"ถ้าสูตรโครงสร้างรูนบทนี้ของเธอมีความผิดพลาดแม้แต่น้อย ทฤษฎีการหมุนเวียนมานาที่เราร่างกันมาตลอดสามเดือนก็จะพังทลายลงในพริบตาเดียวค่ะ เซเรส"
เสียงเตือนที่เจือความกังวลเล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดลับใต้ดิน แสงสีฟ้าอ่อนจากผลึกมานาส่องกระทบใบด้านข้างของเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินยวง เซเรสไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากตำราเวทมนตร์โบราณเล่มหนาที่กางอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาขยับปากกาขนนกจดบันทึกสมการเวทย์ซับซ้อนลงบนกระดาษหนังอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวตามแบบฉบับของนักวิชาการเวทย์สายตรรกะ
เขารู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเบาะแสการหายตัวไปของครอบครัว แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นข้างกาย... ไม่ใช่ความผิดพลาดของเวทมนตร์ภายนอก หากแต่เป็นความปั่นป่วนที่มาจากจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มผู้ไร้ความทรงจำที่นั่งอยู่ตรงข้าม
โซลกำลังหลับตาลงอย่างช้าๆ
ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม แม้ภายนอกโซลจะดูสงบเสงี่ยมและมักจะเงียบงันเสมอเวลาที่เซเรสกำลังใช้สมาธิกับการวิเคราะห์ทฤษฎีเวทย์ แต่ในยามนี้ ร่างกายของทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำกลับสั่นเทาเล็กน้อย มานาสีขาวบริสุทธิ์ที่เคยควบคุมได้ยาก เริ่มรั่วไหลออกมาเป็นระลอกคลื่นรอบตัวจนตำราเวทมนตร์เล่มอื่นๆ บนชั้นหนังสือเริ่มสั่นไหว
"โซลคะ ตั้งสติหน่อยค่ะ" เซเรสวางปากกาลงทันที ดวงตาสีไพลินคมกริบกวาดมองอาการของคู่หูด้วยความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งSขรึม เขายื่นมือออกไปหมายจะแตะที่ไหล่เพื่อถ่าย
แต่ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดน โซลก็ลืมตาโพลงขึ้นมา
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ว่างเปล่าไร้จุดหมายเหมือนเช่นเคย แต่มันกลับฉายแววความเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับเพิ่งตื่นขึ้นมาจากห้วงมหรรณพแห่งกาลเวลาที่ถูกผนึกไว้ ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาเองกำลังไหลทะลักเข้าสู่สมอง ประหนึ่งเขื่อนแตกที่กักเก็บมวลน้ำมหาศาลไว้ไม่อยู่
*ภาพของเปลวเพลิงสีครามที่แผดเผาท้องฟ้า... เสียงกรีดร้องที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท... และเงาร่างของใครบางคนที่ยืนหันหลังให้ท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหารโบราณ*
"เซเรส..." เสียงของโซลแหบพร่าและสั่นเครือ เขายกมือขึ้นกุมขมับแน่นราวกับศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ "ผม... ผมเห็นอะไรบางอย่าง มันชัดเจนเกินไป ชัดเจนจนเหมือนผมเคยอยู่ที่นั่นจริงๆ ทั้งที่... ทั้งที่ผมไม่ควรจะจำอะไรได้เลยไม่ใช่หรือครับ... เอ๊ย... ไม่ใช่เหรอคะ" (โซลเผลอขมวดคิ้วด้วยความสับสนในสรรพนามที่มักจะสับสนตามอารมณ์)
เซเรสชักมือกลับอย่างระมัดระวัง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ด้วยหลักตรรกะ
"ความทรงจำของคุณกำลังพยายามทะลักผ่านผนึกมานาที่กั้นไว้ค่ะโซล" เซเรสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น แต่มั่นคงพอที่จะดึงสติของอีกฝ่ายกลับมา "ในทางทฤษฎีแล้ว จิตใต้สำนึกของคุณถูกตั้งค่าให้ลบเลือนอดีตเพื่อป้องกันไม่ให้พลังทำลายล้างระเบิดออกมา แต่ถ้าภาพพวกนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า... มีตัวกระตุ้นบางอย่างจากภายนอกกำลังปลุกมันขึ้นมา"
"ตัวกระตุ้นเหรอครับ?" โซลเงยหน้าขึ้นสบตา หอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อกาฬชุ่มโชกแผ่นหลัง "แต่เราอยู่ในห้องสมุดปิดตาย ที่นี่มีแต่ตำราเวทมนตร์โบราณและเกราะป้องกันหนาแน่นถึงเจ็ดชั้น ไม่มีใครเข้าออกได้นอกจากเราสองคน..."
"นั่นแหละค่ะคือปัญหา" เซเรสลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โซลช้าๆ สายตากวาดมองไปรอบห้องสมุดที่บัดนี้ละอองมานาสีขาวของโซลเริ่มรวมตัวกันเป็นรูปทรงเรขาคณิตประหลาดกลางอากาศ มันไม่ใช่เวทมนตร์ที่พวกเขากำลังศึกษา แต่มันคือโครงสร้างรูนโบราณที่ตอบสนองต่อคลื่นสมองของโซลโดยตรง "มีบางคนกำลังส่งสัญญาณบางอย่างผ่านโครงข่ายมานาของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้... และเป้าหมายของมันก็คือคุณค่ะ โซล"
บรรยากาศภายในห้องสมุดลับเริ่มเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน เปลวไฟจากคบเพลิงเวทมนตร์เปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม ราวกับถูกความหนาวเหน็บจากห้วงลึกดูดกลืนออกไป เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ฟังไม่ได้ศัพท์เริ่มลอยล่องมาจากมุมมืดของชั้นหนังสือที่ลึกที่สุด เสียงนั้นคล้ายเสียงเพลงกล่อมเด็กที่บิดเบี้ยว น่ากลัว และชวนให้ขนลุกซู่
โซลกัดริมฝีปากแน่น มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อของเซเรสไว้โดยไม่รู้ตัว ความทรงจำที่ขาดหายกำลังดึงดูดเขาให้ดำดิ่งลงไปในความมืดอีกครั้ง ภาพในหัวหมุนคว้างจนแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนคือความจริงหรือความฝัน
"เซเรส... ช่วยผมด้วยครับ... เอ่อ... ช่วยฉันด้วยค่ะ" โซลพยายามเปล่งเสียงออกมาท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด "ผมรู้สึกเหมือน... เหมือนมีใครบางคนกำลังดึงตัวผมกลับไป... กลับไปยังที่ที่ผมหนีมา..."
เซเรสไม่ลังเลอีกต่อไป เขากุมมือที่สั่นเทาของโซลไว้แน่น ถ่าย1มานาบริสุทธิ์ของตนเองเข้าไปเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันจิตใจให้กับคู่หู ดวงตาสีไพลินจ้องมองตรงไปยังความมืดเบื้องหน้าด้วยความเด็ดเดี่ยว นักวิชาการเวทย์ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับเหตุผลและทฤษฎีอย่างเขา ไม่เคยเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์หรือโชคชะตา แต่ในวินาทีนี้... เขารู้ดีว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เหนือกว่าตำราเล่มไหนๆ ในโรงเรียนแห่งนี้จะบันทึกไว้
ทว่า ก่อนที่เซเรสจะได้ร่ายเวทย์บทขับไล่ความมืด แผ่นดินใต้เท้าก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
*ครืนนน...!*
พื้นห้องสมุดหินอ่อนแตกแยกออกเป็นทางยาว เผยให้เห็นแสงสีแดงฉานสาดส่องขึ้นมาจากชั้นใต้ดินที่ลึกยิ่งกว่า และพร้อมกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นเป็นจังหวะ... ก้าว... ก้าว... และหยุดลงตรงหน้าประตูลับที่ควรจะถูกผนึกไว้ด้วยรหัสเวทย์ระดับปรมาจารย์
เงาร่างหนึ่งทอดยาวผ่านช่องประตูที่ค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงหัวسเบาๆ ที่ทำเอาเลือดในกายของเซเรสเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ
"ในที่สุด... ก็หาตัวพบเสียทีนะ... 'ทูตสวรรค์' ผู้ทรยศ"
ด้วยความรักและขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านจากใจค่ะ
แอสทริดธาตุมนต์
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 7
เสียงเพรียกจากอดีต
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!