"ฉานการ์ด... เป็นผู้ซื้อรายเดียวในตลาดตอนนี้ที่กล้าเสนอราคาห้าสิบล้านสำหรับตึกสยามทาวเวอร์ค่ะ คุณประวิทย์"
น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ของเลขาธิการสาวดังขึ้น ท่าقกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องประชุมใหญ่ของตระกูลวรภัทร เอกสารกองโตบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีราคาแพงถูกผลักมาเบื้องหน้าชายวัยกลางคนผู้มีเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ประวิทย์ วรภัทร ผู้เคยเป็นเสาหลักแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ที่บัดนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นเก้าอี้ประหาร
ห้าสิบล้านบาท สำหรับตึกระฟ้าที่เป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของตระกูลมานานกว่าสามทศวรรษ มันคือการกดราคาราวกับเศษทาน แต่ในยามที่สภาพคล่องเป็นศูนย์ และเจ้าหนี้กลุ่มใหญ่ยืนล้อมรอบราวกับฝูงแร้งรอทึ้งซาก ประวิทย์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว
"คุณรินรดา... เมตตาพวกเราสักครั้งเถอะครับ" ประวิทย์เงยหน้าขึ้น เสียงของเขาแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "ตึกนั้นบรรพบุรุษผมสร้างมากับมือ... ให้เวลาผมตั้งหลักอีกสักสามเดือน เถอะครับ ผมยอมลดดอกเบี้ยให้คุณครึ่งหนึ่งเลย"
รินรดานั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเรียบเนียนดุจตุ๊กตาพอร์ซเลนประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา ดวงตาคู่คมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดของเธอจ้องมองชายผู้เคยเหยียบย่ำครอบครัวเธอในอดีตอย่างเย็นชา นิ้วเรียวสวยเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจของประวิทย์ที่กำลังเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว
"สามเดือนหรือคะ?" รินรดาเอ่ยทวนคำ เสียงของเธอนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ "คุณประวิทย์คะ ตอนที่พ่อของดิฉันกราบกรานขอร้องคุณเมื่อห้าปีก่อน เพื่อแลกกับเวลาแค่สามวัน... คุณให้เวลาท่านไหมคะ? หรือคุณเลือกที่จะถีบส่งพวกท่านลงเหวด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับที่คุณกำลังทำหน้าตาละเหี่ยใจอยู่ตอนนี้?"
ประวิทย์สะอึกจนพูดไม่ออก ความทรงจำสีเลือดในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทง เขาเคยหัวเราะเยาะความล่มสลายของตระกูลรินรดา เคยปัดตกทุกข้อเสนอด้วยความหยิ่งผยอง และในวันนี้ กรรมตามสนองอย่างสาสมและรวดเร็วยิ่งกว่าปืนกล
"เซ็นสิคะ" รินรดายื่นปากกาหมึกซึมด้ามหรูไปตรงหน้า "หรือถ้าคุณยังอาลัยอาวรณ์ตึกหลังนั้นนัก ดิฉันยินดีจะอนุญาตให้คุณเช่ามันต่อ... ในฐานะภารโรงผู้ดูแลความสะอาด เพราะนั่นคือเกียรติยศสูงสุดที่คุณคู่ควรในเวลานี้"
เสียงสูดหายใจเข้าลึกๆ ของบรรดาคณะกรรมการบริษัทที่เหลืออยู่ดังระงม ไม่มีใครกล้าปริปากปกป้องประวิทย์ ทุกคนต่างรู้ดีว่าเบื้องหลังของรินรดาในเวลานี้คือความมั่งคั่งระดับที่สามารถซื้อบริษัททั้งตลาดหลักทรัพย์ได้ด้วยเงินสดเพียงปลายนิ้ว และเบื้องหลังเงาของเธอนั้น มีหมอภีม ศัลยแพทย์หนุ่มผู้กุมสถิติการผ่าตัดที่แม่นยำที่สุดในโลก คอยตรวจเช็ก 'สุขภาพทางการเงิน' ของเหยื่อแต่ละรายราวกับหมอผ่าตัดกำลังเลือกจุดกรีดบนร่างไร้วิญญาณ
ณ มุมห้องเงียบเชียบ หมอภีมยืนกอดอกพิงผนังกระจกใส เขากวาดสายตามองความพินาศตรงหน้าด้วยแววตาเรียเฉย นิ้วเรียวยาวหมุนปากกาไปมาคล้ายกับกำลังประเมินว่าควรจะตัดอวัยวะส่วนไหนของเหยื่อทิ้งก่อนดีเพื่อให้ตายช้าที่สุด
"ความโลภเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งครับคุณรินรดา" หมอภีมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่แฝงด้วยความเย็นยะเยือก "และวิธีรักษาที่ดีที่สุดไม่ใช่การให้ยา แต่เป็นการตัดทิ้งทั้งรากโคน... เหมือนที่เขาคนนี้กำลังเป็นอยู่"
ประวิทย์น้ำตาไหลพรั่งพรูด้วยความอัปยศอดสู มือที่สั่นเทาหยิบปากกาขึ้นมาจรดลงบนกระดาษสัญญาขายสินทรัพย์ชิ้นสุดท้ายของตระกูล ทุกรอยหมึกที่ลากผ่านกระดาษคือเสียงกรีดร้องแห่งความตายของอาณาจักรวรภัทร
ทว่า ในวินาทีที่ปลายปากกาใกล้จะจรดเส้นสุดท้ายเพื่อปิดฉากความพินาศ ประตูห้องประชุมก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับเอกสารกองใหม่ในมือ
รินรดากล่าวขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ
ทายาทเศรษฐีตกอับกับศัลยแพทย์ผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 9
กรงขังที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทเศรษฐีตกอับกับศัลยแพทย์ผู้ไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!