"ถ้าอาจารย์เวรประจำหอพักตรวจพบเศษซากสนามประลองระดับเจ็ดที่ระเบียงห้องเรา นายจะเอาหัวข้อวิทยานิพนธ์หัวข้อไหนมาอ้างล่ะ โซล"
เซเรสปัดฝุ่นละอองเวทมนตร์สีครามที่ยังคงค้างอยู่บนปกเสื้อคลุมนักวิชาการของตนออกอย่างไม่ไกลนัก นิ้วเรียวยาวดันกรอบแว่นโลหะขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองสิ่งมีชีวิตรูปร่างมนุษย์ที่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่บนขอบหน้าต่างห้องพักส่วนตัว—โซล เด็กหนุ่มผู้ไร้แม้แต่เงาในกระจกและบันทึกประวัติส่วนตัวในหอสมุดกลาง แต่กลับเป็นเจ้าของไอเวทมนตร์บริสุทธิ์ที่สามารถแปรสภาพกฎเกณฑ์ของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ให้กลายเป็นเศษกระดาษได้ภายในพริบตาเดียว
โซลไม่ตอบในทันที เขาเอียงคอเล็กน้อย เรือนผมสีเงินยวดย้อยลงมาเคลียกรอบหน้าคมคาย ดวงตาสสีอำพันคู่นั้นกวาดมองห้องพักขนาดกะทัดรัดของเซเรสที่มีกองตำราทฤษฎีเวทย์เชิงตรรกะวางซ้อนกันเป็นตั้งสูงราวกับป้อมปราการ
"กลิ่นกระดาษ... ฉันชอบกลิ่นนี้" โซลพึมพำ น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ราวกับตุ๊กตาไขลานที่เพิ่งถูกปลุกให้มีชีวิต "มันไม่เหมือนกลิ่นคาวเลือดที่สนามประลอง... และไม่เหมือนความว่างเปล่าในหัวฉัน"
เซเรสถอนหายใจยาวนาน เธอกดล็อกกลอนหน้าต่างให้แน่นหนา ก่อนจะร่ายอาคมพรางเสียงระดับสามทับซ้อนกันอีกสามชั้นเพื่อความปลอดภัย
ในฐานะนักศึกษาปีสามผู้ยึดมั่นในตรรกะและความสมเหตุสมผล การพาสิ่งแปลกปลอม—ตัวตนอันตรายที่สภาสูงกำลังตามล่า—เข้ามาซ่อนไว้ในเขตกัก The Inner Sanctum ของหอพักนักเรียน ถือเป็นการกระทำที่โง่เขลาและมีโอกาสรอดชีวิตเพียงศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ตามหลักสถิติ
แต่มันก็เป็นทางเลือกเดียวที่เธอมี หากต้องการไขปริศนาการหายตัวไปของพี่ชายเมื่อสามปีก่อน
"นายไม่ได้มีตัวตนอยู่ในทะเบียนราษฎร์ของสถาบัน ไม่มีแม้กระทั่งชื่อในบันทึกของผู้อำนวยการ" เซเรสเดินเข้าไปใกล้ รั้งคางของเด็กหนุ่มขึ้นมาเพื่อตรวจสอบร่องรอยการบาดเจ็บจากพลังเวทย์ที่ย้อนกลับเข้าสู่ร่าง ปลายนิ้วของเธอแตะลงที่ชีพจรบริเวณลำคอ—มันเต้นช้าเกินไป หกครั้งต่อนาที "แต่รอยสักรูปเฟืองจักรโบราณที่ต้นคอนั่น... มันคือตราประทับของแผนกวิจัยลับใต้ดินชั้นที่สิบสาม"
โซลมองสบตาเธอนิ่งนาน ริมฝีปากบางเฉียบขยับช้า ๆ "ฉันจำไม่ได้... แต่พอนายสัมผัส มันรู้สึกเหมือน... เคยมีใครบางคนเคยทำแบบนี้มาก่อน"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงกระดาษพลิกไหวตามแรงลมจากเครื่องกรองอากาศเวทมนตร์ เซเรสขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแปลบปลาบขึ้นในอก เธอสะบัดมือเบา ๆ เรียกแผนผังโครงสร้างโรงเรียนเวทมนตร์สามมิติขึ้นกลางอากาศ แสงสีฟ้าทอประกายสะท้อนลงบนแว่นตาของเธอ
"พรุ่งนี้จะมีคาบประเมินภาคปฏิบัติของศาสตราจารย์วัลter ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดและเกลียดความผิดพลาดที่สุดในบรรดาอาจารย์ทั้งหมด" เซเรสเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "ถ้าเขาตรวจพบความผิดปกติของสนามพลังรอบตัวฉัน หรือถ้าใครล่วงรู้ว่าฉันซ่อนนายไว้ เราจะถูกเนรเทศออกจากสถาบัน... หรืออาจจะถูกส่งไปปรับแต่งความทรงจำใหม่ที่หอคอยร้าง"
โซลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ กลิ่นอายความกดดันระดับภัยพิบัติเล็ดลอดออกมาจากร่างของเขาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะถูกเจ้าตัวกดมันเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มจาง ๆ ที่หาได้ยากยิ่ง
"งั้น... ฉันต้องทำตัวให้กลมกลืนสินะ" โซลเอียงคอมองชุดเครื่องแบบนักเรียนแขนยาวสีเทาเข้มที่พาดอยู่บนโซฟา "เช่นการใส่ชุดนี้... แล้วบอกใคร ๆ ว่าฉันเป็นผู้ช่วยวิจัยของนาย?"
"นายเนี่ยนะผู้ช่วยวิจัย" เซเรสแค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน แม้ใบหน้าจะยังคงความเรียบเฉยไว้ได้ "แค่การผูกเนคไทให้ถูกระเบียบของสถาบัน นายยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ"
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ทันวางแผนรับมือกับวันพรุ่งนี้ เสียงเคาะประตูก็จู่โจมเข้ามาสามครั้ง—หนักแน่น และทรงพลัง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงเคาะของเพื่อนร่วมชั้น หรือเสียงประกาศของระบบหอพักอัตโนมัติ แต่มันคืออาคมเคาะประตูสะกดจิตระดับสี่ ที่มีไว้เพื่อเรียกตัวนักศึกษาผู้กระทำความผิดร้ายแรงในยามวิกาล
เซเรสชะงัก ร่างกายหยุดนิ่งโดยอัตโนมัติ ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องเพื่อเก็บกวาดร่องรอยการต่อสู้เมื่อหัวค่ำ แต่ไม่ทันเสียแล้ว! บนพื้นพรมยังมีผงเวทย์สีครามเรืองแสงจาง ๆ หลุดรอดจากการทำความสะอาดของเธอ
"เปิดประตูครับ... นักศึกษาเซเรส" เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังลอดผ่านบานไม้เข้ามา เป็นเสียงของรองผู้อำนวยการฝ่ายวินัย ผู้ไม่เคยปรากฏตัวที่หอพักนักเรียนด้วยตนเองมานานกว่าห้าปี
โซลขยับเข้ามาใกล้เซเรสโดยสัญชาตญาณ เงาดำทอดยาวทับร่างของเธอ ไอเวทมนตร์สีดำสนิทเริ่มก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้วของเขาอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามภายนอก
เซเรสสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ เธอยื่นมือไปแตะแขนของเด็กหนุ่มไว้เบา ๆ ส่งกระแสมานาสงบจิตใจให้เขาหยุดการตอบสนองแบบทำลายล้าง ก่อนจะหันไปมองหน้าประตูที่กำลังถูกผนึกด้วยอาคมตรวจสอบ
เธอกดปลดล็อกกลอนประตูช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น
ทว่า เมื่อบานประตูไม้เปิดออก ภาพเบื้องหน้ากลับไม่ใช่รองผู้อำนวยการอย่างที่คาดคิด แต่เป็นร่างระหงของอาจารย์สาวประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ ผู้ถือครองกุญแจดอกสุดท้ายของหอคอยต้องห้าม—และในมือของเธอกำลังถือแฟ้มคดีที่ระบุชื่อของ "พี่ชาย" เซเรสตัวโตหรา พร้อมกับรอยยิ้มที่ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้
"ดึกดื่นคื่นดื่นขนาดนี้... นักเรียนตัวอย่างเช่นเธอกำลังซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่นะ เซเรส"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 2
กฎที่ต้องแหก
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!