นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 16

เศษเสี้ยวความจริง

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
กลิ่นอายของสนิมเหล็กและละอองเวทมนตร์เข้มข้นจนแสบจมูก ความกดอากาศต่ำในชั้นใต้ดินระดับสิบหกทำให้ปลายนิ้วของเซเรสชาหนึบ ทฤษฎีวงvortexเวทมนตร์เชิงตรรกะที่เขาเพิ่งคำนวณผ่านอากาศเมื่อครู่ กำลังสั่นระริกและแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าคราม ตรงหน้าพวกเขา ความมืดมิดไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันกำลังหายใจ "เซเรส... ข้างหลัง..." เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากด้านข้าง โซลยื่นมือเรียวยาวออกมาควชายเสื้อคลุมของเขาไว้แน่น แรงสั่นสะเทือนจากปลายนิ้วของเด็กหนุ่มส่งผ่านมาถึงแผ่นหลังของเซเรสจนสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจว่ามาจากไหน โซลขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาสสีเทาหม่นกวาดมองไปรอบตัวด้วยความสับสน ราวกับพยายามควaคว้าหาความหมายบางอย่างจากความว่างเปล่า [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการปลุก 'ผู้พิทักษ์แห่งชั้นที่ 16' — เงื่อนไขการผ่านทางถูกยกระดับสู่ 'ระดับ SSS'] [คำเตือน: สิ่งที่รออยู่เบื้องล่าง คือตัวตนที่แม้แต่ความทรงจำของท่านก็ไม่อาจเอื้อมถึง...] เสียงแจ้งเตือนก้องกังวานในโสตประสาท แต่วินาทีนี้เซเรสไม่มีสิทธิ์สนใจหน้าต่างระบบเวทมนตร์สีฟ้าเหล่านั้น ดวงตาคู่คมจดจ้องไปยังเงาขนาดมหึมาที่ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากความมืด เงานั้นแผ่ไอทมิฬที่บิดเบือนแม้กระทั่งกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์และมานาในพื้นที่ "ตั้งสติไว้ โซล" เซเรสเอ่ยเสียงเรียบ แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสันกรามของเขากำลังขบเข้าหากันแน่น เขาขยับตัวไปบังร่างโปร่งของคู่หูไว้ครึ่งหนึ่ง มือซ้ายเตรียมพร้อมสำหรับการร่ายเวทตรรกะขั้นสูง แม้จะรู้ดีว่าทฤษฎีในตำราเรียนอาจไร้ความหมายต่อหน้าตัวตนระดับนี้ "ฉัน... ฉันเจ็บตรงนี้..." โซลยกมืออีกข้างขึ้นกุมขมับ ใบหน้าหวานซีดเผือด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้า ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นราวกับกำลังเห็นภาพหลอนที่ซ้อนทับกันอยู่ในหัว "มัน... มันมีเสียง... เสียงที่เรียกชื่อฉัน" "เสียงอะไร?" เซเรสถาม เสียงของเขาอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที แต่เต็มไปด้วยความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีเยือกเย็น "โซ... เซ... ไม่ใช่..." โซลหายใจหอบถี่ ร่างกายเซถอยหลังไปชนกับผนังหินเย็นเฉียบของดันเจี้ยน ปลายนิ้วจิกเข้าหากันจนเล็บจิกฝ่ามือ "ฉันชื่อ... โซ... โซลาร์...?" เด็กหนุ่มชะงักไป ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับไหววับ ประกายแสงสีทองอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นในม่านตาชั่วขณะ ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับคลื่นพลังเวทย์มหาศาลที่ระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างไร้การควบคุม! *ตู้ม!* แรงระเบิดทางเวทมนตร์ซัดเอาเศษหินและฝุ่นควันกระจายไปทั่วทิศทาง เซเรสใช้เวทย์โล่ตรรกะกางกั้นแรงกระแทกไว้ได้ทันท่วงที แต่แรงดันอากาศก็ทำให้เขาต้องถอยหลังไปสองก้าว เมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ลมหายใจของนักวิชาการหนุ่มสะดุดกึกลงไปทันที ผู้พิทักษ์แห่งชั้นที่ 16 ไม่ใช่สัตว์อสูรเวทมนตร์ หรือโกเลมเหล็กไหลตามตำรา หากแต่มันคือร่างอวตารของ "ความทรงจำที่ถูกลบเลือน" ร่างสูงใหญ่สวมชุดเกราะโบราณที่ผุกร่อน แต่ดาบในมือกลับเปล่งประกายคมกริบราวกับพร้อมจะผ่าอนาคตให้ขาดเป็นสองท่อน และที่น่ากลัวที่สุดคือ... ใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กนั้นว่างเปล่า ไม่มีดวงตา ไม่มีปาก มีเพียงความว่างสีดำสนิทที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง "มนุษย์เอ๋ย..." เสียงทุ้มต่ำดังก้องขึ้นในหัวของทั้งคู่ ไม่ใช่ทางหู แต่เป็นการสั่นสะเทือนโดยตรงจากจิตวิญญาณ "ผู้ที่ก้าวล่วงเข้าสู่เขตหวงห้ามแห่งปฐพี... เจ้าแบกรับสิ่งใดมาจึงกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้" เซเรสสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมสติทั้งหมดกลับคืนมา สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลรูปแบบการโจมตีของศัตรูอย่างรวดเร็ว ช่องโหว่ของเกราะโบราณคือจุดเชื่อมต่อมานาที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา หากใช้เวทย์ตรรกะย้อนกระแส... ทว่า ก่อนที่เซเรสจะได้ขยับตัว โซลก็ก้าวพรวดพราดออกไปยืนเคียงข้างเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดวงตาของโซลไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไปแล้ว มันฉายแววเด็ดเดี่ยวเจิดจ้า ราวกับประกายไฟดวงแรกในความมืดมิด "ฉันจำได้..." เสียงของโซลสั่นระริก แต่ก้องกังวานและทรงพลังอย่างประหลาด เด็กหนุ่มหันมามองเซเรสด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่หาได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนึกคิดและความเป็นมนุษย์ "ฉันชื่อ... โซลานุส... ไม่ใช่สิ... โซล" สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิรอบตัวก็ลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนังหิน พลังเวทย์สีทองบริสุทธิ์ที่โซลไม่เคยควบคุมได้เลยสักครั้ง บัดนี้กลับไหลเวียนอย่างเป็นระเบียบ ราวกับมันกำลังสอดรับกับชื่อที่เจ้าของเพิ่งระลึกได้ ผู้พิทักษ์แห่งชั้นที่ 16 ชะดาบในมือลงเล็กน้อย ราวกับกำลังลังเลต่อแรงกดดันที่คุ้นเคยในอดีต เซเรสเบิกตากว้างเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอก ยามที่ปลายนิ้วของโซลเอื้อมมาแตะแขนเสื้อของเขาเบา ๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่นที่ไร้เหตุผลทางทฤษฎีเวทมนตร์ใด ๆ "เซเรส..." โซลกระซิบแผ่วเบา แต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน "ช่วยจำฉันไว้ให้แน่นกว่านี้นะ... เพราะฉันกำลังจะจำทุกอย่างได้แล้ว" ในวินาทีที่โซลเอ่ยประโยคชวนใจหายนั้นเอง ดวงตาสีทองคู่นั้นก็สะท้อนภาพเงาของดาบโบราณที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเร็วเหนือเสียง พร้อมกับรอยแยกมิติสีดำที่เปิดออกเบื้องหลังผู้พิทักษ์—รอยแยกที่ไม่ได้นำไปสู่ชั้นถัดไปของดันเจี้ยน แต่เป็นหอคอยต้องห้ามที่ถูกผนึกไว้ในอดีตอันดำมืดของเซเรสเอง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงไปพร้อมกับพวกเขานะคะ
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%