กลิ่นอายคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งปะปนมากับสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านหุบเขาอเวจีทมิฬ ดินแดนเบื้องหน้านั้นไร้ซึ่งสรรพชีวิต แม้แต่หญ้าสักต้นก็ยังไม่กล้าหยั่งรากบนพื้นดินที่ถูกย้อมด้วยสีดำสนิทจากพลังหยินโบราณ
หลี่มู่เฉินหยุดฝีเท้าลงบนชะง่อนผาหินแกรนิตสีนิล ร่างกายในชุดคลุมสีขาวบرهดเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทางไกล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับคมกلاปดุจคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่วิญญาณโลหิตแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว บรรยากาศรอบตัวสะท้อนความทะนงตนที่แม้แต่ฟ้าดินยังต้องเกรงใจ
"ย่างก้าวเข้าสู่เขตแดนนี้แล้ว... หมายความว่าเราได้เหยียบย่างเข้าสู่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายอย่างแท้จริงนะคะ"
เสียงหวานทุ้มที่ราบเรียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันต์ฤดูเอ่ยขึ้นเบา ๆ เซียนจื่อหยวนปรากฏกายขึ้นเคียงข้างเขาอย่างเงียบเชด นางพญาแห่งสำนักเหมันต์นิรันดร์อยู่ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดของหุบเขาเบื้องล่าง เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณอันปั่นป่วน แม้ใบหน้างามล้ำเลิศจะไร้ซึ่งรอยยิ้มและความรู้สึกใด ๆ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับทอดมองหลี่มู่เฉินด้วยความอาทรที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความเย็นชา
"ความตายหรือ?" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาทอประกายท้าทาย "สำนักกระบี่ทลายสวรรค์ของข้าไม่เคยรู้จักคำว่าถอยหลัง ตั้งแต่อาจารย์จากไป ปลายกระบี่เล่มนี้ก็มีไว้เพื่อแหวกม่านฟ้าฝืนลิขิต ชะตากรรมในดินแดนทมิฬนี้ จะทำให้ข้าหวาดกลัวได้อย่างไร"
เซียนจื่อหยวนไม่เอ่ยคำใด นางเพียงปรายตามองสันกระบี่ที่สะท้อนแสงจันทร์สีเลือดเบื้องบน หัวใจที่เคยด้านชาและถูกแช่แข็งมานับพันปีของนาง บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างประหลาดทุกครั้งที่อยู่ใกล้บุรุษผู้นี้ นางรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยค่ายกลโบราณและอสูรบรรพกาลที่หลับใหล ทว่านางกลับเลือกที่จะเดินเคียงข้างเขา ยอมละทิ้งวิถีเซียนไร้หัวใจ เพื่อเดิมพันทุกลมหายใจไว้กับคมกระบี่ที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
"ระวังตัวด้วยนะคะ... ปราณทมิฬที่นี่กัดกร่อนวิญญาณ อย่าปล่อยให้มันแทรกซึมเข้าสู่จุดตันเถียนเด็ดขาด" นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ สร้างม่านพลังน้ำแข็งบริสุทธิ์คุ้ม
คุ้มกันรอบกายของทั้งสองคน ละอองความเย็นสีฟ้าครามผสานเข้ากับปราณกระบี่อันดุดันของหลี่มู่เฉิน เกิดเป็นออร่าสองสีที่เจิดจ้าตัดกับความมืดมิดรอบด้าน
ทั้งสองก้าวเข้าสู่หุบเขาอเวจีทมิฬอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ออกมาเพื่อกดดันภูตผีปีศาจที่อาจซ่อนเร้นอยู่ในเงาไม้ ทว่าความเงียบงันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามใด ๆ เบื้องหน้าคือทางแยกสามแพร่งที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบสีดำ ป้ายหินโบราณสลักอักษรภาษาเทพที่เลือนรางบ่งบอกถึงความอันตรายระดับทัณฑ์สวรรค์
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง—กลิ่นอายกระบี่โบราณที่หลับใหลมานับหมื่นปี
"ทางนั้น..." หลี่มู่เฉินชี้ไปยังเส้นทางซ้ายมือที่มีรอยแยกของแผ่นดินราวกับถูกฟันด้วยกระบี่มหึมา "มีร่องรอยวิชาปราณกระบี่... หรือว่า..."
ยังไม่ทันที่หลี่มู่เฉินจะกล่าวจบประโยค หมอกทมิฬเบื้องหน้าก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สะั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ เงาร่างมหึมาของสัตว์อساسโบราณที่มีดวงตาสดดั่งโลหิตพุ่งทะยานออกมาจากความมืด พร้อมกับประกายแสงสีทองของค่ายกลสังหารที่ปิดตายเส้นทางถอยหลังของพวกเขาทั้งสิ้นในพริบตาเดียว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมทางทุกท่านที่ร่วมทะยานสวรรค์มาด้วยกันในบทนี้นะคะ
กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 10
รอยเท้าในแดนทมิฬ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!