เสียงกุญแจเวทย์ที่กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งหลังบานประตูไม้เนื้อหนา ไม่ได้ทำให้เซเรสสะดุ้งตกใจแม้แต่น้อย มือเรียวบางที่กำลังถือปากกาขนนกจดบันทึกสูตรโครงสร้างเวทย์บทที่สี่สิบห้ายังคงจรดลงบนกระดาษอย่างมั่นคง เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายเวทย์ธาตุแสงบริสุทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกชัดเจนว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูไม่ใช่ใครอื่น—แต่อาจารย์ใหญ่เออร์วิน
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ห้องสมุดเขตหวงห้ามยังคงมีนักเรียนขยันขันแข็งอยู่สินะ เซเรส"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มักจะซ่อนความหมายอันลึกล้ำเอาไว้เสมอ อาจารย์ใหญ่กวาดสายตามองกองตำราโบราณที่เปิดกางเกงเกะกะบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างโปร่งแสงสีครามจางๆ ซึ่งลอยตัวอยู่เหนือไหล่ของเด็กหนุ่ม โซลเอียงคอมองผู้มาใหม่ด้วยดวงตาสีเทานิ่งสนิทไร้แววตื่นกลัว ราวกับสิ่งมีชีวิตระดับตำนานตนนี้เป็นเพียงลมผ่าน
"ผมแค่กำลังทบทวนทฤษฎีวงแหวนเวทย์ซ้อนทับตามที่ท่านเคยบรรยายไว้เมื่อเทอมก่อนค่ะ อาจารย์ใหญ่" เซเรสเงยหน้าขึ้นตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้พิรุธ ดวงตาสีอัมพันสบกับดวงตาคมกริบของผู้อำนวยการสถาบันอย่างไร้ความหวาดหวั่น
"อย่างนั้นหรอกหรือ..." อาจารย์ใหญ่เออร์วินเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นอายเวทย์รอบตัวเขากดดันจนอากาศรอบข้างหนาแน่นขึ้นเล็กน้อย สายตาคมกราบกรานสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดอยู่ที่รอยไหม้จางๆ บนพื้นหินเวทย์มนต์ ซึ่งเป็นร่องรอยหลงเหลือจากการปลดปล่อยพลังดิบของโซลเมื่อช่วงบ่าย "ดูเหมือนว่าห้องนี้จะมี... แขกที่ไม่ได้รับเชิญแวะเวียนมาบ่อยเสียเหลือเกินนะ ช่วงนี้"
เซเรสป้องปัดความกดดันด้วยการขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเชิงวิชาการเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น "ถ้าท่านหมายถึงความผิดปกติของสนามพลังมานาในเขตตึกอำนวยการ ผมคำนวณไว้แล้วว่าเป็นผลจากการเสื่อมสภาพของศิลาอาคมระดับสามครับ ซึ่งถ้าเราไม่รีบซ่อมแซม โครงสร้างเวทย์ทั้งปีกตึกอาจจะ—"
"ฉันไม่ได้หมายถึงศิลาอาคมหรอก เซเรส" อาจารย์ใหญ่เออร์วินตัดบทด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ฉันหมายถึงตัวเธอ... และบางสิ่งที่กำลังจับจ้องเธออยู่จากความมืด"
บรรยากาศภายในห้องสมุดดิ่งลงสู่ความเงียบงันชั่วขณะ โซลที่ลอยอยู่ด้านหลังขยับตัวเข้าใกล้เซเรสมากขึ้นโดยสัญชาตญาณ ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มผมเงินจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามขอบโต๊ะ แต่วินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝีเท้าฝีเท้าอีกคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินมืดสนิทด้านนอก—ฝีเท้าที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
แกร็ก!
ประตูปีกไม้ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างเพรียวระหงในชุดเครื่องแบบประธานนักเรียนระดับสูงสุดปรากฏขึ้นภายใต้แสงคบเพลิงสลัว เรือนผมสีบลอนด์ยาวสลวยสะท้อนประกายวับวับกับแสงจันทร์ยามค่ำคืน ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือแววตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
"อาจารย์ใหญ่คะ... และเซเรสด้วย"
ลิเดีย ประธานนักเรียนปีสุดท้ายผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบและยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด กวาดสายตามองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอสะดุดเข้ากับร่องรอยความเสียหายบนพื้น และความว่างเปล่าที่ผิดธรรมชาติรอบตัวของเซเรส แม้โซลจะใช้เวทย์พรางตาซ่อนรูปร่างจากคนทั่วไปแล้ว แต่สัญชาตญาณเวทย์ระดับสูงของลิเดียก็ยังคงสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันตรายที่หลงเหลืออยู่
เซเรสขมวดคิ้วเล็กน้อย—นี่คือสถานการณ์ที่อันตรายที่สุด การรับมือกับอาจารย์ใหญ่ว่ายากแล้ว การเผชิญหน้ากับลิเดียผู้มีฉายาว่า 'เนตรสัจธรรม' ยิ่งยากกว่าเป็นร้อยเท่า
"ดึกดื่นแบบนี้ ประธานนักเรียนมาทำอะไรที่เขตหวงห้ามล่ะครับ" เซเรสเอ่ยถามก่อน เพื่อชิงจังหวะควบคุมบทสนทนา
ลิเดียก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังสะท้อนก้องกังวาน เธอมองหน้าเซเรสด้วยสายตาที่วิเคราะห์เจาะลึก ราวกับกำลังพยายามมองทะลุผ่านหน้ากากความเย็นชาของเขา "ฉันควรเป็นคนถามเธอมากกว่านะ เซเรส นักเรียนทุนผู้รักสันโดษ... ทำไมถึงมักจะอยู่ในจุดเกิดเหตุที่มีความผิดปกติของมานาเสมอ? และที่สำคัญที่สุด..."
ลิเดียหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะ ระยะห่างระหว่างเธอกับเซเรสห่างกันเพียงไม่กี่คืบ สายตาคมกริบกวาดมองไปที่อากาศว่างเปล่าเหนือไหล่ของเขา ซึ่งไอความเย็นจากโซลยังคงหลงเหลืออยู่
"...เธอคุยอยู่กับใคร? เซเรส"
คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางห้องราวกับค้อนเหล็ก เซเรสรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากทั้งสายตาของประธานนักเรียนที่จ้องจับผิด และสายตาคมกลาของอาจารย์ใหญ่ที่ยืนกอดอกรอดูท่าทีอยู่เงียบๆ ด้านหลัง ขณะเดียวกัน โซลที่อยู่เบื้องหลังก็เริ่มส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ—เสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน แต่เซเรสรู้ดีว่าเป็นสัญญาณเตือนว่ามานาทำลายล้างกำลังจะทะลักออกจากการควบคุมอีกครั้ง!
มือเรียวใต้โต๊ะกำหมัดแน่น เหงื่อกาฬเริ่มซึมตามไรผม การรักษาความลับของโซลและการปกป้องตัวเองจากสายตาที่จับจ้องกำลังเดินมาถึงขีดจำกัด ทว่าในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นั้นเอง...
แผ่นกระดาษบันทึกเวทย์บนโต๊ะของเซเรสก็เกิดปฏิกิริยาแปลกประหลาด อักษรโบราณที่เขาเพิ่งเขียนลงไปจู่ๆ ก็เปล่งแสงสีแดงฉานขึ้นมาเองอย่างไร้สาเหตุ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าจากความว่างเปล่าข้างหู ที่ดังขึ้นในหัวของเซเรสเพียงคนเดียว—
*(ระวัง... หล่อนไม่ได้มาคนเดียว... และไอ้แก่คนนั้นกำลังรอดูว่าเราจะคายความลับอะไรออกมาก่อน)*
ขอบอกเล่าความในใจจากนักเขียน: ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับเซเรสและโซลในทุกๆ บทตอนนะคะ!
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 4
สายตาที่จับจ้อง
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!