"วิถีแห่งเซียนที่ปราศจากกิเลส... แท้จริงแล้วคือคุกน้ำแข็งที่ขังวิญญาณให้เน่าตายทั้งเป็น มิใช่หรือ?"
สุ้มเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังกังวานราวกับเสียงคำรามของมังกรหลับไหลดังสะท้อนก้องไปทั่วตำหนักเหมันต์นิรันดร์ ม่านอัคคีสีชาดที่แผดเผาอยู่รอบกายของหลี่มู่เฉินสะท้อนแสงวาวโรจน์บนนัยน์ตาคมกริบดุจคมกระบี่ เขายืนหยัดตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์น้ำแข็งพันปี โดยไม่เกรงกลัวต่อแรงกดดันจากอาณาเขตจิตวิญญาณระดับบรรพชนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของสตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็นเซียนสูงสุดแห่งยุคแม้แต่น้อย
เซียนจื่อหยวนหลับตาลงช้าๆ แพขนตางอนงามราวกับปีกผีสั้นเหมันต์สั่นไหวเล็กน้อย หัวใจที่ถูกแช่แข็งด้วยเคล็ดวิชาไร้รักมานานนับร้อยปีบัดนี้กลับรู้สึกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ความเจ็บปวดแปลกประหลาดที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อนกำลังกัดกินความสงบเยือกเย็นที่นางเพียรสร้างสมมาทั้งชีวิต ภาพของหลี่มู่เฉินในยามที่ใช้กระบี่เล่มเดียวต้านทานอสนีบาตทัณฑ์สวรรค์แทนตนเมื่อวันก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงสำนึก ชายหนุ่มผู้ทะนงตนจนยอมหักแต่ไม่ยอมงอผู้นี้ ได้กระชากประตูหัวใจที่ปิดตายของนางออกอย่างไร้ความปรานี
"เจ้ากล้าดียังไง... มาท้าทายกฎเหล็กแห่งสำนักเหมันต์" จื่อหยวนลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีฟ้าครามกระจ่างใสราวกับผืนน้ำในฤดูหนาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น แต่ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่กำที่วางแขนของบัลลังก์ไว้นั้นกลับสั่นเทาจนเกิดรอยร้าวลึกบนเนื้อน้ำแข็ง
"ข้ามิได้มาเพื่อท้าทายกฎของผู้ใด" หลี่มู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว ไอร้อนระอุจากปราณอัคคีจิตวิญญาณปะทะเข้ากับไอเย็นยะเยือกจนเกิดเป็นกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งราวกับมังกรขาวเริงระบำ "ข้ามาเพื่อพาเจ้า... ไปดูโลกกว้างที่แท้จริง โลกที่หัวใจของเจ้าเต้นเป็นจังหวะ มิใช่เพียงแค่รอวันแตกดับไปพร้อมกับคัมภีร์เหมันต์สวรรค์"
คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนางยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในยุทธภพ จื่อหยวนแค่นยิ้มเยือกเย็นออกมาเบาๆ รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับเย็นชาเสียจนสรรพสิ่งรอบกายแทบจะแข็งค้าง "เจ้าเด็กโง่... เจ้าคิดว่าวิถีเซียนเป็นเพียงแค่การเดินทางท่องเที่ยวชมทิวทัศน์เช่นนั้นหรือ? หากข้าก้าวออกจากประตูตำหนักนี้ บาปกรรมและศัตรูในอดีตที่ข้าเคยสะสมไว้จะรุมเร้าเข้ามา แผ่นดินนี้จะลุกเป็นไฟ"
"ถ้าเช่นนั้น... ให้มันลุกเป็นไฟไปเสีย!" หลี่มู่เฉินตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาของเขาลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่พร้อมจะเผาผลาญแม้กระทั่งสวรรค์ "หากสวรรค์ไม่ยุติธรรม เราก็แค่ฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อน หากยุทธภพต้องการจองจำเจ้า ข้า... หลี่มู่เฉินผู้นี้ จะใช้กระบี่ในมือเปิดทางเลือดนับหมื่นลี้ให้เจ้าเอง!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมตำหนักชั่วขณะ ลมปราณรอบตัวของทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะๆ คล้ายกระจกกำลังจะแตกร้าว สัจธรรมแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ต้องตัดขาดจากทางโลกเพื่อบรรลุกฎแห่งฟ้าดินกำลังถูกท้าทายด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าความเป็นความตาย
จื่อหยวนมองชายหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นแห่งการต่อสู้ประดับอยู่บนใบหน้าคมคายนั้น นางเห็นเงาของตัวเองในดวงตาคู่นั้น... เงาของสตรีผู้โดดเดี่ยวที่โหยหาความอบอุ่นมาเนิ่นนานเกินกว่าจะจดจำได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางทำหน้าที่เป็นเสาหลักค้ำจุนสมดุลโลกโดยไร้ซึ่งตัวตน แต่วันนี้... มีคนผู้หนึ่งกล้าพอที่จะปฏิเสธฐานะเซียนของนาง และมองเห็นเพียงตัวตนที่แท้จริงภายใต้ร่มเงาอันหนצוวดเหน็บนั้น
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ปราณเหมันต์รอบกายพลันสงบลงอย่างฉับพลัน ราวกับพายุหิมะที่โหมกระหน่ำมานานนับปีได้มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความสง่างามเยือกเย็นที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ... ว่าเส้นทางนี้จะไม่มีวันเสียใจ?" น้ำเสียงของจื่อหยวนอ่อนลงเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่นางเองก็ไม่เคยคิดว่าตนเองจะมี
"ต่อให้เส้นทางเบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หากมีเจ้าร่วมเดินทาง แม้แต่ยมทูตข้าก็ยังกล้าท้าทาย" หลี่มู่เฉินตอบกลับทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขายื่นมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการฝึกกระบี่ออกไปเบื้องหน้า สตรีผู้สูงศักดิ์ดุจเทพเซียนมองมือคู่นั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่เรียวนิ้วบอบบางดุจหยกขาวจะค่อยๆ วางลงบนฝ่ามือของเขาอย่างมั่นคง
ในวินาทีที่มือทั้งสองสัมผัสกัน พลังปราณสองขั้วที่แตกต่างกันสุดขั้ว—อัคคีแผดเผาฟ้าดินและเหมันต์นิรันดร์—หลอมรวมเข้าหากันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกทางจิตวิญญาณแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งยอดเขา ท้องนภาที่เคยแจ่มใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เสียงคำรามกึกก้องของอสนีบาตคำรามรับการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ทัณฑ์สวรรค์กำลังก่อตัวขึ้นเหนือตำหนักเหมันต์ ราวกับเจตจำนงแห่งฟ้าดินกำลังพิโรธที่นางเซียนผู้ไร้หัวใจกล้าฝืนกฎเกณฑ์และมอบหัวใจให้แก่จอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตน
จื่อหยวนสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง กระบี่เซียนเหมันต์คู่กายสั่นระริกก่อนจะพุ่งเข้ามาอยู่ในมือของนาง ดวงตาสง่างามทอประกายเด็ดเดี่ยว นางหันไปมองประตูตำหนักที่ปิดตายมานับร้อยปี ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างหลี่มู่เฉินมุ่งหน้าสู่ออกไปเบื้องนอก
ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู บรรยากาศรอบกายก็เย็นเฉียบลงจนถึงขีดสุด หมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดแก้วหู ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงคำรามของฟ้าผ่า
"คิดจะหนีไปไหน... จื่อหยวน? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการตัดสินใจของเจ้า จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของ 'เงาโลหิตสวรรค์' ไปได้?"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นขวางทางออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับกลิ่นอายสังหารที่รุนแรงจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมนั้น... กลับเป็นใบหน้าที่หลี่มู่เฉินคุ้นเคยและฝังใจเจ็บปวดมาตลอดชีวิต!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมทางทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสวรรค์มาด้วยกันในบทนี้นะคะ
กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 9
การตัดสินใจของนางเซียน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!