เสียงก้านประตูทองเหลืองถูกกระชากเปิดอย่างถือวิสาสะดังลั่น ประหนึ่งว่าสถานที่แห่งนี้เป็นห้องนั่งเล่นสาธารณะในสถานีรถไฟ ไม่ใช่ห้องพักฟื้น V.I.P. ระดับพรีเมียมที่ซ่อนตัวอยู่หลังระบบรักษาความปลอดภัยราคาแปดหลัก
"รินรดา! เธอยังมีหน้ามานอนสบายใจเฉิบอยู่ตรงนี้อีกเหรอ!"
สุ้มเสียงแหลมสูงที่เจือด้วยความกระวนกระวายและริษยาจนสั่นเครือพุ่งตรงเข้ามาปะทะบรรยากาศเงียบสงบในห้องทันที คุณหญิงมยุรา ก้าวอาดๆ เข้ามาด้วยท่าทีที่พยายามรักษาฟอร์มความเป็นผู้ดีเก่า ทว่ายามนี้กลับดูเหมือนนกกระสาตกน้ำที่ขนพองฟูด้วยความตื่นตระหนก ด้านหลังของเธอยังมี พอลล่า เซเลบสาวไฮโซผู้เคยเหยียดย่ำรินรดาด้วยการเทเครื่องดื่มลงบนพรมราคาแพงเมื่อสามเดือนก่อน กำลังกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความริษยาแกมหวาดระแวง
รินรดายังคงนั่งพิงหมอนใบโตด้วยท่าทีเยือกเย็นราวกับรูปปั้นหินอ่อน เธอยังไม่แม้แต่จะชายตากลบเกลื่อนความรำคาญใจ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่เป็นมีดกรีดแทングบประมาณความอดทนของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญทีละน้อย
"ว피.. วัยรุ่นสมัยนี้ใจกล้าดีแท้นะคะคุณแม่ แอบมาซุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนหรูหราขนาดนี้ได้... ไม่รู้ไปเอาเงินสกปรกมาจากไหนถึงกล้าจ่ายค่าห้องคืนละเป็นแสน" พอลล่าแค่นPหัวเราะในลำคอ พยายามใช้กระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเตedอิดิชั่นปิดบังมือที่กำลังจิกเข้าหากันจนเล็บจิกเนื้อ
หมอภีม ซึ่งยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างหันหลังให้แสงแดดสลัว ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน รอยยิ้มของศัลยแพทย์ผู้ผ่านมือกับความตายมานักต่อนัก ช่างเยียบเย็นและไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ จนพอลล่าเผลอถอยหลังไปกึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"เงินสกปรกเหรอคะ?" หมอภีมเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบราวกับกำลังวินิจฉัยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย "น่าสนใจดีนะคะ... คำว่า 'สกปรก' ในพจนานุกรมของคนประเภทที่ชอบชุบมือเปิบสมบัติคนอื่น คงหมายถึงเงินที่ไม่ได้มาจากการปล้นคราบน้ำตาชาวบ้านสินะคะ"
"นี่คุณ! เป็นหมอประสาอะไรถึงมาพูดจาต่ำทรามกับคนไข้และญาติ!" คุณหญิงมยุราหน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าหมอภีมด้วยความโกรธเกรี้ยว "ฉันจะฟ้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้ไล่คุณออกฐานไร้จรรยาบรรณ!"
"เชิญตามสบายค่ะ" รินรดาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงของเธอนุ่มนวล ทว่ากลับทรงพลังจนกดดันให้บรรยากาศในห้องดิ่งลงเหวในพริบตา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววอ่อนแอในอดีต บัดนี้กลับว่างเปล่าและลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
รินรดายกมือขึ้นทัดปอยผม ลากสายตามองคุณหญิงมยุราและพอลล่าหัวจรดเท้าด้วยความเวทนา—สายตาแบบเดียวกับที่มนุษย์ใช้มองเศษฝุ่นใต้รองเท้า
"ตลกดีนะคะ... คนที่เคยหัวเราะเยาะฉันในวันที่บริษัทของพ่อล้มละลาย วันที่พวกคุณร่วมมือกันยึดบ้านและเครื่องประดับทอดตลาดเพื่อใช้หนี้ก้อนโต... วันนี้กลับมายืนหายใจหอบแฮกอยู่ต่อหน้าฉันด้วยความตื่นตระหนก เพียงเพราะข่าวลือเรื่อง 'ผู้ถือหุ้นลึกลับ' ที่กำลังจะกว้านซื้อหุ้นบริษัทของพวกคุณจนเกลี้ยงพอร์ต"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางแสกหน้าของคุณหญิงมยุรา สีหน้าที่เคยเกรี้ยวกราดแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที
"เธอกำลังพูดเรื่องอะไร... ฉันไม่รู้เรื่อง!" คุณหญิงมยุราเสียงสั่นระรัว
"ไม่รู้จริงๆ เหรอคะ?" รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "วันที่พ่อของฉันหัวใจวายตายคาโต๊ะทำงาน เพราะถูกพวกคุณหักหลังและเซ็นสัญญาโอนหุ้นมูลค่าพันล้านไปในราคาเศษกระดาษ... แววตาของป้าในวันนั้น สนุกมากเลยไม่ใช่เหรอคะ?"
ภาพความทรงจำสีเลือดไหลย้อนกลับมาในหัวของรินรดา กลิ่นอับชื้นของห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารอายัด เสียงร้องไห้ขาดใจของมารดา และรอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าของคุณหญิงมยุราที่พูดว่า *"คนจนก็คือคนจนวันยังค่ำ อย่าฝันว่าจะปีนขึ้นมาเทียบชั้นกับตระกูลเราเลยรินรดา"*
แผลเป็นที่กรีดลึกในใจไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา... มันเพียงแค่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความแค้นจนเติบโตเป็นปีศาจที่รอวันกลับมาทวงคืน
"เธอ... เธอคิดจะทำอะไร!" พอลล่าเริ่มหวาดกลัวเมื่อเห็นแววตาคู่นั้น รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงภายใต้ชุดคนไข้สีขาวทิ้งตัวลงเดินตรงมาหาพวกเธอทีละก้าว... ทีละก้าว... จังหวะรองเท้าสลิปเปอร์กระทบพื้นห้องฟังดูคล้ายเสียงเคาะโลงศพ
"ฉันไม่ได้จะทำอะไรหรอกค่ะ..." รินรดาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพอลล่า ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือ "ฉันแค่จะทำให้พวกคุณรู้ซึ้งว่า... การไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกิน มันรู้สึกหนาวเหน็บแค่ไหน"
รินรดายื่นมือไปหยิบสมาร์ทโฟนราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง กดเปิดหน้าจอระบบการเงินระดับ Ultra-VIP ที่เชื่อมต่อกับกองทุนลับทั่วโลก หน้าจอสะท้อนแสงสีฟ้าเรืองรองขึ้นบนใบหน้าอันงดงามที่ไร้ซึ่งความปรานี
"เชิญตรวจสอบบัญชีของบริษัทคุณได้เลยนะคะ... ตอนนี้หุ้น 51% สุดท้ายในมือคุณ ถูกโอนเข้ากรรมสิทธิ์ของ 'บริษัท อิมพีเรียล โฮลดิ้งส์' เรียบร้อยแล้วค่ะ"
ตึ้ง!
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของคุณหญิงมยุราดังขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมาย หน้าจอเครื่องนั้นสั่นระรัวด้วยข้อความจากธนาคารและตลาดหลักทรัพย์ที่รัวเข้ามาไม่ยั้ง
*บัญชีบริษัทถูกอายัด... หุ้นทั้งหมดถูกเทขาย... สถานะทางการเงิน: ล้มละลาย*
คุณหญิงมยุราตาเหลือกค้าง เข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรม ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความสติหลุด พอลล่าพยายามจะเข้าไปประคองแม่ แต่ตัวเองกลับเซถลาล้มตามลงไปอย่างไร้ศักดิ์ศรี
หมอภีมย่อตัวลงเล็กน้อย มองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพึงใจ ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง
รินรดาก้มมองสองแม่ลูกที่กำลังดิ้นรนราวกับหนอนในกองขยะ แววตาของเธอยังคงนิ่งสนิท ไร้ความสงสาร ไร้ความเห็นใจ มีเพียงความสะใจอันเยือกเย็นที่ได้รับการชำระล้าง
ทว่า... ท่ามกลางชัยชนะอันงดงามนี้ เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงวิทยุสื่อสารของตำรวจที่ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ก็ทำให้รอยยิ้มบนมุมปากของรินรดาต้องชะงักลง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้าที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกล้ามาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้
"ขอโทษนะครับ... คุณรินรดา... ทางเรามีหมายศาลข้อหา 'ฟอกเงินข้ามชาติ' และคำสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของคุณ... รบกวนตามผมไปให้ปากคำด้วยครับ"
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความมืดมนนี้เสมอนะคะ)
ทายาทเศรษฐีตกอับกับศัลยแพทย์ผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 4
รอยร้าวบนกระจกเงา
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทเศรษฐีตกอับกับศัลยแพทย์ผู้ไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!