นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 1

รหัสลับในหอคอยร้าง

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
“กฎข้อที่สิบสองแห่งการคำนวณวงแหวนเวทย์—หากตัวแปรทางตรรกะในสมการที่สามถูกหักล้างด้วยเจตจำนองของมานาที่ไร้ระเบียบ ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ใช่การระเบิดเชิงโครงสร้างค่ะ แต่มันคือการพังทลายของมิติระดับรากฐานต่างหาก” ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำสนิทขีดเขียนตัวอักษรเรืองแสงสีครามลงบนอากาศอย่างรวดเร็ว เร็วจนภาพติดตาของอักขระเวทย์กลายเป็นเส้นสายระยิบระยับคล้ายใยแมงมุม เซเรสขยับแว่นกรอบเงินทรงเหลี่ยมขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเทาเข้มสะท้อนแสงเรืองรองจากตำราโบราณปกหนังงูที่เปิดกางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้โอ๊กเก่าคร่ำคร่า กลิ่นอับของกระดาษโบราณ ฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างท่ามกลางลำแสงจันทร์ที่ลอดผ่านกระจกสีลายก้นหอย และความเงียบงันอันน่าอึดอัดของ “หอคอยรกร้างปีกตะวันตก” คือสิ่งที่นักเรียนเวทมนตร์ปีสามคนอื่นต่างพากันหลีกหนีราวกับมันเป็นเขตแดนต้องห้าม แต่สำหรับเซเรสแล้ว ที่นี่คือห้องสมุดส่วนตัวที่เงียบสงบที่สุดในการไขปริศนาการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของบิดar บันทึกหน้าสุดท้ายที่หลงเหลือไว้มีเพียงรหัสลับชุดหนึ่งซึ่งเชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรมของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ และทฤษฎีเวทมนตร์สายตรรกะที่เธอยึดมั่นก็บอกเธอชัดเจนว่า ทุกสิ่งบนโลกล้วนมีเหตุและผลรองรับ แม้แต่ความลับดำมืดที่ผู้บริหารสถาบันพยายามปกปิดมานานนับทศวรรษก็ตาม *แกร็ก...* เสียงโลหะเสียดสีกันเบาๆ จากมุมมืดของห้องโถงกว้างที่ควรจะไร้ผู้คนทำให้มือที่กำลังถือปากกาขนนกชะงักกุน เซเรสไม่หันหลังกลับทันที เธอเลือกที่จะใช้หางตากวาดมองเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างเบื้องหน้า ความเงียบสงบถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ด้วยไอมานาเข้มข้นระดับที่ทำให้ขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน ความดันอากาศในห้องลดฮวบลงจนแก้วหูอื้ออึง ราวกับออกซิเจนถูกสูบหายไปในพริบตา “ใคร?” น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว แต่เต็มไปด้วยความระแวดระไวกระซิบถามออกไป ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงฝ่าเท้าเปล่าเปลือยที่กระทบกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ... *ก้าว... สองก้าว... สามก้าว...* มันใกล้เข้ามาทุกที มากเสียจนเซเรสต้องค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะด้ามไม้กายสิทธิ์ที่เหน็บไว้ข้างเอวอย่างแนบเนียน พร้อมที่จะร่ายบทเวทย์จำกัดการเคลื่อนไหวระดับสี่ได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์พลิก ทว่า ทันทีที่เงาร่างปริศนาก้าวพ้นจากเขตมืดของเสาหินอัคนีเข้ามาสู่รัศมีแสงจันทร์ ดวงตาสีเทาเข้มของเซเรสก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาทางตรรกะทั้งหมดที่เธอคำนวณไว้ในหัวพลังพังทลายลงในเสี้ยววินาที เด็กหนุ่มคนหนึ่งทรุดตัวลงพิงฐานเสาหิน เสื้อผ้าเครื่องแบบนักเรียนของสถาบันหลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าสีดำสนิท เส้นผมสีเงินยวงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและหยดเลือดที่ไหลรินจากขมับซ้ายลงมาตามกรอบหน้าคมคาย ทว่าสิ่งที่ทำให้เซเรสต้องกลั้นหายใจไม่ใช่สภาพสะินทรุดโทรมของอีกฝ่าย... แต่เป็นดวงตาสู่ห้วงลึกคู่นั้น ดวงตาสีอำพันคู่นั้นว่างเปล่า... มันไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบคนไร้วิญญาณ แต่มันคือความเวิ้งว้างราวกับผืนจักรวาลที่ยังไม่เคยมีดวงดาวดวงใดถือกำเนิด ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต และไม่มีแม้แต่ชื่อเรียกขานของตัวเอง “เจ... เจ็บ...” เสียงแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่แห้งผากของเด็กหนุ่ม พร้อมกับคลื่นพลังมานาสีดำทมิฬที่ปะทุออกมาจากร่างของเขาอย่างไร้การควบคุม รอยร้าวบนพื้นหินอ่อนรอบตัวเขาขยายวงกว้างขึ้นด้วยแรงกดดันมหาศาลที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็นจุลในรัศมีสิบเมตร “อย่าขยับ!” เซเรสเอ่ยเสียงเฉียบขาด แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก แต่สัญชาตญาณนักวิชาการกลับสั่งให้เธอนิ่งและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว *มานาปั่นป่วนแบบนี้... นี่ไม่ใช่เวทย์มนตร์โจมตี แต่มันคืออาการปฏิเสธมานาของร่างกายระดับวิกฤต! ถ้าปล่อยไว้แบบนี้อีกสามวินาที แกนเวทย์ของเขาจะระเบิดและพาตึกนี้พังครืนลงมาฝังพวกเราทั้งคู่แน่* เซเรสตัดสินใจก้าวเข้าไปหาเด็กหนุ่มผู้ไร้สติอย่างไม่ลังเล เธอละมือจากไม้กายสิทธิ์แล้วย่อตัวลงตรงหน้าเขา ใช้มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งของอีกฝ่ายไว้แน่น เพื่อถ่าย “เธอเป็นใครกันแน่... ทำไมถึงมีพลังระดับทำลายล้างนี้อยู่ในตัวโดยไม่มีรอยประทับเวทย์ควบคุมเลยสักนิด?” เซเรสพึมพำกับตัวเองขณะที่พยายามส่งมานาบริสุทธิ์ของตนเองเข้าไปช่วยพยุงแกนเวทย์ที่กำลังจะแตกสลายของเขา เด็กหนุ่มกะพริบตาช้าๆ ปรือตามองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเธอสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีอำพันที่ไร้ความทรงจำนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ชัดเจนในโลกอันมืดมิดของเขา ริมฝีปากบางขยับเป็นคำพูดแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่ข้างหู “...ช่วย... ฉันด้วย...” ก่อนที่เซเรสจะได้เอ่ยถามอะไรเพิ่มเติม แสงสีแดงฉานก็สว่างวาบขึ้นจากพื้นห้อง ใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ปรากฏอักขระเวทย์โบราณรูปวงกลมซ้อนทับกันสามชั้นที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในตำราเล่มไหน เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงระฆังจากหุบเหวลึกดังสะท้อนก้องในโสตประสาท พร้อมกับหน้าต่างระบบแจ้งเตือนสีทองอร่ามที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อหน้าต่อตาเธอโดยไม่มีปุ่มปิด **[ระบบภารกิจพิเศษ: พันธะสัญญาแห่งทูตสวรรค์ไร้ชื่อ (ระดับ SSS) เริ่มต้นขึ้นแล้ว]** **[เงื่อนไข: ผูกพันธะวิญญาณกับ "โซล" ผู้กุมกุญแจสู่นรกภูมิ สำเร็จ 1/1]** **[คำเตือน: นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ความลับที่คุณตามหาจะแลกมาด้วยชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งสถาบัน]** ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงมิติแห่งเวทมนตร์และปริศนานี้ไปพร้อมกับเซเรสและโซลนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%