"นายจะอธิบายสมการดึงดูดอนุภาคระดับเจ็ดในรายงานกลุ่มเมื่อวานนี้ว่าอย่างไรดีล่ะ เซเรส... ในเมื่อพวกเราทุกคนต่างก็เห็นกับตา ว่าตัวเลขชุดนั้นมันไม่ใช่ผลลัพธ์ที่มนุษย์คนไหนในชั้นปีนี้จะคำนวณออกมาได้ด้วยซ้ำ"
น้ำเสียงของเรย์มอนด์ไม่ได้เจือรอยยิ้มเหมือนอย่างเคย นัยน์ตาสสีเทาเข้มหลังกรอบแว่นโลหะจ้องมองตรงมายังโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวยาวในห้องสมุดใหญ่ บรรยากาศรอบกายของเด็กหนุ่มหัวกะทิประจำภาควิชาเวทมนตร์ประยุกต์เต็มไปด้วยความอึดอัดที่หนาแน่นเสียจนแทบจะจับต้องได้ หนังสือตำราเวทย์เล่มหนาหลายสิบเล่มถูกกางค้างไว้ กลายเป็นกำแพงเตี้ยๆ ที่แบ่งแยกเซเรสออกจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของเพื่อนร่วมชั้นอีกสามคนที่นั่งรายล้อม
เซเรสชะลอปลายปากกาขนนกที่กำลังร่างทฤษฎีวงแหวนเวทย์ลงอย่างช้าๆ เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ถ่วงเวลาชั่วครู่ เพื่อประเมินระดับความตื่นตระหนกของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
สำหรับนักวิชาการเวทย์สายตรรกะอย่างเธอ ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่การคำนวณตัวเลขผิดพลาดในกระดาษ หากแต่เป็นการปล่อยให้ "ตัวแปรนอกระบบ" เล็ดลอดสายตาจนผู้คนเริ่มสงสัยในโครงสร้างเหตุและผล
"ถ้าคุณอ่านภาคผนวกหน้าสี่สิบสองอย่างละเอียด เรย์มอนด์ คุณน่าจะเห็นสมการตั้งต้นที่ฉันดึงมาจากห้องสมุดหลวง" เซเรสเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้พิรุธ ดวงตาสีไพลินนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึก "ความซับซ้อนของมันไม่ได้เกินขีดจำกัดของหลักสูตรชั้นปีที่สาม ถ้าคุณใช้เวลาทบทวนทฤษฎีเซตเวทย์มนตร์พื้นฐานมากกว่าจะเอาเวลาไปจับผิดวิธีคิดของคนอื่น"
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ เซเรส!"
เสียงทุบโต๊ะเบาๆ จากคาลอส สมาชิกอีกคนในกลุ่มดังแทรกขึ้นมา ใบหน้าของเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ฉายแววตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาเหลือบมองไปยังเงาสลัวๆ ที่ยืนพิงชั้นหนังสือสูงตระหง่านอยู่มุมห้อง—เด็กหนุ่มเรือนผมสีเงินยวดยวงและดวงตาสีอำพันว่างเปล่าที่เอาแต่ยืนนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นหินมาตลอดการประชุม "พวกเราไม่ได้ตาบอด นายรับเด็กฝึกงานคนนี้เข้ามาในกลุ่มด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาในตึกวิจัยเวทย์ชั้นสูง คะแนนกลุ่มเราก็พุ่งกระโดดอย่างไร้เหตุผล แถม... แถมไม่มีใครจำชื่อเขาได้ด้วยซ้ำ!"
คำว่า "ไม่มีใครจำชื่อได้" ทำให้บรรยากาศในห้องสมุดดิ่งวูบลงไปอีก
มันคือความผิดปกติที่กัดกินจิตใจของนักเรียนทุกคนในภาควิชามาเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ โซล ไม่มีตัวตนในทะเบียนราษฎร์ ไม่มีบันทึกการเข้าเรียน แม้แต่ศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาเวทย์มนตร์ขั้นสูงยังเผลอข้ามชื่อเขาเวลาเช็คชื่อราวกับสมองของพวกท่านถูกลบไฟล์ข้อมูลส่วนนั้นทิ้งไปอย่างแนบเนียน มีเพียงเซเรสคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงพูดคุย สั่งการ และมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มลึกลับผู้นี้ ราวกับว่าโซลเป็นเงาที่ถูกผูกติดไว้กับรAเงาของเธอแต่เพียงผู้เดียว
เซเรสเหลือบสายตาไปมองโซลชั่วพริบตา โซลยังคงยืนกอดอกนิ่งสนิท ดวงตาสีอำพันคู่นั้นกวาดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกสีโบราณ ท่าทางเหม่อลอยไร้พิษภัยราวกับไม่ได้ยินเสียงถกเถียงอันดุเดือดที่กำลังพาดพิงถึงตัวเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่า... อุณหภูมิรอบตัวของโซลกลับลดต่ำลงทีละน้อย จนละอองไอน้ำบางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นที่ปลายรองเท้าบูทของเขา
*อันตราย...* เซเรสเตือนตัวเองในใจ พลังเวทย์ทำลายล้างที่ไร้การควบคุมของโซลมักจะรั่วไหลออกมาทุกครั้งที่เขารู้สึกเบื่อหน่าย หรือเมื่อมีความกดดันทางจิตวิทยาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวพุ่งสูงเกินขีดจำกัด หากปล่อยให้เรย์มอนด์ซักไซ้ไล่เลียงต่อไปมากกว่านี้ โครงสร้างเวทย์สะกดจิตที่เธอบรรจงสร้างขึ้นเพื่อปกปิดตัวตนของโซลอาจจะพังทลายลงในพริบตา
"ถ้าพวกคุณสงสัยในความสามารถของฉัน..." เซเรสลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างเพรียวบางภายใต้ชุดคลุมนักวิชาการสีเข้มแผ่รังสีความเย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยวออกมาอย่างจงใจ เธอกวาดสายตามองเพื่อนร่วมชั้นทีละคนด้วยแววตาเยือกเย็น "เชิญไปยื่นเรื่องถอนตัวออกจากกลุ่มวิจัยกับศาสตราจารย์เฟลิกซ์ได้เลยค่ะ ตำแหน่งในทีมวิจัยนี้มีจำกัด และฉันไม่มีเวลามานั่งอธิบายตรรกะพื้นฐานให้คนที่ไม่แม้แต่จะพยายามทำความเข้าใจฟัง"
"เซเรส เธอชักจะหยิ่งผยองเกินไปแล้วนะ!" เรย์มอนด์กัดฟันกรอด มือข้างที่ถือปากกาขนนกกำแน่นจนก้านขนนkเกือบหักคามือ "เธอคิดว่าเธอเป็นอัจฉริยะคนเดียวในสถาบันนี้หรือไงวะ? หรือว่า... หรือไอ้หมอนั่นมันมีเวทย์มนตร์ต้องห้ามอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เธอต้องคอยปกปิดมันไว้!"
น้ำเสียงของเรย์มอนด์เริ่มดังขึ้นจนนักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่โซนใกล้เคียงเริ่มหันมามองด้วยความสนใจ ความตึงเครียดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดเมื่อคาลอสตัดสินใจลุกขึ้นยืนตาม พร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปใกล้โซลที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม
"ถ้านายไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเอง งั้นฉันขอพิสูจน์ดูหน่อยเถอะว่าใต้เสื้อคลุมนั่น... นายซ่อนตราสัญลักษณ์ของพวกนอกคอกไว้หรือเปล่า!"
คาลอสเอื้อมมือหนาหมายจะคว้าไหล่ของโซลเพื่อกระชากให้หันมาเผชิญหน้า
*พรึบ!*
ในเสี้ยววินาทีนั้น เซเรสขยับตัวเร็วกว่าความคิด ปลายเท้าหมุนตัวเข้าขวางระหว่างคาลอสและโซล พร้อมกับตวัดไม้กายสิทธิ์ไม้แอชในมือวาดวงแหวนเวทย์สีครามขึ้นกลางอากาศอย่างเฉียบคม เสียงกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงวิ่งพล่านผ่านอากาศจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะน่ากลัว ปลายไม้กายสิทธิ์จ่อตรงไปยังลำคอของคาลอสอย่างแม่นยำ ระยะห่างไม่ถึงคืบ
"ก้าวล้ำเส้นเกินไปแล้วค่ะ, คาลอส" น้ำเสียงของเซเรสต่ำลึกและเย็นเยียบไร้ความปรานี นัยน์ตาสีไพลินฉายแวววาวโรจน์ด้วยจิตสังหารที่ถูกกดทับไว้ "ถ้าไม่อยากให้แขนข้างนั้นใช้งานไม่ได้ไปตลอดชีวิต กรุณาถอยหลังไปสามก้าวเดี๋ยวนี้"
คาลอสชะงักงัน ใบหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเวทย์ระดับสูงที่แผ่ออกมาจากตัวของหญิงสาว อัจฉริยะอันดับหนึ่งของชั้นปีไม่ได้มีดีแค่ทฤษฎีในกระดาษเวทย์มนตร์ แต่ทักษะการต่อสู้และการใช้เวทย์ต่อต้านของเซเรสคือของจริงที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย
"เธ... เธอถึงกับจะใช้เวทย์โจมตีเพื่อนร่วมชั้นเพื่อปกป้องไอ้ตัวประหลาดนี่เนี่ยนะ?" เรย์มอนด์เอ่ยเสียงสั่นด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว
ทว่า ก่อนที่สถานการณ์ในห้องสมุดจะบานปลายไปมากกว่านั้น โซลที่เงียบมาตลอดก็ขยับตัว
มือเรียวเย็นเฉียบราวน้ำแข็งแตะเบาๆ ลงบนไหล่ข้างซ้ายของเซเรส แรงกดเพียงน้อยนิดนั้นทำให้กระแสไฟฟ้าสีครามที่ปลายไม้กายสิทธิ์ของเธอดับวูบลงในพริบตาเดียว ความหนาวเย็นเยือกที่แผ่ซ่านจากปลายนิ้วของเขาไหลเข้าสู่กระแสเลือดของเซเรส ส่งผลให้หัวใจที่กำลังเต้นระรัวด้วยความโกรธสงบลงอย่างประหลาด
โซลโน้มใบหน้าลงมาใกล้ใบหูของเธอ ลมหายใจที่เป่ารดต้นคอนั้นไร้ซึ่งไออุ่นของมนุษย์ แต่กลับชัดเจนจนน่าขนลุก
"พวกเขาเริ่มจำไม่ได้แม้กระทั่งเงาของตัวเองแล้วนะ... เซเรส"
เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจของภูตผีดังขึ้น พร้อมกับที่แววตาสีอำพันของโซลเปลี่ยนเป็นประกายสีทองเจิดจ้าลึกล้ำ และในวินาทีนั้นเอง—
*กริ๊งงงงงงงงง!*
เสียงระฆังเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุดของหอสมุดกลางสถาบันเวทมนตร์ก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟเวทย์ทั่วทั้งตึกเปลี่ยนจากสีนวลตาเป็นสีแดงฉานกะพริบถี่รัว พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบกลางที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของทุกคน
[ประกาศฉุกเฉิน: ตรวจพบร่องรอยการรั่วไหลของพลังเวทย์โบราณระดับ SSS บริเวณชั้นใต้ดิน 4... ล็อคประตูอาคารทั้งหมด... ห้ามผู้ใดเข้าออกจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการกักกัน—]
เสียงประกาศยังไม่ทันขาดคำ พื้นห้องสมุดใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งขนาดมหึมาที่ถูกจองจำไว้ใต้ดินลึกกำลังตื่นจากการหลับใหล และในเสี้ยววินาทีที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกกับแรงสั่นสะเทือนนั้นเอง ประตูเหล็กหนาหนักทางเข้าห้องสมุดก็ถูกกระแทกจนพังกระเด็นเข้ามากองกับพื้นด้วยฝ่ามือปริศนา พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะก้าวเข้ามาเหยียบ ณ สถานที่แห่งนี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับเซเรสและโซลนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 22
รอยร้าวแห่งความไว้ใจ
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!