นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 13

ทางเลือกแรก

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
"ถ้าเธอเลือกก้าวออกไปทางประตูบานนั้น... สิทธิ์ในการครอบครองบัตรผ่านสภาเวทมนตร์ระดับท็อปเท็น รวมถึงอนาคตในฐานะนักวิจัยหลวงของตระกูลเซเรส จะถูกลบเลือนจนไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี" เสียงของศาสตราจารย์มาร์คัสก้องกังวานอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยแรงกดดันจากอาคมป้องกันหนาแน่น เอกสารรับรองอนาคตทางการศึกษาที่เซเรสเพียรพยายามไขว่คว้ามาตลอดสามปีวางอยู่บนโต๊ะไม้สีมะฮอกกานี มันคือตั๋วใบเดียวที่จะนำพาเธอกลับไปสู่เกียรติยศของตระกูล และไขปริศนาการหายตัวไปของบิดามารดา ทว่า สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีเทาคู่สวยของเซเรสเวลานี้ กลับไม่ใช่ความโลภหรือความอาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่กำลังจะสูญเสีย ภาพบนจอมานาเบื้องหน้ายังคงฉายชัดถึงร่างของบุคคลที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานหลวง แต่กลับกำลังเดินกลับเข้ามาในรั้วสถาบันด้วยไอเวทสีดำสนิท—ผู้ทำลายล้างที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม... โซล เซเรสสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองในห้องทำงานนี้ให้ความรู้สึกอึดอัดเสียยิ่งกว่าการยืนอยู่กลางพายุเวทมนตร์ เธอทราบดีว่าอนาคตที่ตระกูลขีดเส้นไว้ให้คือนทางเดินที่ปลอดภัยที่สุด มีเกียรติที่สุด และเป็นเหตุผลเดียวที่เธอก้าวเข้ามาในสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ตั้งแต่แรก "ดิฉันทราบดีค่ะ... ศาสตราจารย์" เซเรสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยที่ปลายประโยค นิ้วมือเรียวบางประสานเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในจิตใจ "ถ้ารู้... แล้วเหตุใดมือของเธอถึงยังเอื้อมไปทางนั้น?" มาร์คัสหรี่ตามองลูกศิษย์คนโปรด ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาดและยึดมั่นในตรรกะเหนืออารมณ์ เขาย่อมรู้ดีว่าเด็กสาวคนนี้ไม่เคยทำอะไรโดยปราศจากการคำนวณความคุ้มค่า เซเรสไม่ได้ตอบคำถามทันที เธอย้อนนึกถึงช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา—ช่วงเวลาที่เธอต้องแบกรับทฤษฎีเวทมนตร์อันซับซ้อน โครงสร้างมานาที่บิดเบี้ยว และสายตากดดันจากคนรอบข้าง ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์และความสมบูรณ์แบบ เธอกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์มีชีวิตที่ท่องจำตำราเวทนับพันหน้า แต่มีเพียงคนเดียว... เด็กหนุ่มผู้สูญเสียความทรงจำและควบคุมพลังทำลายล้างไม่ได้คนนั้น ที่เคยเอ่ยปากถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายในวันที่เธอเกือบจะล้มพับลงกับพื้นห้องทดลองว่า *'เธอเหนื่อยไหม... เซเรส'* ไม่มีตรรกะ ไม่มีเหตุผลรองรับ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีเพียงความจริงใจอันไร้เดียงสาของโซลที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาของเธอกลับมาเต้นระส่ำอีกครั้ง เซเรสเงยหน้าขึ้น สบตากับศาสตราจารย์มาร์คัสด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การคำนวณทางตรรกะในหัวของเธอแปรเปลี่ยนไปแล้ว อนาคตที่ไร้ซึ่งโซล... ต่อให้เธอจะได้ครอบครองบัตรผ่านสภาเวทมนตร์ หรือก้าวขึ้นเป็นนักวิจัยระดับสูง มันก็เป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งลมหายใจ "เพราะอนาคตที่ไม่มีเข... ไม่มีค่าพอให้ดิฉันไขว่คว้าหรอกค่ะ" สิ้นคำพูดนั้น เซเรสก็สะบัดมือเบาๆ ยกเลิกสิทธิ์การยืนยันตัวตนในเอกสารสิทธิ์ระดับท็อปเท็นทันที แสงสีทองเรืองรองที่เคยเชื่อมโยงเธอกับฐานข้อมูลสภาเวทมนตร์แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวก่อนจะเลือนหายไปในอากาศ ศาสตราจารย์มาร์คัสเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาไม่คาดคิดเลยว่าอัจฉริยะสาวผู้ยึดมั่นในอนาคตของวงศ์ตระกูลเหนือสิ่งอื่นใด จะยอมทิ้งทุกอย่าง—หยาดเหงื่อ ความสำเร็จ และเกียรติยศที่สร้างมาทั้งชีวิต—เพียงเพื่อเด็กหนุ่มผู้เป็นภัยคุกคามระดับหายนะ "เธอเสียสติไปแล้วหรือเซเรส! เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่!" มาร์คัสตบโต๊ะลุกขึ้นยืน เสียงของเขาตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด "ดิฉันมีสติตียิ่งกว่าครั้งไหนๆ ค่ะ" เซเรสโค้งตัวทำความเคารพผู้เป็นอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่เธอเข้ามาเหยียบสถาบันแห่งนี้ "ขอตัวก่อนนะคะ" ร่างเพรียวบางหันหลังเดินดุ่มๆ ออกจากห้องทำงาน ทิ้งเบื้องหลังไว้เพียงความเงียบงันและความตกตะลึงของอาจารย์อาวุโส ประตูบานใหญ่ปิดลงพร้อมกับเสียงก้องกังวานที่ยืนยันว่า เส้นทางชีวิตของเธอได้เปลี่ยนทิศทางไปตลอดกาลแล้ว ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาสู่ระเบียงทางเดินด้านนอก ลมยามค่ำคืนพัดพาไอเย็นยะเยือกเข้ามาปะทะผิวกาย ท้องฟ้ายามราตรีเหนือสถาบันเวทมนตร์ถูกย้อมด้วยแสงสีม่วงประหลาดจากกลุ่มควันปริศนาที่ลอยมาจากลานประลองกลาง อาคารเรียนหลายหลังเริ่มเปิดระบบป้องกันอัตโนมัติ เสียงสัญญาณเตือนภัยดังระรัวก้องไปทั่วอาณาบริเวณ เซเรสไม่ลังเลแม้แต่น้อย เธอกระชับเสื้อคลุมนักวิชาการสีเข้ม รวบรวมมานาไว้ที่ปลายเท้าแล้วพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้าด้วยความเร็วสูงสุด เป้าหมายของเธอมีเพียงหนึ่งเดียว... ลานประลองทิศเหนือ ที่ซึ่งร่างของโซลกำลังยืนเผชิญหน้ากับกองกำลังพิเศษของสภาเวทมนตร์ ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางลานประลองที่ถูกทำลายจนราบคาบ ร่างสูงโปรดของโซลยืนนิ่งสนิท ท่ามกลางซากปรักหักพัง ดึงดูดสายตาทุกคู่ด้วยกลุ่มไอเวทสีดำทมิฬที่แผ่พุ่งออกมาจากแผ่นหลังราวกับปีกของมัจจุราช ดวงตาสีฟ้าครามที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับมีประกายแสงสีแดงวาวโรจน์ฉายชัดขึ้นมาอย่างช้าๆ ราวกับตัวตนอีกคนหนึ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โซลเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มควันบนท้องฟ้า มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและทรงพลังจนทหารยามรอบด้านต่างพากันผอยหลังกรูด้วยความหวาดกลัว *“ในที่สุด... ก็จำทางกลับมาได้เสียทีนะ”* เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากของโซล โดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเสียงนั้นไม่ได้มาจากตัวเขาเอง ในเสี้ยววินาทีที่เซเรสวิ่งมาถึงขอบลานประลองและกำลังจะตะโกนเรียกชื่อเขา โซลก็หันขวับกลับมามอง พร้อมกับที่ม่านพลังเวทสีดำสนิทระเบิดออกรอบตัวเขากลายเป็นโดมทมิฬขนาดมหึมาที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งเข้าไปในความมืดมิด—และก่อนที่สติของเซเรสจะถูกความมืดนั้นพัดพาไป เสียงแจ้งเตือนจากระบบมานาภายในจิตใจของเธอก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยระดับความรุนแรงที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ [ ตรวจพบการตื่น 100% ของคอร์พลังงานระดับ SSS: "ทูตสวรรค์แห่งความลืมเลือน" ] [ คำเตือน: เป้าหมายสูญเสียการควบคุมอย่างสมบูรณ์ และจดจำตัวตนของท่านไม่ได้อีกต่อไป ] ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้เซเรสและโซลมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%