พันธะร้ายขย้ำใจ นายตัวแสบของผม•ตอนที่ 17

ไปเดตกันเถอะ

ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
นิ้วเรียวที่กำลังเคาะหน้าจอสมาร์ตโฟนด้วยความหงุดหงิดชะงักกึก เมื่อข้อความล่าสุดจากบุคคลที่ขึ้นชื่อว่า "คนใจร้าย" เด้งขึ้นมาขัดจังหวะการสนทนากลุ่มระหว่างเขากับจิน เพื่อนสนิทสายปั่นที่กำลังทำหน้าที่กุนซือจำเป็นให้อย่างออกรส [เธียร: เย็นนี้ว่างไหม] พายแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ พลางกรอกตามองบนด้วยความหมั่นไส้ ข้อความห้วนสั้นไร้ความละมุนละไมแบบนี้มันช่างเป็นเอกลักษณ์ของนายเธียร นักธุรกิจหนุ่มผู้ครองตำแหน่งคนปากแข็งแห่งปีไม่มีผิด สองวันที่แล้วเพิ่งจะทำฟอร์มขรึมใส่กันในห้องประชุมโปรเจกต์แท้ๆ แต่วันนี้กลับส่งข้อความมาDuct-tape ปากคนอื่นดื้อๆ เสียอย่างนั้น "ว่าไงคุณชายน้ำแข็งทักมาว่าอะไรอีกละมึง" จินที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามในคาเฟ่กึ่งบาร์ชะโงกหน้าเข้ามาสอดรู้สอดเห็น ดวงตาเป็นประกายวิบวับด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนพายต้องยื่นมือไปผลักหน้าผากเพื่อนสนิทออกเบาๆ "ก็ถามว่าว่างไหม... ทุเรศมาก ทักมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย นึกว่ากูเป็นเลขาหน้าห้องเขาหรือไง" พายบ่นอุบอิบ แต่ปลายนิ้วกลับกดเข้าหน้าต่างแชทของอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติอย่างเสียไม่ได้ ความอยากรู้อยากเห็นมันมักจะเอาชนะความฟอร์มจัดของเขาได้ทุกทีสิน่า "ตอบไปสิว่าว่าง... เดี๋ยวกูช่วยคิดมุกหยอด" จินหัวคิกคัก "คนระดับคุณเธียรชวนทั้งที ไม่ใช่ชวนไปตรวจสต็อกสินค้าโรงงานเหล็กก็คงชวนไปนั่งนับยอดขายในห้างหรูนั่นแหละ อย่าไปยอมนะเว้ย ต้องแพรกให้สุด" พายชำเลืองมองเพื่อนตัวดีก่อนจะแค่นเสียง "ใครจะไปตอบแบบนั้นวะ เสียฟอร์มหมด" แม้จะพูดแบบนั้น แต่สุดท้ายพายก็จิ้มหน้าจอพิมพ์ตอบกลับไปห้วนๆ เช่นกัน [พาย: ไม่ว่างครับ ติดภารกิจสำคัญระดับชาติ] ติ๊ง! แทบจะทันทีที่กดส่ง เสียงแจ้งเตือนก็ดังสวนกลับมาแทบจะเสี้ยววินาทีราวกับอีกฝ่ายถือโทรศัพท์รออยู่แล้ว [เธียร: ภารกิจอะไร กินชาบูกับจินเหรอ] [เธียร: ยกเลิกซะ แล้วเตรียมตัว เจอกันหน้าคณะตอนห้าโมงเย็น] พายอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ "ไอ้... ไอ้บ้านี่!" เขาอุทานเสียงหลงจนคนโต๊ะข้างๆ หันมามอง "มันรู้ได้ยังไงวะว่ากูอยู่กับมึง หรือมันติด GPS ไว้ที่ตัวกู!" จินระเบิดหัวเราะลั่นร้าน "ฮ่าๆๆๆๆ โคตรพีค! เขารู้ทันมึงหมดแหละพาย ยอมรับเถอะว่ามึงแพ้ทางเขาตั้งแต่ก้าวขาเข้ามารู้จักกันแล้ว" "ใครแพ้ ไม่มีทาง!" พายเถียงคอเป็นเอ็น ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอร์ในร้านหรือเพราะความโมโหปนเขินที่แล่นริ้วเข้ามาในอกกันแน่ "กูไม่ไปโว้ย ใครจะยอมให้มันลากไปไหนมาไหนตามอำเภอใจ" [พาย: ไม่ไปโว้ย หน้าคณะอะไร ไม่ว่างเว้ย อย่ามาสั่ง!] พายพิมพ์ปฏิเสธกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งสติกเกอร์หน้าแมวแยกเขี้ยวใส่เพื่อยืนยันความเกรี้ยวกราด แต่ทว่า... สิ่งที่เธียรตอบกลับมาทำเอาเขากลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ทัน [เธียร: ถ้าไม่ออกมาภายในห้าโมงสิบห้า นาทีละพันบาท] [เธียร: นับตั้งแต่ห้าโมงตรงเป็นต้นไป] [เธียร: อยากเสียเงินฟรี หรืออยากไปกินของอร่อยๆ เลือกเอา] "ไอ้หน้าเลือด!" พายสบถเสียงดังลั่นจนจินต้องยกมือห้าม "ใจเย็นเพื่อน เงินพันนึงของมึงกินชาบูได้เกือบสองมื้อเลยนะเว้ย" จินยิ้มกริ่ม "ถือซะว่าไปเอาคืน ปล่อยให้เขาเลี้ยงให้กระเป๋าฉีกไปเลยสิ" พายกัดริมฝีปากล่างอย่างใช้ความคิด มองนาฬิกาข้อมือที่ตอนนี้เข็มสั้นกำลังจะชี้เลขห้า ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ทำไมเขาต้องยอมแพ้อำนาจเงินของไอ้บ้านั่นด้วยวะ แต่ครั้นจะให้เสียเงินฟรีเพราะความหยิ่งก็ดูจะไม่เข้าท่า สุดท้าย ความงกและศักดิ์ศรีแบบผิดๆ ก็ทำให้พายต้องลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ "เออ! ฝากไว้ก่อนเถอะมึง" พายหันไปแยกเขี้ยวใส่จิน "เดี๋ยวกูมาจัดการมันก่อน คอยดูเถอะ กูจะสั่งเมนูแพงที่สุดในร้านให้กระเป๋าฉีกไปเลย!" รถยนต์สปอร์ตคูเป้สีดำสนิทจอดนิ่งสนิทอยู่ริมฟุตบาทหน้าคณะบริหารธุรกิจ ร่างสูงโปรดในชุดสูทลำลองสีเข้มถอดสูทออกพับไว้เบาะข้าง เผยให้เห็นเสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก ดวงตาคมกริบมองลอดกระจกมองข้างเห็นร่างบางที่คุ้นเคยกำลังเดินกระแทกส้นเท้าเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าฮึดฮัด ก๊อกๆ! กระจกฝั่งคนขับลดลงอัตโนมัติ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้าเรียบเฉยเป็นนิจ เธียรปรายตาขึ้นมองคนตัวเล็กที่ยืนกอดอกทำหน้ายักษ์อยู่ข้างรถ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน "มาช้าไปสามนาที" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ พลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ "แปลว่าเสียค่าปรับไปแล้วสามพัน" "บ้าหรือไง! ฉันเพิ่งเดินมาถึงเมื่อกี้เองนะ!" พายก้มลงเท้าเอวเถียงคอเป็นเอ็น ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความโมโห "แล้วนี่คุณลากฉันออกมาทำไม บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าพามาทำงานหรือตรวจบัญชี ฉันจะเทคุณตรงนี้แล้วนั่งแท็กซี่กลับจริงๆ ด้วย" "ขึ้นมาก่อนสิ หรืออยากยืนเถียงท่ามกลางแดดร้อนๆ ตรงนี้ให้คนอื่นมอง" เธียรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวที่มีสายตาของนักศึกษาหลายคนเริ่มหันมามองความหล่อเหลาของเจ้าของรถคันหรู พายฮึดฮัดในลำคออย่างขัดใจ แต่ก็ยอมเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นไปนั่งกระแทกตัวลงบนเบาะข้างคนขับแรงๆ เพื่อระบายอารมณ์ ปิดประตูเสียงดังปังจนคนขับรถจำเป็นต้องส่ายหัวน้อยๆ "เบาะรถฉันราคาแพงกว่าค่าปรับสามพันของเธออีกนะพาย" เธียรเอ่ยแซะเบาๆ พลางเลื่อนเกียร์ออกตัว "ถ้าเสียดายนักก็ปล่อยให้ฉันลงไปสิ!" พายหันขวับไปค้อนใส่ "ว่าแต่ตกลงนี่จะพาไปไหน ฉันหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วนะ บอกไว้ก่อนว่าถ้าพาไปร้านข้างทางถูกๆ ฉันไม่ยอมแน่" เธียรเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนข้างกายที่กำลังทำแก่งอนแก้มป่อง แววตาคมไหววับด้วยความเอ็นดูที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งสนิท "ไม่ต้องห่วง... ของอร่อย และแพงพอที่จะทำให้กระเป๋าฉันฉีกอย่างที่เธอต้องการแน่" รถสปอร์ตคูเป้เคลื่อนตัวออกไปตามท้องถนนยามเย็น มุ่งหน้าสู่ย่านใจกลางเมือง ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันแต่กลับเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ พายหันหน้าออกไปมองวิวข้างทางเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมาบนใบหน้า ขณะที่เธียรเองก็คอยเหลือบมองคนข้างกายเป็นระยะด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การมีเจ้าตัวแสบมานั่งบ่นอยู่ข้างๆ แบบนี้ มันมีชีวิตชีวามากกว่าการนั่งทำงานคนเดียวในห้องประชุมเงียบๆ เป็นไหนๆ ร้านอาหารกึ่งไฟน์ได닝สไตล์โมเดิร์นตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรู มองเห็นวิวกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนที่ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับ แสงเทียนสลัวบนโต๊ะอาหารริมระเบียงยิ่งขับเน้นบรรยากาศให้ดูโรแมนติกจนเกินเลยคำว่า "พามาทานข้าว" ไปไกลโข พายกวาดสายตามองราคาในเมนูแล้วลอบกลืนน้ำลายคอแห้งผาก ตัวเลขแต่ละบรรทัดทำเอาใจหายวาบ แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความปากเก่งที่มีอยู่เต็มเปี่ยม เขาจึงจิ้มเลือกเมนูที่แพงที่สุดแบบไม่กระพริบตา "เอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ด้วยครับ... เอามาให้หมดเลย" พายเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานหยดให้พนักงานรับออเดอร์ ก่อนจะหันกลับมาสบตากับคนฝั่งตรงข้ามที่กำลังนั่งเท้าคางมองด้วยสายตาอ่านยาก "สั่งเยอะขนาดนี้ กินหมดเหรอ หรือแค่ประชด" เธียรเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความขบขันจางๆ "เงินคุณนี่นา ทำไมผมจะต้องเกรงใจล่ะ" พายลอยหน้าลอยตาตอบ "ไหนๆ ก็ลากผมออกมาขัดเวลาพักผ่อนแล้ว ก็ต้องคุ้มค่าเหนื่อยหน่อยสิครับ... คุณเธียร" เธียรแค่นหัวเราะในลำคอ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้โต๊ะเล็กน้อยจนระยะห่างระหว่างกันลดลง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของคนตรงข้าม "ไม่ได้ลากออกมาเพราะอยากแกล้งสักหน่อย..." พายชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาทีเมื่อเจอสายตาและน้ำเสียงที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนโหมดจากกวนประสาทมาเป็นจริงจังจนน่าใจหาย "ะ... แล้วชวนออกมาทำไมล่ะ หรือว่าคิดถึงผม" เธียรแกล้งสวนกลับด้วยน้ำเสียงล้อเลียนเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมา เธียรไม่ได้ตอบทันที เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบและความอบอุ่นจากแสงเทียนโอบล้อมรอบตัว ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะแย้มยิ้มออกมาบางเบa—รอยยิ้มที่นานๆ ครั้งพายจะได้เห็น และมันมักจะทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะทุกที "ก็... อาจจะใช่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบา ทว่าชัดเจนท่ามกลางเสียงเพลงคลอเบาๆ พายหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันที สมองอื้ออึงจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล ชายหนุ่มรีบเบือนหน้าหนีไปทางวิวด้านนอกเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำของตัวเอง "พูดอะไรบ้าๆ..." พายพึมพำเสียงเบาหวิว เธียรหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ยื่นมือมาหมายจะแตะปลายนิ้วลงบนหลังมือเนียนที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของทั้งคู่จะสัมผัสกัน เสียงโทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะของเธียรก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่ไว้หน้า เธียรขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด ปรายตาลงมองหน้าจอสมาร์ตโฟนที่แสดงชื่อสายเรียกเข้า แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เห็นเบอร์นั้น สีหน้าเรียบเฉยของนักธุรกิจหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที พายหันกลับมามองด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด "ใครโทรมาเหรอ หน้าเครียดเชียว" เธียรเงยหน้าขึ้นสบตาพาย แววตาไหววับด้วยความลังเลชั่วขณะ ก่อนจะกดรับสายแล้วกรอกเสียงทุ้มต่ำลงไป "มีอะไร..." เสียงปลายสายที่ดังลอดออกมาจากลำโพงเบาๆ ทำเอาพายที่นั่งฟังอยู่ถึงกับชะงักค้าง ร่างกายเย็นเฉียบขึ้นมาดื้อๆ เมื่อได้ยินประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา *(“คุณเธียรคะ... รีบกลับมาที่บริษัทด่วนเลยค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เอกสารสำคัญในตู้เซฟหายไป!”)* -------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโดเนทหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้กันเสมอนะคะ รักนะคะ!
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายขย้ำใจ นายตัวแสบของผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%