นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 23

การประลองแห่งศักดิ์ศรี

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
"อย่าขยับเลยดีกว่าค่ะ เซเรส" เสียงนั้นนุ่มนวล... นุ่มนวลเสียจนหัวใจของเซเรสกระตุกวูบ ปลายมีดเวทมนตร์สีครามที่สะท้อนแสงไฟจากสนามประลองไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย มันจ่ออยู่ตรงจุดชีพจรที่ลำคอของเขาพอดี ทว่าสิ่งที่น่าเจ็บปวดกว่าคมมีด ไม่ใช่ศาสตราวุธชิ้นใดในสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ หากแต่เป็นนัยน์ตาคู่ที่เขารู้จักดีมาตลอดสามปี ลูคัส... เพื่อนสนิทผู้เคยนั่งเคียงโต๊ะสมุดตำราด้วยกัน แบ่งปันขนมปังยามโต้รุ่ง และเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้าช่วยเมื่อเซเรสเกือบถูกกลืนกินโดยทฤษฎีเวทย์สายมืดเมื่อปีก่อน บัดนี้ นัยน์ตาสสีอำพันคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความว่างเปล่าและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวราวกับหน้ากาก สนามประลองเวทย์ประจำปีของโรงเรียนเวทมนตร์อาร์คานาถูกล้อมรอบด้วยเสียงเชียร์อื้ออึงของเหล่านักเรียนบนอัฒจันทร์ แต่ในรัศมีบาตรเวทสีขาวขุ่นที่กั้นกลางระหว่างพวกเขากลับเงียบงันราวกับอยู่อีกมิติหนึ่ง เซเรสไม่ขยับตามคำเตือนจริงๆ สมองอันรวดเร็วราวดิจิทัลของเขากำลังประมวลผลข้อมูลนับร้อยชุดในเสี้ยววินาที ระบบตรรกะในหัวพยายามหาเหตุผลหักล้างภาพตรงหน้า นี่ไม่ใช่การควบคุมจิตใจแบบตื้นเขิน เพราะวงแหวนเวทย์ใต้เท้าของลูคัสไม่มีร่องรอยของอาคมสะกดจิต แต่เป็น ‘สัญญาเลือด’ ระดับสูงที่ถูกฝังลึกอยู่ในความทรงจำ ซึ่งหมายความว่า... ลูคัสเลือกที่จะหันมาเป็นศัตรูกับเขาด้วยความสมัครใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? "นายทำเพื่ออะไร ลูคัส" เซเรสเอ่ยถาม เสียงของเขาเรียบสนิท ไร้ความตื่นตระหนก ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมกลับฉายประกายความผิดหวังวูบหนึ่ง "เพื่อความถูกต้องอย่างไรล่ะ เซเรส" ลูคัสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มนั้นช่างบาดลึก "นายมัวแต่ยึดติดกับทฤษฎีคร่ำครึ กฎระเบียบล้าสมัย และความจริงที่นายพยายามขุดคุ้ยเกี่ยวกับหอคอยต้องห้าม นายไม่รู้หรอกว่าโลกใบนี้มันขับเคลื่อนด้วยอะไร... คนที่ฉลาดอย่างนาย น่าจะมองเกมออกตั้งแต่แรกแล้วนะว่า สิ่งที่นายกำลังตามหามันไม่มีอยู่จริง" จังหวะนั้นเอง อุณหภูมิรอบตัวก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของเซเรสกลายเป็นไอสีขาว ที่มุมหนึ่งของสนามประลอง โซล... เด็กหนุ่มลึกลับผู้ไร้ความทรงจำซึ่งยืนกอดอกพิงเสาหินอยู่ด้านนอกบาตรเวท ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาสสีเทาเข้มคู่นั้นหรี่ลงอันตราย ไอร้อนระอุสีดำสนิทเริ่มแผ่ออกมาจากปลายนิ้วของโซลทีละน้อย เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดที่เซเรสรู้ดีว่า หากโซลสติหลุดตอนนี้ สนามประลองแห่งนี้ทั้งสนาม รวมถึงคนบนอัฒจันทร์ครึ่งหนึ่งคงไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน *‘ห้ามขยับนะ โซล’* เซเรสส่งกระแสจิตออกไปโดยไม่ขยับริมฝีปาก แม้จะรู้ว่ามันเสี่ยงเพียงใด *‘ฉันจัดการเองได้’* *‘มันกำลังจะฆ่านาย’* เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของโซลดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของเซเรส ราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ถูกล่ามโซ่ *‘มนุษย์คนนั้น... โกหก’* เซเรสสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา เขารู้ว่าโซลพูดถูก ลูคัสในตอนนี้ไม่ใช่เพื่อนคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ร่างกายของลูคัสถูกแทนที่ด้วยพลังงานเวทย์แปลกปลอมที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง มันคือเวทย์ต้องห้ามสายเนตรมายาที่ตระกูลขุนนางเก่าแก่ใช้ควบคุมหมาก "นายไม่ได้พูดด้วยตัวเองสินะ" เซเรสปรายตามองรอยสักเรืองแสงจางๆ ที่ต้นคอของอีกฝ่าย ซึ่งโผล่พ้นปกเสื้อขึ้นมา "ตราประทับของสภาผู้อาวุโส... ลูคัส นายเอาอนาคตของตัวเองไปแลกกับอะไรมา ถึงยอมเป็นเครื่องมือให้พวกเขากำจัดฉัน" รอยยิ้มบนใบหน้าของลูคัสแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาที่ไร้แววไหววับเป็นประกายความเจ็บปวดขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยความเย็นชาดังเดิม "ฉลาดสมเป็นนาย... เซเรส" ลูคัสกระซิบเสียงลอดไรฟัน "แต่สายไปแล้ว" พริบตาเดียว มีดเวทมนตร์ในมือของลูคัสก็พุ่งปักลงมาหมายปลิดชีพ ทว่าเซเรสไม่ได้หลบ เขากลับใช้จังหวะเสี้ยววินาทีนั้นตวัดนิ้ววาดวงแหวนเวทย์อักษรโบราณกลางอากาศอย่างแม่นยำ ทฤษฎีตรรกะเวทมนตร์ที่เขาฝึกฝนมานับพันครั้งทำงานประสานกันอย่างไร้ที่ติ บาตรเวทสะท้อนแรงกระแทกจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดจากการปะทะซัดร่างของทั้งคู่กระเด็นไปคนละทาง เซเรสไถลถอยหลังไปหลายเมตร รองเท้าหนังขูดกับพื้นหินจนเกิดประกายไฟ เขายกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ซึมออกจากมุมปากช้าๆ ขณะที่สายตายังคงจดจ้องไปที่ร่างของลูคัสซึ่งตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว ทว่า ก่อนที่ลูคัสจะทันได้พุ่งเข้ามาโจมตีระลอกที่สอง บรรยากาศรอบสนามประลองก็พลันบิดเบี้ยว เสียงเชียร์ของเหล่านักเรียนเงียบหายไปในพริบตา ราวกับถูกกดปุ่มปิดเสียง พื้นศิลาใต้เท้าของทุกคนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าวเป็นทางยาว ตึก... ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาจากความมืดของอุโมงค์ทางเข้าสนามประลอง มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของอาจารย์คุมสอบ หรือแม้แต่ของผู้อำนวยการสถาบัน แต่เป็นแรงกดดันทางเวทมนตร์ระดับมหาศาลที่ทำให้แม้แต่หายใจยังรู้สึกเจ็บปวด หมอกสีเทาจัดพวยพุ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณ และจากเงาดำที่ทาบทับลงมา ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวสีเงินยวงก็ก้าวออกมา พร้อมกับรอยยิ้มระรื่นหูที่ทำให้เลือดในกายของเซเรสเย็นเฉียบ "ทำได้ไม่เลวเลยนี่ เจ้าหนูนักตรรกะ" เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่ดังขึ้น ทว่าแววตานั้นกลับไร้ความขบขันโดยสิ้นเชิง "การทดสอบบทแรกผ่านไปได้ด้วยดี... แต่น่าเสียดายนะ ที่ตัวหมากบนกระดานนี้ ไม่ได้มีแค่พวกเธอสองคน" เซเรสเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อจดจำเค้าโครงใบหน้านั้นได้ แม่แต่นิ้วที่กำไม้เท้าเวทมนตร์ยังเผลอออกแรงบีบจนข้อต่องอขาว บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้า... คือศาสตราจารย์ผู้หายสาบสูญไปพร้อมกับงานวิจัยต้องห้ามเมื่อสิบปีก่อน บุคคลที่พ่อของเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศเพื่อปกป้อง! "ท่าน..." เซเรสเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาฉายแวววาวด้วยโทสะและคำถามที่อัดอั้นมานานหลายปี "ตกใจมากสินะ?" ผู้มาใหม่แย้มยิ้มกว้างขึ้น ทว่าในวินาทีถัดมา เสียงแจ้งเตือนระบบเวทมนตร์โบราณที่ฝังอยู่ในหอคอยกลางโรงเรียนก็ดังสนั่นก้องกาลเวลา... *ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! ตรวจพบการปลดผนึกเขตอาคมระดับ SSS : เป้าหมายตัวจริงได้ปรากฏตัวแล้ว* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับเซเรสและโซลนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%