ความเงียบงันในห้วงมิติเบื้องล่างไม่ได้ว่างเปล่า หากแต่มันมีน้ำหนัก... น้ำหนักที่กดทับลงบนบ่าและดึงรั้งความทรงจำให้จมดิ่งลงไปในโคลนตมแห่งความลืมเลือน
"ยินดีด้วยนะ เซเรส... ในที่สุดเธอก็หาทางลงมาถึงชั้นนี้ด้วยตัวเองจนได้"
เสียงทุ้มต่ำก้องกังวานสะท้อนไปมาอยู่ในโถงทางเดินหินอ่อนสีดำสนิท ไร้ซึ่งต้นตอและทิศทาง เซเรสหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน แว่นตาไร้กรอบของเขา สะท้อนแสงเรืองรองสีฟ้าจางจากวงจรเวทมนตร์คำนวณที่ปรากฏขึ้นบนม่านตา ดวงตาสีเทาเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ สัมผัสมานารอบตัวบิดเบี้ยวจนน่ากลัว มันไม่ใช่ความหนาแน่นปรกติของชั้นใต้ดินทั่วไป แต่มันคือสนามพลังงานเชิงซ้อนที่ถูกออกแบบมาเพื่อบิดเบือนตรรกะทางความคิดโดยเฉพาะ
ข้างกายของเขา โซล ขยับตัวเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว มือเรียวยาวของเด็กหนุ่มผู้ไร้ความทรงจำเอื้อมมาจับชายเสื้อคลุมนักวิชาการของเซเรสไว้แน่นอย่างสัญชาตญาณ ลมหายใจของโซลติดขัดเล็กน้อย ดวงตาสีครามเข้มคู่นั้นกวาดมองไปรอบกายด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
"เซเรส... ที่นี่... ฉันรู้สึกเหมือน... ตัวเองกำลังจะหายไป" โซลกระซิบเสียงสั่น น้ำเสียงของเขามีร่องรอยความเปราะบางที่เซเรสไม่เคยได้ยินมาก่อน
เซเรสไม่ตอบทันที นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงกับอากาศเบื้องหน้าสามครั้ง รูปแบบเรขาคณิตสามมิติสีทองคำขาวปรากฏขึ้นเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของมานา แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ตัวเลขและสมการเวทมนตร์เหล่านั้นกำลังแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีเทาก่อนที่จะทันได้ประมวลผลเสร็จสิ้น
*อันตราย... นี่ไม่ใช่กลลวงทางกายภาพ แต่เป็นการกัดกร่อนตัวตน*
เซเรสคิดในใจ ขบกรามแน่นจนสันนูน
"อย่าปล่อยมือฉัน โซล" เซเรสเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวพอที่จะดึงสติของอีกฝ่ายกลับมาได้ "จำไว้ว่านายคือโซล และฉันคือเซเรส... ต่อให้โครงสร้างเวทมนตร์รอบตัวจะหลอกลวงอะไร อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น ให้เชื่อที่สัมผัสนี้"
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับช้าๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเซเรสที่เอื้อมไปกุมมือของโซลไว้ เป็นเพียงสิ่งเดียวในเวลานี้ที่ยึดโยงพวกเขาไว้กับความเป็นจริง
ทว่า... บรรยากาศรอบข้างกลับเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผนังหินอ่อนสีดำแปรเปลี่ยนเป็นห้องเรียนเก่าแก่ในสถาบันเวทมนตร์ที่เซเรสคุ้นเคยดี — ห้องสมุดลับใต้ดินที่เขาเคยใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการหายตัวไปของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน
กลิ่นอายกระดาษเก่าและหมึกเวทย์ลอยอบอวลในอากาศ เสียงพลิกหน้ากระดาษดังแผ่วเบามาจากมุมมืด และที่ตรงนั้น... เงาร่างของชายผู้หนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้พวกเขาอยู่
หัวใจของเซเรสกระตุกวาบ เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ
"ท่านพ่อ..." คำพูดนั้นหลุดรอดริมฝีปากของนักวิชาการหนุ่มผู้เยือกเย็นเป็นครั้งแรก ความยึดติดและปมในใจที่เขาพยายามฝังกลบไว้ภายใต้ตรรกะอันเคร่งครัด บัดนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างโหดร้ายด้วยพลังของเขาวงกตแห่งความทรงจำนี้เอง
ร่างในเงานั้นค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ... ทว่าใบหน้าภายใต้แสงตะเกียงเวทมนตร์กลับว่างเปล่า ไม่มีดวงตา ไม่มีจมูก มีเพียงผิวเรียบเนียนราวกับรูปปั้นดินเผาที่ยังปั้นไม่เสร็จ
"เซเรส ลูกรัก... เจ้ายังคงยึดติดกับสมการที่ไม่มีวันหาคำตอบเจออยู่อีกหรือ?" เสียงของบิดาดังก้องขึ้นในหัวของเซเรส ราวกับเสียงกระซิบที่มาจากก้นบึ้งของจิตใต้สำนึก "ความรู้ที่ไร้ตัวตน ก็เหมือนชีวิตที่ไร้ความทรงจำ... เจ้ากับเด็กคนนั้น ไม่ต่างกันเลย"
ภาพรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวอีกครั้ง พื้นห้องสมุดแตกสลายกลายเป็นเหวลึกสีดำสนิท โซลที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มโปร่งแสงลงทีละน้อย ความทรงจำของเด็กหนุ่มกำลังถูกกลืนกินโดยสภาพแวดล้อม ปลายนิ้วของโซลหลุดออกจากมือของเซเรสทีละนิด ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณปริศนาที่ดังระงม
"เซเรส... ช่วยด้วย... ฉันจำไม่ได้แล้ว... ฉันเป็นใคร..." โซลเอ่ยด้วยเสียงที่ขาดห้วง ร่างกายเกือบจะสลายกลายเป็นกลุ่มหมอกสีคราม
เซเรสสูดหายใจเข้าลึก หลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อตัดวงจรการหลอนประสาททั้งหมด ทฤษฎีความน่าจะเป็นและกฎแห่งเหตุผลถูกประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุดในสมองของนักอัจฉริยะ หากที่นี่คือเขาวงกตที่ขังความทรงจำ... ทางออกเดียวไม่ใช่การต่อสู้กับภาพลวงตา แต่เป็นการยอมรับความจริงที่เจ็บปวดที่สุด
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสีเทาเข้มฉายประกายเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความกลัว เซเรสพุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อมือของโซลไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี ดึงร่างที่กำลังจะสลายนั้นเข้ามากอดแนบอกแน่น พร้อมกับปลดปล่อยพลังเวทย์สายตรรกะขั้นสูงสุด 'Absolute Logic Field' แผ่ขยายออกไปรอบตัวเป็นวงกว้าง!
"ฉันไม่สนใจว่าใครจะสร้างภาพพวกนี้ขึ้นมา!" เซเรสตะโกนก้อง เสียงของเขาเฉียบคมบาดลึกราวกับใบมีดที่ตัดผ่านความมืด "ความทรงจำอาจถูกขโมยไปได้ แต่ 'เจตจำนง' ที่จะก้าวไปข้างหน้า... เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว!"
สิ้นเสียงประกาศกร้าว วงแหวนเวทย์สีทองคำขาวสว่างวาบเจิดจ้า แผ่ขยายรัศมีทำลายล้างภาพลวงตาทั้งหมดจนแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกที่ถูกค้อนทุบ ห้องสมุดและเงาร่างของบิดาสลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความจริงของโถงทางเดินหินสีดำที่เงียบสงบตามเดิม
โซลหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายกลับมาทึบแสงและมั่นคงดังเดิม เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเซเรสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความรู้สึกที่ล้นปรี่
"นาย... ช่วยฉันไว้อีกแล้วนะ เซเรส" โซลพึมพำเบาๆ
เซเรสปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับเล็กน้อย ดันแว่นตาให้เข้าที่ด้วยท่าทีที่กลับมาสงบนิ่งดังเดิม แม้ว่าลมหายใจจะยังคงไม่สม่ำเสมอก็ตาม "อย่าเข้าใจผิด ฉันแค่ทำตามสมการที่ประเมินแล้วว่า การสูญเสียนายจะทำให้ภารกิจนี้ล้มเหลวก็เท่านั้น"
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ก้าวเดินต่อไปยังเบื้องหน้า ความผิดปกติครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
พื้นหินเบื้องล่างที่ควรจะมั่นคง กลับยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ พร้อมกับเสียงหัวነาะเยือกเย็นที่ดังขึ้นจากความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง พร้อมกับข้อความสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าของทั้งสองคนอย่างชัดเจน
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการปลุก 'ผู้พิทักษ์แห่งชั้นที่ 16' — เงื่อนไขการผ่านทางถูกยกระดับสู่ 'ระดับ SSS']
[คำเตือน: สิ่งที่รออยู่เบื้องล่าง คือตัวตนที่แม้แต่ความทรงจำของท่านก็ไม่อาจเอื้อมถึง...]
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับตัวละครของเรานะคะ!
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 15
กับดักลวงตา
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!