นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 10

รอยร้าวในสภา

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
เสียงตบโต๊ะด้วยไม้เนื้อแข็งดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วห้องประชุมสภาอาจารย์ชั้นสูงสุดของสถาบันเวทมนตร์อาร์케เลีย จนแทบทำให้ผลึกเวทย์สีครามที่ลอยตัวค้ำจุนเพดานสั่นไหว "คุณกำลังเสียสติไปแล้วหรือท่านคาร์ลตัน! จะให้เด็กปีหนึ่งกลุ่มนั้นเข้าไปแตะต้อง 'เขตอาคมชั้นศูนย์' ได้อย่างไร นั่นไม่ใช่บทเรียนฝึกหัด แต่มันคือสุสานของความลับที่บรรพบุรุษผนึกไว้ด้วยชีวิต!" เสียงหวีดแหลมเจือความตื่นตระหนกของอาจารย์อาวุโสฝ่ายอนุรักษ์นิยมดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยไอน้ำแห่งความตึงเครียด กลิ่นอายของมานาบริสุทธิ์ที่เข้มข้นจนผิวหนังรู้สึกซ่าชาถูกขับออกมาจากร่างของเหล่าจอมเวทย์ระดับปรมาจารย์ที่นั่งเรียงรายรอบโต๊ะหินอ่อนรูปวงกลม เซเรสยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังเงาของเสาหินอัคนี ดวงตาสีกรีนพาสเทลหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูง คำนวณความน่าจะเป็นของความขัดแย้งที่กำลังปะทุขึ้นตรงหน้า ความขัดแย้งของเหล่าอาจารย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเห็นไม่ตรงกันในหลักสูตร แต่มันคือรอยร้าวลึกที่แบ่งแยกสภาออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งยึดมั่นในกฎระเบียบและประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ อีกฝั่ง—นำโดยศาสตราจารย์คาร์ลตัน—กำลังกระหายใคร่รู้ในพลังที่อยู่นอกเหนือการควบคุม "กฎมีไว้เพื่อปกป้องความรู้ หรือมีไว้เพื่อขังพวกเราไว้ในกะลาแห่งความโง่เขลาคะท่านเอล리ออต?" คาร์ลตันเหยียดยิ้มเย็นชา ริมฝีปากบางเฉียบขยับตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "เด็กคนนั้น... เซเรส และเจ้าเด็กประหลาดที่เขาพามาด้วย สามารถมองทะลุโครงสร้างเวทย์ระดับเจ็ดได้ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาตื่นด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่ท่านพยายามปิดบัง แล้วอะไรล่ะคือคำอธิบาย?" ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุมห้องประชุม เมื่อชื่อของโซลถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เซเรสเม้มปากแน่น หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยจังหวะที่ไม่ปกติ ภาพเหตุการณ์จากเมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิด ความหนาเย็นที่แล่นพล่านไปตามสันหลังตอนที่โซลพึมพำถึงมหันตภัยที่กำลังจะทำลายล้างโรงเรียนแห่งนี้ยังคงชัดเจน สิ่งที่โซลกำลังจำได้ ไม่ใช่เรื่องราวอดีตธรรมดา แต่มันคือภาพของความหายนะ—ภาพที่โครงสร้างเวทย์ของสถาบันกำลังแตกสลายราวกับเศษแก้ว และเปลวเพลิงสีดำที่จะกลืนกินทุกชีวิตให้หายไปในพริบตา *โซลไม่ได้กำลังฝันไป... และเขาก็ไม่ได้โกหก* เซเรสคิดในใจ มือเรียวเผลอกำชายเสื้อคลุมของตนเองแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "ฉันไม่สนใจว่าเด็กนั่นจะมีความสามารถระดับอัจฉริยะมาจากไหน" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของผู้อำนวยการสถาบันผู้ไม่เคยปรากฏร่างชัดเจน ดังสะท้อนออกมาจากผลึกแก้วกลางห้อง "แต่ถ้าความทรงจำที่หายไปของเด็กคนนั้น คือกุญแจสำคัญที่จะปลดปล่อย 'สิ่งนั้น' ออกมาจริง การปล่อยให้พวกเขาเข้าใกล้เขตอาคมชั้นศูนย์ ก็เท่ากับการเปิดประตูต้อนรับหายนะเข้าสู่บ้านของตนเอง" "แล้วจะให้เรานั่งรอความตายเมื่อไหร่ล่ะคะ?" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกดังแทรกขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ศาสตราจารย์สาวผู้สอนวิชาดาราศาสตร์เวทย์ก้าวเท้าออกจากมุมมืด ดวงตาสสีนิลของเธอสะท้อนประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด เธอกวาดสายตามองเหล่าอาจารย์ผู้สูงวัยด้วยแววตาสสมเพชเวทนา "พวกท่านคิดว่าการปิดหู ปิดตา และปิดตาย ประวัติศาสตร์ที่เน่าเฟะนี้ จะช่วยปกป้องเด็กๆ ได้อย่างนั้นหรือ? รอยร้าวในอาคมไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ มันร้าวมาตั้งแต่รุ่นของพวกท่านแล้ว... และเด็กหนุ่มคนนั้น โซล คือคำตอบเดียวที่เรามี ไม่ว่าพวกท่านจะยอมรับมันหรือไม่ก็ตาม" การโต้เถียงเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เสียงทุบโต๊ะ เสียงตะคอก และเสียงร่ายเวทย์ขู่ขวัญเพื่อแสดงอำนาจเริ่มประสานกันจนกลเป็นความโกลาหล พลังมานาในห้องปั่นป่วนจนเกิดกระแสลมหมุนขนาดย่อมพัดพากระดาษเอกสารปลิวว่อน ในจังหวะที่ความสนใจของทุกคนพุ่งเป้าไปที่การทะเลาะกันของเหล่าเบื้องบน เซเรสอาศัยจังหวะชุลมุนนี้ถอยหลังเข้าสู่เงาสลัวของทางเดินหิน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ คืนนี้... เขาต้องรีบกลับไปหาโซล ก่อนที่อาการปวดหัวของอีกฝ่ายจะกำเริบ และก่อนที่ความทรงจำชิ้นต่อไปจะไหลทะลักออกมาจนทำลายสติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มผู้ไร้ชื่อเสียงคนนั้น แต่ทว่า... เมื่อเซเรสหมุนตัวเพื่อจะก้าวเดินออกไปจากระเบียงทางเดิน ปลายเท้าของเขากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่ง มันไม่ใช่ก้อนหิน ไม่ใช่เศษกระดาษเอกสาร... แต่มันคือรอยแตกสีดำสนิทที่กำลังลุกลามไปตามพื้นหินอ่อน ราวกับรอยร้าวของกระจกที่ถูกทุบด้วยค้อนยักษ์ ไอน้ำเย็นยะเยือกพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกนั้น พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นในหัวของเขา—ไม่ใช่เสียงของโซล แต่เป็นเสียงก้องกังวานที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและโบราณกาล *“พวกมันกำลังเปิดประตู... และเจ้า... คือกุญแจดอกสุดท้าย”* เซเรสเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยเวทย์อัมพาต เมื่อเงาสสีดำสนิทใต้ฝ่าเท้าของเขาเริ่มขยายตัวออกเป็นวงกว้าง กลืนกินแสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังจนมืดสนิท และในวินาทีที่เขากำลังจะอ้าปากส่งเสียงเตือนใครสักคน ประตูห้องประชุมเบื้องหลังก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยแรงระเบิดมหาศาล ร่างของโซลยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู ผมสีเงินยวงยุ่งเหยิง ดวงตาสีฟ้าใสไร้แววตาคู่นั้นว่างเปล่าสนิท แต่รอบตัวของเขากลับถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีครามทมิฬที่แผดเผาทุกสิ่งที่สัมผัสให้กลายเป็นจุล โซลหันมามองเซเรส รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความรู้สึกใดๆ นอกเหนือจากการตื่นขึ้นของบางสิ่ง—บางสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว "เซเรส..." เสียงกระซิบแหบพร่าของโซลลอยมาตามกระแสลมมรณะ "พวกเขาไม่ได้กำลังเถียงกันเรื่องเราหรอก... แต่พวกเขากำลังแย่งกันเป็นคนแรกที่จะถูกฆ่าต่างหาก" ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%