใหล แผ่นศิลานั้นตั้งตระหง่านอยู่กลางลานพิธีใต้ดินที่ไร้ซึ่งทางออก พื้นผิวของมันราบเรียบราศจากรอยขีดข่วน ทว่ากลับเต็มไปด้วยร่องรอยของพลังปราณโบราณที่หมุนวนอย่างดุร้าย ร่างอักษรบนแผ่นศิลาไม่ได้ถูกสลักด้วยเหล็กหรือของมีคม แต่มันถูกเขียนขึ้นด้วย 'เลือด' ที่ยังคงสดใหม่และเรืองแสงระยิบระยับ ราวกับเพิ่งผ่านการสังเวยไปเมื่อไม่กี่ลมหายใจนี่เอง ไป๋อวิ๋นซีทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว ลมหายใจของเขาติดขัด อักขระบนแผ่นศิลานั้น... ไม่ใช่ภาษาโบราณที่เขาเคยศึกษาหรือบันทึกไว้ในตำราเล่มใดในโลกหล้า มันคืออักขระที่กำลัง 'มีชีวิต' มันขยับเขยื้อn เลื้อยไหล และส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาเข้ามารingก้องในโสตประสาทของเขาโดยตรง เสียงนั้นเย็นเยียบ ดึงดูด และเต็มไปด้วยความลับอันดำมืดที่พร้อมจะกลืนกินวิญญาณของผู้ที่ล่วงรู้ *ตึง!* มู่หรงเฟิงก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลัง มือหนาวางลงบนด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ ไอสังหารแผ่ขยายออกEปกป้องร่างของนักโบราณคดีหนุ่มไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังแผ่นศิลาเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเย็นสันหลังวาบ แม้แต่ยอดฝีมือผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนอย่างเขาก็ยังรู้สึกได้ถึงภัยมุกคามที่ไร้ที่มา "ระวังตัว..." มู่หรงเฟิงเอ่ยเสียงต่ำ กระบี่ในฝักส่งเสียงสั่นคำรามเบาๆ ตอบรับภัยคุกคาม "มีบางอย่างกำลังตื่นขึ้นจากข้างใต้แผ่นศิลานั้น" ไป๋อวิ๋นซีไม่ได้ยินคำเตือนนั้นอีกแล้ว สติสัมปชัญญะของเขากำลังถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงลึกของอักขระโลหิตบนแผ่นศิลา ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม ร่างกายแข็งทื่อราศถูกตรึงไว้ด้วยมนตราโบราณ ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาเอื้อมออกไปสัมผัสผิวศิลาเป็นครั้งที่สอง รอยแยกบนแผ่นศิลาก็กระชากเปิดออกอย่างไร้เสียง พร้อมกับร่างเงาสะท้อนปริศนาที่ค่อยๆ ก้าวทะลักออกมาจากความว่างเปล่า... ร่างเงานั้นมีใบหน้า ท่าทาง และดวงตาที่ถอดแบบมาจากไป๋อวิ๋นซีทุกประการ ราวกับส่องกระจกเงาแห่งความตาย เงาร่างนั้นยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะกล่าววาจาที่ทำให้หัวใจของสองยอดฝีมือแทบหยุดเต้น "ในที่สุด... ก็มีผู้มาปลดโซ่ตรวนให้ข้าเสียที เจ้าหน้าที่ผู้โง่เขลาจากโลกเบื้องบน" บันทึกนักโบราณคดี ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเงากระบี่โบราณกับบัณฑิตผู้ฝืนชะตา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%