กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 8

ความลับใต้สมุดข่อย

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"ออกMมาเถอะ... ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านซ่อนตัวดูการแสดงมานานพอแล้วกระมัง?" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินไม่ได้ดังดั่งฟ้าผ่า แต่กลับกังวานลึกลงไปในโสตประสาทของผู้ฟังดุจเสียงกระบี่ที่กรีดผ่านแผ่นน้ำแข็ง ความกดดันระดับขอบเขตจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกจากร่างของเขาอย่างไร้การปิดบัง เมฆหมอกยามราตรีเหนือตำหนักเหมันต์พลันหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นด้วยแรงกดดันจากลมปราณที่ระเบิดออก ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วลมหายใจ ก่อนที่ม่านเงาสลัวบริเวณเสาศิลาหยกขาวจะบิดเบี้ยวนิดหน่อย ร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มปักลายเมฆาเพลิงปรากฏขึ้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่สลักด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจเหยี่ยวภูเขาไฟ มองตรงมายังบุรุษหนุ่มผู้ถือครองกระบี่ไร้พ่ายด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น "สมเป็นทายาทแห่งสำนักกระบี่สวรรค์... สายตาเจ้าแหลมคมยิ่งนัก มู่เฉิน" ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้น เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังจนอากาศรอบข้างสั่นระริก "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า การกระทำลับหลังของเจ้าจะรอดพ้นจากสายตาของหอคัมภีร์สวรรค์ไปได้?" เซียนจื่อหยวนขยับกายเล็กน้อย ชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณที่แปรปรวน รัศมีไอเย็นเยือกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างเพื่อคุ้ม 300 เมตร ดึงอุณหภูมิรอบตัวให้ลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม นางไม่เอวาจาใด แต่มือเรียวดุจหยกสลักกลับกุมด้ามกระบี่ประจำกายแน่นขึ้น ข้อนิ้วขาวซีดเล็กน้อย—นั่นคือสัญญาณเตือนว่า ความอดทนของนางได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว "หอคัมภีร์สวรรค์?" หลี่มู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบจับจ้องร่างตรงหน้า "ท่านหมายถึงพวกที่แอบขโมยคัมภีร์วิถีสวรรค์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนอย่างนั้นรึ? ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเน่าเฟะของสำนักมานานหลายร้อยปี ถึงเวลาต้องชำระบัญชีกันแล้วกระมัง" บรรยากาศรอบตำหนักตึงเครียดจนแทบหยดเป็นเลือด ปราณกระบี่และปราณเพลิงปะทะกันกลางอากาศจนเกิดเสียงเปรี๊ยะราวกับสายฟ้าฟาด ทว่าก่อนที่คมกระบี่จะทันได้ออกจากฝัก ผู้อาวุโสใหญ่กลับยกมือขึ้นห้ามด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ ชวนให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างประหลาด "ช้าก่อน... เจ้าเด็กน้อย เจ้าคิดว่าการตายของอาจารย์เจ้าเมื่อสิบปีก่อน เป็นฝีมือใครกันเล่า?" คำพูดเพียงประโยคเดียวราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหลี่มู่เฉิน ร่างสูงสง่าชะงักกึก แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจห้วงสมุทรลึกพลันไหววูบด้วยคลื่นอารมณ์ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาก่อนหน้านี้กลับพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดจนแผ่นศิลาเบื้องล่างแตกร้าวเป็นทางยาว "เจ้าว่าอย่างไรนะ?" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินต่ำพร่า เจือด้วยไอสังหารที่รุนแรงจนเซียนจื่อหยวนต้องเหลือบมองด้วยความกังวล นางรู้ดีว่าปมการตายของอาจารย์คือแผลเป็นในใจของเขา และมันคือจุดอ่อนเดียวที่อาจทำลายสมาธิวิถีกระบี่ของเขาได้ ผู้อาวุโสใหญ่หัวเราะในลำคออย่างสะใจ "อยากรู้ความจริงใช่ไหม? ว่าเหตุใดอาจารย์ของเจ้าจึงต้องตายอย่างอนาถในหุบเขาอัคคีผลาญสวรรค์... ถ้าเช่นนั้น ก็จงตามข้ามา" สิ้นเสียง ร่างของผู้อาวุโสใหญ่ก็สลายกลายเป็นควันสีเทาพุ่งทะยานหายเข้าไปในเขตหวงห้ามชั้นในของหอคัมภีร์สวรรค์ทันที หลี่มู่เฉินไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าทะยานตามไปดุจสายฟ้าแลบ ทิ้งไว้เพียงเสียงลมคำรามสะท้านฟ้า เซียนจื่อหยวนขมวดคิ้วมุ่น นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความมืดมิดนั้น “มู่เฉิน... ระวังตัวด้วย มันอาจเป็นกับดัก” นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความห่วงใยหายาก ก่อนจะเร่งเร้าปราณเหมันต์ติดตามไปติดๆ ภายในห้องโถงลับใต้ดินของหอคัมภีร์สวรรค์ แสงจากคบเพลิงสีเขียวมรกตส่องสว่างสะท้อนผนังศิลาที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณ บนแท่นหินใจกลางห้องมีสมุดข่อยหนังอสูรโบราณเล่มหนึ่งวางอยู่ มันปกคลุมด้วยผนึกปราณสีทองที่ยังคงสั่นไหวราวกับมีชีวิต หลี่มู่เฉินยืนจดจ้องสมุดข่อยเล่มนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ ผู้อาวุโสใหญ่ยืนกอดอกรออยู่เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "สมุดข่อยเล่มนี้ บันทึกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของตระกูลเจ้า... และ 'ผลึกสวรรค์' ที่หายสาบสูญไปเมื่อสามพันปีก่อน" ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงเยียบเย็น "หากเจ้าอยากได้มัน ก็จงพิสูจน์เสียก่อนว่า เจ้าคู่ควรพอที่จะแบกรับความจริงอันหนักหน่วงนี้หรือไม่!" พลันนั้น อักขระบนผนังห้องก็ระเบิดแสงเจิดจ้า เงาร่างนับร้อยปรากฏขึ้นจากความมืด พวกมันคือหุ่นเชิดโบราณที่หลอมขึ้นจากศิลาโลหิต รัศมีพลังของพวกมันเทียบเท่ากับยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงนับร้อยชีวิต! เซียนจื่อหยวนก้าวเข้ามาเคียงข้างหลี่มู่เฉิน นางประสานอินทร์มือเบาๆ คมกระบี่เหมันต์ในมือเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าตัดกับความมืดมิด ดวงตาสง่างามคู่นั้นมองตรงไปยังกองทัพหุ่นเชิดอย่างไร้ความหวาดกลัว "ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรก หรือทัณฑ์สวรรค์..." เซียนจื่อหยวนเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่หนักแน่นดุจคำประกาศิต นางหันมามองบุรุษข้างกายด้วยแววตาที่ยอมมอบทั้งวิญญาณให้ "...ข้าก็จะเคียงข้างท่าน ฝ่าฟันมันไปให้จงได้" หลี่มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ความลังเลในใจมลายหายสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวในวิถีกระบี่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับหญิงสาวข้างกาย เขาชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงคมเหล็กเสียดสีกับฝักดังสนั่นหวั่นไหว รัศมีกระบี่ทะลวงสวรรค์แผดเผาทุกสิ่งจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว "เช่นนั้น... วันนี้เราจะมาดูกันว่า ฟ้าดินหรือกระบี่ของข้า ใครกันแน่ที่จะต้องก้มหัวให้!" ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะตวัดเข้าปะทะกับกองทัพหุ่นเชิด สมุดข่อยหนังอสูรบนแท่นหินเบื้องหน้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน อักขระสีทองบนหน้ากระดาษพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุเพดานหินลงมาเป็นลำแสงสีเลือด และเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยที่ดังสะท้อนมาจากมิติที่ซ้อนทับกันอยู่ก็ทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักงัน "ฮ่าๆๆ... หลี่มู่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าคือผู้ถูกเลือก?" ร่างของบุคคลที่สามก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังสมุดข่อย พร้อมกับประกายแสงของผลึกสวรรค์ที่แท้จริงซึ่งกำลังส่องประกายเจิดจ้าอยู่ในมือของเขา! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมทางทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสวรรค์มาด้วยกันในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%