นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ•ตอนที่ 20

พันธะแห่งตรรกะ

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
เสียงโลหะกระทบกันครั้งสุดท้ายดังสนั่นก้องกังวานในความมืดมิดของหอคอยร้าง กลิ่นอายของโอโซนและเศษเสี้ยวพลังเวทย์ที่ถูกฉีกกระชากลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนแสบจมูก เซเรสยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังม่านพลังป้องกันที่สั่นระริก ดวงตาสีไพลินของเธอจดจ้องไปยังร่างของมาร์คัส สายลับแห่งสภาเงาที่กำลังหัวร่อด้วยความได้ใจ รอยยิ้มเยียบเย็นบนริมฝีปากของชายผู้นั้นสะท้อนกับแสงสีแดงฉานจากหน้าจอระบบแจ้งเตือนภัยคุกคามระดับ SSS ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ *[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบภัยคุกคามระดับ SSS - ตัวตนของ 'ทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ' ปลดปล่อยพลัง 15%]* *[เงื่อนไขภารกิจลับฉุกเฉิน: กำจัดหรือจับกุมสายลับแห่งสภาเงา 'มาร์คัส' ภายใน 3 นาที ก่อนที่ความทรงจำของโซลจะหลุด 100%]* *[คำเตือน: หากพลังเกินขีดจำกัด พื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจะถูกลบหายไปจากแผนที่]* ตัวเลขดิจิทัลสีแดงเลือดนกกำลังนับถอยหลังอย่างโหดร้าย ทุกๆ วินาทีที่ผ่านไปไม่เพียงแต่นำพาความตายมาสู่พวกเขา แต่ยังกัดเซาะตัวตนของโซล เด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ไหล่กว้างของโซลสั่นเทาเล็กน้อย เส้นผมสีเงินยวงลู่ลงปรกดวงตาที่บัดนี้ว่างเปล่า ไร้ประกายแห่งชีวิต ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยพลังงานทำลายล้างที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อราวกับหลุมดำ "เธอไม่มีทางคำนวณวงจรเวทย์ของฉันทันหรอก เซเรส" เสียงของมาร์คัสแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง เขาชูคทาในมือขึ้น วงแหวนเวทย์สีดำสนิทนับสิบวงซ้อนทับกันเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะทำความเข้าใจ "สภาเงาศึกษาโครงสร้างเวทย์ของสถาบันนี้มาเป็นสิบปี ช่องโหว่ของอาคมป้องกันที่นี่คือความสมบูรณ์แบบที่เปราะบาง... เหมือนกับความมั่นใจโง่ๆ ของเธอนั่นแหละ" เซเรสไม่ได้ตอบโต้ เธอยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย เย็นชา และเต็มไปด้วยความนิ่งสงบตามวิสัยของนักวิชาการเวทย์สายตรรกะ ทว่าภายใต้ความนิ่งนั้น สมองของเธอกลับทำงานด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าเครื่องจักรเวทย์ *ความสมบูรณ์แบบที่เปราะบาง... งั้นเหรอ?* ดวงตาสีไพลินกวาดมองไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้มองที่คทาในมือของมาร์คัส ไม่ได้มองที่วงแหวนเวทย์สีดำที่กำลังแผ่ไอความมืดออกมา แต่เธอกำลังมอง "รูปแบบการไหลเวียนของมานา" ที่เชื่อมต่อระหว่างตัวมาร์คัสกับรากฐานของหอคอยแห่งนี้ ในฐานะนักเรียนอัจฉริยะผู้ยึดมั่นในทฤษฎี เซเรสรู้ดีว่าไม่มีเวทย์มนตร์บทไหนในโลกนี้ที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ทุกบทเวทย์ต้องมีจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด และสมการทางคณิตศาสตร์ที่คอยค้ำจุนมันไว้ "มาร์คัส... คุณเข้าใจทฤษฎีบทสุดท้ายของศาสตราจารย์เวลล์ผิดไปถนัดเลยนะคะ" เซเรสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังพอที่จะทำให้เสียงหัวร่อของอีกฝ่ายชะงักงัน ชายหนุ่มขมวดคิ้ว "เธอพูดเรื่องอะไรของเธอ?" "คุณคิดว่าวงแหวนเวทย์สิบวงนั้นซ้อนทับกันเพื่อเพิ่มพลังโจมตีสินะคะ" เซเรสย่างเท้าเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้ว่าโซลจะส่งเสียงครางต่ำในลำคอด้วยความเจ็บปวดและพยายามจะก้าวตาม เธอก็ยกมืออีกข้างขึ้นปรามเขาไว้เบาๆ โดยไม่ละสายตาจากเหยื่อ "ในเชิงตรรกะแล้ว มันดูสมเหตุสมผลดีค่ะ เวทย์ประสานพลังย่อมรุนแรงกว่าเวทย์เดี่ยวๆ แต่คุณลืมกฎข้อที่สามของอุณหพลศาสตร์เวทย์มนตร์ไป... พลังงานไม่สามารถถูกสร้างขึ้นหรือทำลายได้ มันทำได้เพียงเปลี่ยนรูป" ปลายนิ้วเรียวของเซเรสสะบัดขึ้นกลางอากาศ เส้นแสงสีฟ้าอ่อนนับร้อยเส้นปรากฏขึ้นตามการตวัดมือของเธอ ร่างภาพโครงสร้างสมการเวทย์ที่ซับซ้อนซ้อนทับลงบนพื้นที่ที่มาร์คัสยืนอยู่ "วงแหวนที่ห้าและวงแหวนที่แปดของคุณ... มีความถี่ในการสั่นพ้องขัดแย้งกันเองในระดับไมโครวินาที" เซเรสเหยียดยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าผู้พบจุดอ่อนของเหยื่อ "ที่คุณร่ายเวทย์นี้ได้นานขนาดนี้ เป็นเพราะคุณดึงพลังชีวิตของหอคอยมาช่วยพยุงความไม่เสถียรนั้นไว้... แต่ในเมื่อหอคอยนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยหินธาตุดินบริสุทธิ์ เมื่อเจอกับการสั่นพ้องที่ถี่เกินไป..." *เปร๊าะ!* เสียงลั่นของหินผาแตกออกดังสนิท มาร์คัสเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อจู่ๆ พื้นใต้ฝ่าเท้าของเขาก็เกิดรอยร้าวเป็นทางยาว วงแหวนเวทย์สีดำที่เคยหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราดพลันสะดุดกึก ราวกับฟันเฟืองของนาฬิกาที่มีเศษหินเข้าไปขัดขวาง "เป็นไปไม่ได้! ฉันคำนวณมาอย่างดีแล้ว!" มาร์คัสแผดเสียงด้วยความไม่เชื่อสายตา "คุณใช้ 'ความน่าจะเป็น' ในการคาดเดาความเสถียร แต่วิทยาการเวทย์ของฉันใช้ 'ตรรกะ' ในการพิสูจน์ความจริงค่ะ" เซเรสกล่าวเสียงเย็นเฉียบ พร้อมกับประสานมือเข้าหากันแน่น "โซล! ตอนนี้แหละ!" สิ้นคำสั่งนั้น โซลที่ยืนอยู่ข้างกายก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีรัตติกาลที่เคยไร้แววพลันเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า ร่างกายของเขากลายเป็นเงาสะท้อนของความวิบัติ พลังงานมหาศาลที่ถูกกดไว้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุเพดานหอคอยจนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดยักษ์ ทว่ามันไม่ได้กระจายตัวไปทำลายพื้นที่รอบข้างตามคำเตือนของระบบ เนื่องจากเซเรสได้กางอาคมขอบเขตตรรกะเพื่อบีบอัดรัศมีพลังนั้นให้อยู่ในกรอบจำกัดที่เธอคำนวณไว้แล้ว *ฟุบ!* ร่างของโซลหายวับไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วที่เหนือกว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่า และปรากฏขึ้นตรงหน้ามาร์คัสในชั่วลมหายใจเดียว ฝ่ามืออุ่นร้อนแต่เต็มไปด้วยไอความมืดของทูตสวรรค์ผู้ไร้ความทรงจำคว้าเข้าที่คอเสื้อของสายลับแห่งสภาเงาอย่างแม่นยำ แรงกดดันมหาศาลทำให้มาร์คัสคุกเข่าลงกับพื้นทันที กระอักเลือดคำโตออกมาด้วยความจุกเสียด *[แจ้งเตือนระบบ: เป้าหมาย 'มาร์คัส' ถูกควบคุมตัวสำเร็จในเวลา 2 นาที 45วินาที]* *[สถานะความทรงจำของโซล: หยุดอยู่ที่ 94% - ปลอดภัยชั่วคราว]* *[คำเตือนภัยคุกคามระดับ SSS ถูกระงับชั่วคราว]* หน้าจอสีแดงเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสในพริบตา เสียงแจ้งเตือนของระบบเงียบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของโซลที่ทรุดตัวลงซบลงกับไหล่ของเซเรส ร่างกายของเขากลับคืนสู่สภาพปกติ ทว่าอุณหภูมิร่างกายกลับเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง เซเรสรีบย่อตัวลงประคองร่างของเด็กหนุ่มไว้ในอ้อมแขน มือเรียวสัมผัสเส้นผมสีเงินยวงอย่างเบามือ ความรู้สึกโล่งอกผสมผสานกับความกังวลระลอกใหม่ตีตื้นขึ้นมาในอก เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการซื้อเวลา ความทรงจำของโซลที่หายไป 94% หมายความว่าพวกเขามีเวลาเหลืออีกไม่มากก่อนที่ตัวตนที่แท้จริงของโซลจะตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ และในตอนนั้น ต่อให้ใช้ตรรกะทั้งหมดในโลกนี้ก็อาจจะไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้ "นายทำได้ดีมากค่ะ โซล" เซเรสกระซิบบอกเด็กหนุ่มแผ่วเบา ขณะที่ดวงตาสีไพลินทอดมองออกไปนอกหน้าต่างหอคอยที่พังทลาย ท้องฟ้ายามค่ำคืนของสถาบันเวทมนตร์ดูเงียบสงบผิดปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าที่ปลายขอบฟ้าไกลโพ้น กลุ่มควันสีดำทึบกำลังพวยพุ่งขึ้นจากตึกอำนวยการ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้อำนวยการสถาบันเก็บรักษา "บันทึกโบราณ" เกี่ยวกับตัวตนของทูตสวรรค์เอาไว้ และที่สำคัญที่สุด... มันคือเบาะแสเดียวที่เหลืออยู่เกี่ยวกับการหายตัวไปของครอบครัวเธอ และในวินาทีที่เซเรสกำลังจะพยุงโซลลุกขึ้นเพื่อถอนกำลัง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากบันไดวนที่พังเสียหาย เสียงนั้นไม่ได้เร่งรีบ แต่มันมั่นคงและทรงพลัง จนทำให้บรรยากาศรอบตัวกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นขอบบันไดขึ้นมาภายใต้แสงจันทร์สลัว คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาปักตราสัญลักษณ์โบราณที่เซเรสไม่เคยเห็นมาก่อนในสารบบของสถาบันเวทมนตร์ ดวงตาภายใต้ฮู้ดกวาดมองซากความเสียหายรอบตัว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของโซลที่ซบอยู่บนไหล่เธอ "ช่างเป็นการคำนวณที่งดงามยิ่งนัก แม่หนูตรรกะ..." เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มลึกลับที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว "แต่เธอกำลังเล่นอยู่กับไฟที่แม้แต่ทวยเทพก็ยังหวาดกลัวนะรู้ไหม... เจ้าเด็กคนนั้นน่ะ ไม่ใช่ใครอื่นหรอก แต่เขาคือ 'กุญแจ' ที่จะเปิดประตูสู่นรกภูมิเพื่อทำลายล้างโลกใบนี้ต่างหากล่ะ" เซเรสชะงักงัน ลลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาสีไพลินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากถามอะไร ร่างของบุคคลปริศนาก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วที่เธอไม่อาจมองทัน พร้อมกับยื่นวัตถุชิ้นหนึ่งมาตรงหน้าเธอ—มันคือจี้ห้อยคอรูปนาฬิกาทรายที่สลักตราประจำตระกูลของเธอเอง ตระกูลที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย -------------------------------------------------- ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับตรรกะและปริศนาอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิชาการเวทย์สายตรรกะกับทูตสวรรค์ผู้ไร้จดจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%