นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 11

บันทึกที่หายไป

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
กลิ่นกระดาษโบราณผสมผงหมึกเวทมนตร์คละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ชั้นหนังสือใต้ดินหอสมุดกลางของสถาบันอาร์เคน่าไม่เคยต้อนรับผู้ใดในยามวิกาล—นอกจากคนโง่ที่คิดว่ากฎระเบียบคือสิ่งท้าทาย หรือไม่ก็คนที่กำลังจนตรอกจนต้องขุดคุ้ยซากศพของประวัติศาสตร์ขึ้นมาหายใจอีกครั้ง "พวกเขาไม่ได้กำลังเถียงกันเรื่องเราหรอก... แต่พวกเขากำลังแย่งกันเป็นคนแรกที่จะถูกฆ่าต่างหาก" เสียงกระซิบแหบพร่าของโซลจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ราวกับลมหายใจเย็นเฉียบที่เป่ารดต้นคอ เซเรสไม่แม้แต่จะหันไปมองเด็กหนุ่มผู้ยืนพิงชั้นหนังสือโบราณ ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองตัวอักษรเวทมนตร์ภาษาลาตินโบราณที่สลักอยู่บนแผ่นศิลาในมือ นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อย—ความรู้สึกที่นักวิชาการสายตรรกะอย่างเขาเกลียดชังที่สุดคือความไร้เหตุผล แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับหักล้างทฤษฎีเวทย์ทุกบทที่เขาเคยร่ำเรียนมาตลอดสิบปี "นายแน่ใจนะว่าแผ่นศิลานี้ถูกเก็บไว้ในเขตหวงห้ามระดับเจ็ด?" เซเรสเอ่ยถาม เสียงของเขาเรียบสนิทจนเกือบ1เย็นชา แต่โซลรู้ดีว่ามันซ่อนความตึงเครียดไว้เบื้องลึก "เขตเจ็ด หรือเขตโลกันตร์ ฉันจะไปรู้เหรอ..." โซลหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและว่างเปล่า ดวงตาสสีเทาควันบุหรี่มองตรงมาที่เซเรส "นายก็น่าจะรู้ว่าความทรงจำของฉันมันเป็นหลุมดำ... แต่แปลกจังนะ เซเรส พอนายแตะแผ่นศิลานั่น ร่างกายฉันมันร้อนผ่าวขึ้นมา ราวกับว่าเลือดในตัวฉันมันจดจำชื่อตระกูลของนายได้" เซเรสเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ต่อคำโต้เถียง สายตาของเขาจับจ้องไปยังตระกูลเวทมนตร์เก่าแก่ที่ถูกบันทึกไว้ในศิลาโบราณ 'วาลคีเรีย'—นามสกุลที่บรรพบุรุษของเขาภาคภูมิใจนักหนาในฐานะผู้ก่อตั้งภาควิชาตรรกะเวทมนตร์ ผู้ชำระล้างความงมงายให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์แห่งมายาลักษณ์ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ กลับไม่ใช่สูตรคำนวณเวทมนตร์บริสุทธิ์ หากแต่เป็นรายชื่อของนักเวทย์ตระกูลวาลคีเรียเจ็ดรุ่นก่อนหน้าที่ "สูญหายอย่างลึกลับ" และใต้รายชื่อเหล่านั้น มีรอยสลักด้วยลายมือที่คุ้นตาอย่างประหลาด—รอยสลักเวทย์ที่ใช้พลังงานรูปแบบเดียวกับที่โซลปลดปล่อยออกมาในลานประลองเมื่อวันก่อน *พลังทำลายล้างที่ไร้รูปแบบ... พลังที่ถูกผนึกไว้ในร่างของโซล* "มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ" เซเรสพึมพำกับตัวเอง สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลข้อมูลนับร้อยหน้าในเสี้ยววินาที "ตระกูลของฉันไม่ได้ศึกษาเรื่องตรรกะเวทมนตร์เพื่อควบคุมมานากลางอากาศ... แต่พวกเขาพยายามสร้าง 'ภาชนะ' ที่สมบูรณ์แบบเพื่อกักเก็บตัวตนบางอย่าง และตัวตนนั้น..." เซเรสเงยหน้าขึ้นสบตากับโซล หัวใจกระตุกวูบ "...คือตัวนาย โซล" เด็กหนุ่มชะงัก รอยยิ้มเยาะหยันบนมุมปากเลือนหายไปแทนที่ด้วยความว่างเปล่า โซลยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายเซถลาไปพิงชั้นหนังสือจนตำราโบราณร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ความเจ็บปวดบางอย่างฉายชัดผ่านแว่นตาที่เอียงกระفерร ความทรงจำที่ขาดวิ่นพยายามปะติดปะต่อ แต่ทุกครั้งที่มันเข้าใกล้ความจริง อาการปวดหัวราวกับสมองจะฉีกขาดก็เล่นงานจนเขาต้องทรุดตัวลงคุกเข่า "อึก... ปวด... หัวฉัน..." โซลกัดฟันแน่น มือข้างหนึ่งคว้าชายเสื้อของเซเรสไว้แน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวในความมืดมิด เซเรสทิ้งแผ่นศิลาในมือลงพื้นเสียงดังลั่น เขาไม่ลังเลที่จะก้าวเข้าไปประคองร่างที่กำลังสั่นเทาของคู่หู แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้ว โซลจะเป็นอันตรายระดับภัยพิบัติที่สถาบันควร ‎กำจัดทิ้งเสีย แต่ในความเป็นจริง... อุณหภูมิร่างกายที่เย็นจัดของโซลกำลังสะท้อนความเปราะบางบางอย่างที่เซเรสปฏิเสธไม่ได้ว่าคุ้นเคย "ตั้งสติไว้ โซล!" เซเรสกดเสียงต่ำ ขบกรามแน่นจนสันนูน "นายไม่ใช่แค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า นายคือผลลัพธ์ของพันธะสัญญาที่ตระกูลวาลคีเรียทำไว้เมื่อร้อยปีก่อน บอกฉันมาว่านายเห็นอะไรในหัว!" โซลหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาที่เคยไร้ประกายกลับเบิกกว้างขึ้น ภาพนิมิตสีเลือดไหลทะลักเข้าสู่ห้วงสำนึก—ห้องใต้ดินแห่งนี้ แท่นบูชาโบราณ และเงาร่างของชายผู้สวมชุดนักวิชาการแบบเดียวกับเซเรสกำลังใช้มีดอาคมกรีดลงบนอกของเด็กชายคนหนึ่ง... เด็กชายที่มีรอยสักรูปโซ่ตรวนเวทมนตร์บนข้อมือ "หอคอย..." โซลเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก เลือดกำเดาไหลซึมออกจากจมูกหยดลงบนพื้นหิน "หอคอยร้างหลังสถาบัน... ที่นั่น... คำตอบอยู่ที่นั่น... และ... และพวกมันกำลังมา..." ยังไม่ทันที่เซเรสจะได้วิเคราะห์คำเตือนนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังสะท้อนก้องมาจากบันไดหอสมุด แสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องเข้ามาตามทางเดิน พร้อมกับเงาร่างของเหล่าอาจารย์อาวุโสและหน่วยสืบสวนพิเศษแห่งสภาสถาบันที่ก้าวเข้ามาล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกด้าน "พบตัวแล้ว..." เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของผู้อำนวยการสถาบันดังขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลจากมานาเรดับสูงที่กดทับจนเซเรสแทบหายใจไม่ออก "นึกไม่ถึงเลยนะ เซเรส วาลคีเรีย... เธอจะกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง ลักลอบเข้ามาขุดคุ้ยความลับในเขตต้องห้ามเพื่อช่วยเหลือ 'อาวุธต้องสาเกต' ชิ้นนี้" เซเรสค่อยๆ พยุงโซลให้ลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะสั่นเทาจากแรงกดดัน แต่แว่นตากลมโตภายใต้กรอบสายตาคู่นั้นกลับฉายแววเยือกเย็นและท้าทายอย่างถึงที่สุด เขาดึงโซลมาไว้ด้านหลัง พร้อมกับสะบัดมือขวาเบาๆ เพื่อเรียกวงแหวนเวทย์สีฟ้าครามขึ้นมารองรับสถานการณ์ "ความลับเหรอครับท่านผู้อำนวยการ..." เซเรสเอ่ยแก้คำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว "ผมแค่กำลังพิสูจน์สมมติฐานทางตรรกะ... ว่าทำไมสถาบันถึงต้องปกปิดการหายตัวไปของบรรพบุรุษผม ด้วยการสร้างเรื่องโกหกตลอดยาวนานนับศตวรรษต่างหากล่ะครับ" ผู้อำนวยการหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่าง "จับตัวพวกเขาไว้! ใครขัดขืน... ฆ่าได้ทันที!" สิ้นคำสั่ง กองกำลังเวทมนตร์นับสิบก็ระดมพุ่งเข้ามาพร้อมกัน ทว่าในวินาทีที่ความตายกำลังจะมาถึง โซลที่ยืนอยู่ด้านหลังเซเรสก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสสีเทาควันบุหรี่แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้ก้นบึ้ง รอยสักรูปโซ่ตรวนบนข้อมือเปล่งแสงสีแดงฉานตัดกับความมืดมิด อุณหภูมิรอบตัวดิ่งฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา "ถอยไป..." โซลกระซิบเบาๆ แต่เสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องในหัวของทุกคนราวกับเสียงคำรามของปีศาจ "บอกแล้วไง... ว่าพวกมันไม่ได้มาเพื่อจับเรา..." โซลเหวี่ยงแขนออกไปเบื้องหน้าเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังงานสีดำมืดมิดก็ระเบิดออกกวาดล้างทุกสิ่งในรัศมีร้อยเมตรจนพังทลายเป็นจุล! และท่ามกลางกลุ่มควันและซากปรักหักพังที่กำลังถล่มลงมา เงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้หัวใจของเซเรสหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม—เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในเวลานี้... หน้าตาเหมือนกับเซเรสทุกประการ... ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าและไร้ซึ่งวิญญาณ!
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%