“ตรรกะข้อไหนในตำราเวทมนตร์เล่า... ที่บอกว่าคนเราสามารถมีตัวตนอยู่สองร่างในเวลาเดียวกันได้”
น้ำเสียงของเซเรสแห้งผาก รสชาติฝาดเฝื่อนแล่นพล่านขึ้นมาถึงลำคอ ในวินาทีที่กลุ่มควันสีเทาทึบม้วนตัวเปิดทางให้เงาร่างนั้นก้าวออกมา ความหนาแน่นของมานาในบรรยากาศรอบตัวก็ลดฮวบลงจนเกิดเสียงหวีดหิวเหมือนแก้วกำลังจะแตกสลาย รอยแยกมิติเบื้องบนยังคงพ่นประจุไฟฟ้าสีม่วงเข้มออกมาไม่ขาดสาย ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาทุกคู่กลับไม่ใช่ความอลหม่านของโครงสร้างโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ หากแต่เป็นเด็กหนุ่มผู้สวมชุดนักเรียนเครื่องแบบเดียวกัน ทว่าไร้ซึ่งป้ายชื่อประจำตัว—ใบหน้า ดวงตา เส้นผม และแม้กระทั่งมุมองศาของการยืน ทุกอย่างถอดแบบมาจากเซเรสราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
ต่างกันเพียงอย่างเดียว... ดวงตาสูญสิ้นประกายแห่งชีวิต ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ถูกควักเอาดวงวิญญาณออกไป
“ระวัง!”
เสียงตะโกนพร้อมกับแรงกระชากจากด้านหลังทำให้เซเรสหลุดออกจากภวังค์ โซลพุ่งตัวเข้ามาคว้าไหล่ของเขาไว้ พร้อมกับซัดฝ่ามือปล่อยคลื่นพลังเวทย์สีครามออกไปปะทะกับบาเรียใสที่จู่ๆ ก็กางกั้นระหว่างพวกเขากับเงาร่างนั้น แรงระเบิดจากการปะทะทำให้หินอ่อนของระเบียงทางเดินแตกละเอียดเป็นผุยผง เศษปูนและฝุ่นควันฟุ้งกระจายจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า
เซเรสสูดหายใจเข้าลึกๆ สมองส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลตรรกะและทฤษฎีเวทมนตร์ทำงานอย่างบ้าคลั่ง เขารู้ดีว่าสิ่งกีดขวางทางเวทมนตร์ของสถาบันอาร์케ีย (Arcadia) ถูกออกแบบมาให้ป้องกันการบุกรุกจากภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ วงแหวนเวทย์พิทักษ์อาณาเขตชั้นนอกและชั้นในซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้น การจะเจาะทะลวงเข้ามาได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นแม้แต่แอะเดียว... มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างเท่านั้น
หนึ่งคือรหัสผ่านหลักถูกขโมยไปจากห้องทำงานของผู้อำนวยการ
และสอง... ผู้บุกรุกใช้ตัวตนของคนในโรงเรียนเพื่อหลอกลวงระบบตรรกะของบาเรีย
“มันไม่ใช่ภาพมายา โซล” เซเรสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นไหว ขณะที่สายตาคมกริบกวาดมองร่างเงาที่ยังคงยืนนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน “โครงสร้างมานาของมันสอดคล้องกับซิกเนเจอร์เวทมนตร์ของฉันทุกประการ บาเรียถึงยอมให้มันผ่านเข้ามา... มันคือตัวตนคู่ขนานที่ถูกสร้างขึ้นจากความทรงจำและเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่สูญหาย”
โซลไม่ตอบคำถามนั้นทันที เด็กหนุ่มผมสีเงินยวงปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ดวงตาสสีอำพันคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างเงาที่เริ่มขยับตัว ก้าวเดินเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง เสียงฝเท้ากระทบพื้นหินดัง *ก๊อก... ก๊อก...* ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความหายนะ
“ต่อให้มันจะมีหน้าตาเหมือนนายขนาดไหน แต่ถ้ามันขวางทางเรา... ฉันก็แค่ต้องทำลายมันให้หายไปก็พอ” โซลพูดเสียงเรียบ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับแผ่ไอสังหารรุนแรงจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยวเป็นคลื่นความร้อน โซลยกมือขึ้น วงแหวนเวทย์สีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ พลังเวทย์ทำลายล้างที่ไร้รูปแบบเริ่มก่อตัวในอุ้งมือของเขา
นี่คือความน่ากลัวของโซล—เด็กหนุ่มผู้ไม่มีอดีตและไม่มีความทรงจำ แต่กลับครอบครองพลังที่สามารถลบทุกสิ่งให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ได้ หากเขาปลดปล่อยพลังนี้ออกมาเต็มที่ ไม่เพียงแต่เงาร่างนั้นจะถูกทำลาย แต่โครงสร้างของหอคอยฝั่งตะวันตกทั้งหมดอาจพังทลายลงมาทับถมพวกเขาก็เป็นได้
“อย่าเพิ่งใช้กำลังเด็ดขาด โซล!” เซเรสเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของเพื่อนร่วมทางไว้แน่น บังคับให้อีกฝ่ายลดระดับมือลง “นายก็สัมผัสได้ไม่ใช่เหรอ? มานาของมันไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าเรา... มันกำลังพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่าง”
“สื่อสาร?” โซลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันมามองหน้าเซเรสด้วยแววตาเคลือบแคลง “นายเรียการยืนจ้องหน้าด้วยแววตาเหมือนซอมบี้แบบนั้นว่าการสื่อสารงั้นเหรอ เซเรส สมองอัจฉริยะของนายเริ่มเพี้ยนไปเพราะแรงดันอากาศหรือไง”
“ลองดูที่มือซ้ายของมันสิ” เซเรสผ่อนลมหายใจออกยาวเพื่อดึงสติกลับมา สายตาส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายมองไปยังจุดที่เงาร่างนั้นกำลังยกขึ้น
นิ้วมือเรียวยาวของร่างเงาดังกล่าวไม่ได้กำหมัดเตรียมต่อสู้ หากแต่กำลังวาดอักษรโบราณลงบนอากาศทีละตัวอย่างเชื่องช้า เป็นตัวอักษรเวทมนตร์ตระกูลเก่าแก่ที่สูญหายไปจากสารบบตำราของสถาบันมานานกว่าสามร้อยปี—ภาษาเวทย์ที่ใช้บันทึก “บันทึกแห่งจุดเริ่มต้น” ต้นฉบับจริงที่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องใต้ดินลับสุดยอดของหอสมุดกลาง
เซเรสเบิกตากว้างขึ้นทีละน้อย เมื่อตัวอักษรเหล่านั้นประกอบเข้าหากันจนกลายเป็นประโยคสมบูรณ์
*‘ประตูบานที่สามถูกเปิดออกแล้ว ความจริงที่นายตามหา... กำลังรอให้ออกไปเก็บกวาด’*
ทันทีที่ประโยคนี้สลักลงบนอากาศจนสมบูรณ์ เงาร่างนั้นก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับเปล่งประกายแสงสีแดงวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นกลุ่มผงธุลีสีดำ แล้วถูกกระแสลมพายุที่โหมกระหน่ำจากภายนอกพัดหายลับไปในความมืดมิดของราตรี
ความเงียบงันกลับคืนสู่ระเบียงทางเดินอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมพายุที่ยังคงคำรามก้องอยู่เบื้องนอกและความเสียหายรอบกายที่ฟ้องถึงความรุนแรงของการปะทะเมื่อครู่
โซลถอนหายใจยาว ลดมือลงอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ประตูบานที่สาม... หมายถึงห้องใต้ดินวิจัยลับของอาจารย์ใหญ่ใช่ไหม? นายเคยบอกว่ามีแต่คนที่มีสิทธิ์ระดับสูงเท่านั้นที่เข้าไปได้”
เซเรสไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาก้มลงเก็บเศษผงสีดำที่หลงเหลืออยู่บนพื้นขึ้นมาปลายนิ้วสัมผัส ความเย็นเยียบของมานาแปลกปลอมยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ ปมปัญหาที่เขาพยายามสืบเสาะมาตลอดหลายปีเกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของครอบครัวดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวอุบัติเหตุทางเวทมนตร์ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่มันเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจภายในของโรงเรียนแห่งนี้อย่างลึกซึ้ง
และก่อนที่เซเรสจะได้ทันวิเคราะห์สมมติฐานข้อต่อไป เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุดของสถาบัน—เสียงระฆังทองคำที่ไม่ได้ดังขึ้นมาเลยตลอดรอบร้อยปี—ก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุกตึกเรียน พร้อมกับข้อความสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าพวกเขาผ่านระบบเครือข่ายมานาของโรงเรียน
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการบุกรุกจากสิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติ (Disaster Class) บริเวณลานน้ำ fountain กลางสถาบัน]
[สถานะระบบป้องกันภัย: ล่มสลาย 100%]
[ผู้บุกรุกยืนยันตัวตน: ผู้อำนวยการสูงสุดแห่งอาร์เคีย... ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน]
เซเรสชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกะทันหันเมื่ออ่านชื่อที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอมานาเบื้องหน้า—ชื่อของบุคคลที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานหลวง แต่กลับกำลังเดินกลับเข้ามาในรั้วสถาบันในฐานะผู้ทำลายล้าง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาก은ลึกนี้ไปด้วยกันนะคะ
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 12
ค่ำคืนที่พายุคลั่ง
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!