"ถอยไป!"
เสียงตะโกนของเซเรสขาดห้วงลง พร้อมกับแรงปะทะมหาศาลที่ซัดร่างของเขาจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินศิลาโบราณของห้องใต้ดิน อาคารวิจัยเวทมนตร์โบราณ ฝุ่นคละคลุ้งตลบอบolอบอวล คลื่นพลังงานสีดำสนิทที่แผ่ออกมาจากร่างของโซลกำลังบิดเบี้ยวและฉีกกระชากอากาศรอบตัวให้เกิดรอยปริแตกสีม่วงเข้ม โซลในยามนี้ดวงตาสองข้างว่างเปล่า ไร้ซึ่งแววตาของเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมและอ่อนโยนที่เซเรสคุ้นเคย มีเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนแห่งการทำลายล้างที่กำลังกลืนกินตัวตนของเขา
เซเรสกัดฟันแน่น รสคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจากซี่โครงด้านขวา บ่งบอกว่ามันน่าจะร้าวหรือหักจากแรงกระแทกเมื่อครู่ ทว่าเขากลับไม่สนใจความเจ็บปวดนั้น สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นที่ร้าวเป็นรอยยังคงจดจ้องไปยังใจกลางพายุพลังงานเวทย์ตรงหน้า สมองอันปราดเปรื่องของนักวิชาการสายตรรกะกำลังคำนวณอย่างรวดเร็ว ค่าความผันผวนของมานาเกินขีดจำกัดความปลอดภัยไปถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์ หากปล่อยไว้เช่นนี้อีกไม่ถึงสามนาที แกนกลางเวทมนตร์ของโซลจะระเบิด และทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรให้ราบเป็นหน้ากลอง รวมถึงตัวของโซลเองด้วย
"โซล... ได้ยินฉันไหม" เซเรสฝืนพยุงร่างอันสะท้านไหวของตนเองให้ลุกขึ้นยืน มือเรียวยกขึ้นดันกรอบแว่นที่เอียงกระเท่เร่ให้เข้าที่ แม้ลมหายใจจะติดขัดและหอบถี่ แต่สุ้มเสียงที่เอ่ยออกไปกลับราบเรียบและมั่นคงอย่างประหลาด มันคือความเยือกเย็นที่เป็นเกราะป้องกันจิตใจของเขามาตลอดชีวิต
เด็กหนุ่มเรือนผมสีเงินยวงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทขยับไหว โซลหันกลับมามองด้วยแววตาที่สับสนระคนเจ็บปวด ออร่าความมืดรอบตัวกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังถูกล่ามโซ่ตรวน "เซเรส... ออกไป... หนีไปซะ... ผมควบคุมมันไม่ได้..." เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา ก่อนที่คลื่นพลังระลอกใหม่จะพุ่งทะยานเข้าใส่เซเรสอย่างไร้ความปรานี
ไม่มีเวลาให้ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที เซเรสวาดมือสร้างวงเวทย์ป้องกันสีครามซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้นตามทฤษฎีการหักเหแรงกระแทกที่เขาเพิ่งคิดค้นขึ้นเมื่อคืน ทว่าพลังของโซลในยามนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตรรกะมนุษย์ไปไกลโข ทันทีที่การโจมตีปะทะเข้ากับวงเวทย์ชั้นแรก เสียงกระจกแตกละเอียดก็ดังขึ้นติดต่อกันอย่างน่ากลัว วงเวทย์ชั้นที่หนึ่ง สอง สาม... แตกสลายราวกับภาพมายา
*เปรี้ยง!*
แรงระเบิดจากการปะทะซัดร่างของเซเรสจนปลิวลอยไปกระแทกกับเสาหินอีกรอบ คราวนี้เลือดสีสดพุ่งทะลักออกจากมุมปากของเขาอย่างห้ามไม่อยู่ ความเจ็บปวดร้าวรานแล่นลามไปทั่วแผ่นหลังและหัวไหล่จนชาดิก สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ทว่าเซเรสยังคงฝืนลืมตาขึ้น เขารู้ดีว่าหากเขาล้มลงตรงนี้ จะไม่มีใครหยุดยั้งหายนะครั้งนี้ได้อีกแล้ว และที่สำคัญที่สุด... เขาไม่ยอมปล่อยให้เด็กหนุ่มผู้ไร้ความทรงจำคนนั้นต้องถูกความมืดกลืนกินไปตลอดกาลเด็ดขาด
เซเรสยันตัวลุกขึ้นอีกครั้งด้วยสภาพที่สะิน้ำใจ รองเท้าหนังย่างก้าวเข้าหาพายุพลังงานทีละก้าวอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ทุกย่างก้าวทิ้งรอยคราบเลือดไว้บนพื้นศิลาเย็นเยียบ เขาไม่ได้ใช้เวทย์โจมตีโต้กลับ เพราะตระหนักดีว่าการทำเช่นนั้นมีแต่จะกระตุ้นให้สัญชาตญาณการต่อสู้ของโซลรุนแรงขึ้น สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ในตอนนี้ คือการใช้ "คำพูด" และ "ความเข้าใจ" ที่มีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่เชื่อมโยงกันได้
"โซล นายเคยบอกไม่ใช่เหรอ... ว่าอยากรู้ว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่แค่ไหน" เซเรสเอ่ยขึ้น ท่าเสียงดังพอที่จะทะลุผ่านเสียงคำรามกึกก้องของพายุมานา "นายสัญญากับฉันแล้วว่าจะอยู่ดูมันด้วยกัน... คนความจำเสื่อมอย่างนาย กล้าผิดสัญญาตั้งแต่ยังจำอดีตของตัวเองไม่ได้เลยงั้นเหรอ?"
ร่างของโซลที่กำลังจะปล่อยพลังระลอกใหญ่สะท้อนเฮือกใหญ่ ดวงตาที่เคยเป็นสีดำสนิทสนิทไร้แวว ค่อยๆ มีประกายแสงสีฟ้าจางๆ กลับคืนมาทีละน้อย ความโกลาหลในอากาศเริ่มสงบลงชั่วขณะ ราวกับว่าเสียงเรียกของเซเรสคือสมอเรือเดียวที่เหนี่ยวรั้งพายุคลั่งนี้ไว้ได้
"เซเรส..." โซลพึมพำชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด มือทั้งสองข้างกุมศีรษะของตนเองอย่างทรมาน ขณะที่เลือดกำเดาไหลรินลงมาจากจมูกหยดลงสู่พื้น "ผม... ผมไม่อยากทำร้ายคุณ... ทำไมคุณถึงไม่หนีไป..."
"เพราะนายคือคู่หูของฉันไงล่ะ" เซเรสระบายยิ้มบางเบาออกมาท่ามกลางคราบเลือด เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและงดงามราวกับดอกไม้ที่ผลิบานท่ามกลางฤดูหนาวอันเหน็บหนาว เขาสืบเท้าเข้าไปประชิดตัวโซลในระยะประชิด แม้ว่าอันตรายจากการระเบิดของมานายังคงคุกคามอยู่ทุกวินาทีก็ตาม
เซเรสยกมือที่สั่นเทาขึ้นสัมผัสกับแก้มเนียนของโซลเบาๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนักวิชาการหนุ่มส่งผ่านไปยังผิวหนังของอีกฝ่าย ช่วยบรรเทาความบ้าคลั่งของพลังเวทย์ลงได้ระดับหนึ่ง โซลสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ สงบลงในอ้อมกอดที่ไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความมั่นคงอย่างน่าประหลาด
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังจะคลี่คลายลง และเซเรสกำลังจะร่ายเวทย์ผนึกเพื่อระงับแกนกลางมานาของโซลให้สงบลงอย่างสมบูรณ์ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่ทางเข้าห้องใต้ดิน พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สาดส่องเข้ามาจนสว่างจ้า
"จับตัวพวกมันไว้! นั่นคือต้นเหตุของความผิดปกติของมานาในเขตเหนือ!"
เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจและตื่นกลัวดังขึ้นจากกลุ่มอาจารย์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถาบันเวทมนตร์ นำโดยศาสตราจารย์มาร์คัสผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ สายตาของทุกคนที่มองมาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและคุกคาม โดยเฉพาะเมื่อเห็นสภาพของโซลที่ยังคงมีออร่าเวทย์มืดพวยพุ่งอยู่รอบตัว และเซเรสที่บาดเจ็บเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด
เซเรสขมวดคิ้วมุ่น เขากำลังจะอ้าปากอธิบายสถานการณ์และขอเวลาเพื่อจัดการกับปัญหาตรงหน้า แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากด้านหลังของกลุ่มเจ้าหน้าที่
เงาร่างนั้นสวมผ้าคลุมสีดำสนิทปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทว่ารอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปากและแววตาสีอำพันคู่นั้น... เซเรสจำมันได้ไม่มีวันลืม เป็นบุคคลที่เขาตามหามาตลอดตั้งแต่เข้ามาเหยียบที่สถาบันแห่งนี้ บุคคลกุมกุญแจสำคัญเบื้องหลังการหายตัวไปของครอบครัวเขา
คนคนนั้นส่งยิ้มให้เซเรสชั่วพริบตา ก่อนจะดีดนิ้วเบาๆ กลางอากาศ
*ติ๊ด—!*
เสียงแจ้งเตือนประหลาดที่ดังก้องขึ้นในหัวของเซเรสโดยตรง ไม่ใช่เสียงของระบบสถาบัน แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนจากสิ่งแปลกปลอมที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของเขาเอง หน้าต่างสีแดงฉานปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมข้อความที่ทำเอาลมหายใจของเซเรสสะดุดกึก
**[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉินระดับ SSS: ตรวจพบการแทรกแซงแกนกลางเวทมนตร์เป้าหมาย - โซล]**
**[เงื่อนไขล้มเหลว: ยืนยันการตื่น 100% ของ "อาวุธหายนะ" ภายใน 10 วินาทีนี้]**
**[คำเตือนจากระบบ: ผู้ใช้งาน 'เซเรส' จะถูกกำหนดให้เป็น "เป้าหมายการกวาดล้าง" ลำดับแรก]**
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงไปพร้อมกับพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
- แอสทริดธาตุมนต์ -
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 17
บทพิสูจน์มิตรภาพ
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!