"ถ้าอาจารย์คิดจะใช้กฎระเบียบมาปิดปากฉัน เกรงว่าคงต้องหาข้ออ้างที่ดูน่าเชื่อถือกว่านี้สักหน่อยนะคะ"
เสียงของเซเรสราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง ท่ามกลางความมืดมิดของหอสมุดโบราณชั้นใต้ดิน กลิ่นอายของกระดาษเก่าและน้ำหมึกเวทมนตร์คละคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก กลับไม่ใช่ความอับชื้นของสถานที่ หากแต่เป็นรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของบุคคลตรงหน้า
เซเรสสะท้านเฮือก เธอเงยหน้าขึ้นมอง และต้องพบกับรอยยิ้มของบุคคลที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น ณ ที่แห่งนี้—
ศาสตราจารย์มาร์คัส อาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์และทฤษฎีอักขระโบราณ ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัด อ่อนโยน และเป็นที่รักของเหล่านักเรียนปีหนึ่ง แว่นตากลมโตของเขาเลื่อนต่ำลงเล็กน้อยเผยให้เห็นแววตาที่ไม่ได้มีความอบอุ่นเหมือนเช่นเคย ดวงตาสีเทาคู่เดิมยามนี้กลับพราวระยับด้วยประกายความเย็นชาที่ชวนให้สันหลังวาบ
"ฉลาดมาก... สมกับที่เป็นนักเรียนทุนอันดับหนึ่งผู้ครองสถิติคะแนนตรรกะเวทมนตร์สูงสุดในรอบศตวรรษค่ะ เซเรส"
เสียงนุ่มทุ้มที่เคยเอ่ยชมเธอในห้องเรียน บัดนี้กลับราบเรียบและไร้ซึ่งความรู้สึก มาร์คัสไม่ได้แสดงท่าทีตกใจแม้แต่น้อยที่ถูกจับได้ว่าแอบย่องเข้ามาในเขตหวงห้ามยามวิกาล กลับกัน เขากลับค่อยๆ ปิดบันทึกโบราณในมือลงอย่างช้าๆ เสียงกระดาษกระทบกันดังสะท้อนก้องในความเงียบราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง
เซเรสถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ มือเรียวภายใต้ถุงมือเวทมนตร์ขยับเข้าหาแกนกลางของไม้กายสิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ตรงข้ามแขนเสื้อ ทฤษฎีวงแหวนเวทมนตร์สามชั้นถูกประมวลผลขึ้นในหัวสมองอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคดีการรั่วไหลของศิลามานาและการหายตัวไปของบรรพบุรุษเธอเริ่มประกอบร่างเข้าด้วยกันในหัว
"อาจารย์คือคนที่ขโมยบันทึกการทดลองของอธิการบดี... และเป็นคนส่งสัญญาณเวทย์ออกไปนอกโรงเรียนเมื่อคืนก่อนสินะคะ" เซเรสเอ่ยถาม เสียงของเธอนิ่งสนิท แม้หัวใจจะเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นตัว
มาร์คัสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่าขนลุก เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธอช้าๆ ฝีเท้าของเขาแทบไม่มีเสียง ราวกับเงาที่เคลื่อนไหวบนพรมกำมะหยี่
"คำว่า 'ขโมย' มันดูรุนแรงเกินไปหน่อยนะคะ เด็กน้อย... ฉันแค่ 'นำกลับมา' ในสิ่งที่ควรจะเป็นของสภาเงาต่างหาก โรงเรียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนความหลอกลวง ความสงบสุขที่พวกเธอมองเห็น ล้วนแลกมาด้วยการกดขี่พลังที่แท้จริงของเวทมนตร์สายเลือดบริสุทธิ์" มาร์คัสกล่าวพล้ำสายตาคมกริบมองสำรวจเด็กสาวตรงหน้า "เธอเองก็สงสัยไม่ใช่เหรอคะ ทำไมตระกูลของเธอถึงหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบปีก่อน"
ชื่อของตระกูลที่ถูกลบเลือนทำให้ดวงตาของเซเรสไหววูบเพียงเสี้ยววินาที แต่ความเยือกเย็นก็กลับมาควบคุมทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว
"อย่าเอาเรื่องครอบครัวของฉันมาอ้างเพื่อความชอบธรรมในการหักหลังสถาบันเลยค่ะ" เซเรสสวนกลับทันควัน ดวงตาสดใสแต่เย็นชาจ้องเขม็ง "คนที่ทรุดโทรมทางจริยธรรมจนต้องขายข้อมูลความปลอดภัยของโรงเรียนให้แก่องค์กรนอกรีต ไม่มีสิทธิ์มาพูดเรื่องความยุติธรรม"
บรรยากาศรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยว อุณหภูมิในหอสมุดลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะตามชั้นหนังสือ มาร์คัสไม่ได้โกรธเคืองกับคำพูดเสียดสีนั้น เขากลับแย้มยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มที่ฉีกกว้างเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะทำได้
"น่าเสียดายจริงๆ นะคะ... ฉันอุตส่าห์เอ็นดูเธอเป็นพิเศษในฐานะนักเรียนที่เข้าใจตรรกะของฉันมากที่สุดแท้ๆ แต่ในเมื่อเธอเลือกที่จะรู้ในสิ่งที่ไม่ควร... ก็คงต้องปล่อยให้หายไปพร้อมกับความลับของที่นี่ก็แล้วกันค่ะ"
สิ้นคำพูดของมาร์คัส อักขระสีดำสนิทนับร้อยตัวก็ผุดขึ้นจากพื้นห้องสมุด มันหมุนวนเป็นวงแหวนเวทย์ขนาดมหึมาที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย แรงกดดันมหาศาลซัดกระหน่ำใส่ร่างของเซเรสจนเธอแทบทรุดลงไปกองกับพื้น พลังเวทย์ระดับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญกำลังบีบอัดอากาศรอบตัวให้กลายเป็นห้องขังไร้ทางออก
เซเรสกัดฟันแน่นจนรสสนิมคละคลุ้งในปาก ร่างกายของเธอถูกตรึงไว้ด้วยอาคมระดับสูงจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว นี่คือช่องว่างของประสบการณ์และพลังเวทย์ที่ห่างกันเกินไป เธอยังเด็กเกินไป และประเมินความสามารถของสายลับคนนี้ต่ำเกินไป
*แย่ล่ะ... ขยับไม่ได้เลย...*
ในวินาทีที่วงแหวนเวทย์สีดำกำลังจะพุ่งเข้าบดขยี้ร่างของเธอ ความมืดมิดรอบกายก็สะท้อนไหวอย่างรุนแรง ราวกับกระจกที่กำลังจะแตกละเอียด
*ตึง!*
เสียงประหลาดดังขึ้นจากความว่างเปล่า มันไม่ใช่เสียงเวทมนตร์คาถาใดๆ ที่เซเรสเคยรู้จัก แต่มันคือเสียงของ 'บางสิ่ง' ที่ฉีกกระชากมิติและกาลเวลาออกเป็นเสี่ยงๆ
อักขระเวทย์สีดำของมาร์คัสหยุดชะงักลงทันที ศาสตราจารย์ผู้เยือกเย็นมาตลอดเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความมั่นใจกลายเป็นความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง เมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความว่างเปล่าข้างกายเซเรส
เด็กหนุ่มเรือนผมสีเงินยวง ดวงตาสีครามว่างเปล่าไร้ซึ่งประกายแห่งอารมณ์ แต่กลับแผ่ไอสังหารที่รุนแรงเสียจนโครงสร้างหอสมุดสั่นสะเทือน โซลยืนอยู่ตรงนั้น... เขาเอื้อมมือไปแตะวงแหวนเวทย์สีดำด้วยปลายนิ้วมือเปล่า
*เปรี้ยะ... โครม!*
วงแหวนเวทย์ระดับสูงที่สามารถบดขยี้มนุษย์ให้แหลกสลายได้ในพริบตา แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเศษแก้วบางๆ ภายใต้การสัมผัสเพียงแผ่วเบานั้น
โซลหันไปมองมาร์คัสช้าๆ ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบจะเอื้อnเอ่ยออกมาโดยไร้ซึ่งความลังเล
"อย่า... แตะ... ของ... ของเธอ..."
มาร์คัสผอยหลังกรูด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกายเมื่อเผชิญหน้ากับพลังงานดิบเถื่อนที่ไม่อาจจัดอยู่ในระบบเวทมนตร์ใดๆ บนโลกใบนี้ "มะ... มันตัวอะไรกันแน่... สิ่งนี้มันไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลของสภา..."
แต่ก่อนที่มาร์คัสจะได้ถอยหนีไปมากกว่านั้น หน้าต่างแจ้งเตือนสีแดงฉานไร้ที่มาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเซเรส พร้อมกับเสียงก้องกังวานในหัวที่ดังขึ้นอย่างเฉียบพลัน
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบภัยคุกคามระดับ SSS - ตัวตนของ 'ทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ' ปลดปล่อยพลัง 15%]
[เงื่อนไขภารกิจลับฉุกเฉิน: กำจัดหรือจับกุมสายลับแห่งสภาเงา 'มาร์คัส' ภายใน 3 นาที ก่อนที่ความทรงจำของโซลจะหลุด 100%]
[คำเตือน: หากพลังเกินขีดจำกัด พื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจะถูกลบหายไปจากแผนที่]
แอสทริดธาตุมนต์ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะคะ
นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 19
สายลับในโรงเรียน
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!