โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นดุจดอกเหมันต์สีเลือดที่เบ่งบานกลางพายุหิมะ
เสียงแหวกอากาศของคมกระบี่นับร้อยเล่มกรีดร้องก้องกราบฟ้าดิน แรงกดดันจากอักษรโลหิตแผ่พุ่งทะยานกดทับจนแผ่นดินเบื้องล่างแตกระแหงเป็นใยแมงมุม ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายและเงาร่างของพรรคพวกมารที่พรางหน้าด้วยหน้ากากอสูร เป้าหมายเดียวที่พวกมันมุ่งหมายปลิดชีพหาใช่เหล่าจอมยุทธ์สำนักใหญ่โตไม่ หากแต่เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์เหนือผู้ใดในยุทธภพ—เซียนจื่อหยวน
ทว่า ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายที่คมกระบี่อาบยาพิษมฤตยูพุ่งเข้าประชิดแผ่นหลังบอบบางภายใต้ชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์
*ฉัวะ! เสียงเนื้อหนังถูกเฉือนขาดด้วยอานุภาพปราณกระบี่ไร้ลักษณ์*
ร่างของหลี่มู่เฉินหาได้ถอยหลังไม่ เขาพลิกตัวกลับกลางอากาศด้วยวิชาตัวเบา "ย่างก้าวท่องนิมิต" สองมือตวัดกระบี่เหล็กกล้าในมือพุ่งทะยานออกไปดุจมังกรคำรามรับฟ้าดิน คมกระบี่สีนิลกาฬแผ่ไอความเย็นยะเยือกผสานกับอัคคีจิตวิญญาณแห่งเซียน แผดเผาและแช่แข็งเงาร่างอสูรโลหิตที่อยู่เบื้องหลังให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตาเดียว
โลหิตสีแดงฉานไหลรินอาบหัวไหล่แกร่งของชายหนุ่ม รอยแผลลึกจนเห็นกระดูกปรากฏชัดเจนภายใต้ชุดคลุมที่ขาดวิ่น แต่สีหน้าของหลี่มู่เฉินกลับเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายตาที่คมปลาบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ ชายหนุ่มยืนหยัดขวางกั้นเบื้องหน้าเซียนจื่อหยวน ราวกับภูเขาผาอันยิ่งใหญ่ที่ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็มิอาจสั่นคลอนเขาได้
จื่อหยวนเบิกตากว้างเล็กน้อย ร่างระหงของนางพญาเซียนชะงักงัน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายใต้ระเบียบแห่งวิถีเซียนไร้ใจ บัดนี้กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบ นางมองแผ่นหลังที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของบุรุษผู้ทะนงตน กลิ่นอายไอโลหิตผสมผสานกับกลิ่นอายจันทร์เสี้ยวที่คุ้นเคยตีรวนอยู่ในอก
"หลี่... มู่เฉิน..." เสียงหวานใสที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี กลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างไร้สาเหตุ
นางสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่ผิดแปลกไปของชายหนุ่ม ความมุ่งมั่นที่ไม่ใช่เพียงแค่การปกป้องพันธมิตรในยุทธภพ หรือการชำระหนี้แค้นในอดีต แต่มันคือความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแลกด้วย "ชีวิตและวิญญาณ" เพื่อปกป้องนาง แม้ว่าวิถีเซียนจะบัญญัติไว้ว่าความรักคือเครื่องพันธนาการและกิเลสที่ต้องตัดขาด แต่วินาทีนี้ สายตาที่หลี่มู่เฉินใช้มองกลับไม่หลงเหลือช่องว่างให้ความลังเลใดๆ อีกต่อไป
"ถอยไป..." จื่อหยวนเอ่ยเสียงแผ่วเบา พยายามรวบรวมลมปราณเหมันต์นิรันดร์เพื่อสะบัดแขนเสื้อต้านทานกระบี่ระลอกที่สองที่กำลังพุ่งเข้ามา ทว่า อาการธาตุไฟเข้าแทรกเล็กน้อยจากการใช้เคล็ดวิชาฝืนลิขิตฟ้าเมื่อครู่ทำให้นางเซถอยหลังไปครึ่งก้าว
"เซียนจื่อหยวน..." หลี่มู่เฉินเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนสะท้อนก้องในจิตวิญญาณของทุกคนในรัศมีร้อยลี้ ชายหนุ่มไม่หันกลับมามองนาง แต่ไหล่กว้างที่เอียงรับบาดแผลแทนเธอนั้นคือคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใดๆ ในใต้หล้า "ท่านคือผู้ปกป้องสมดุลโลก แต่วันนี้... ให้ข้าได้เป็นผู้ปกป้องวิถีแห่งท่านบ้าง"
สิ้นคำพูดนั้น อัคคีจิตวิญญาณในตันтяียนของหลี่มู่เฉินก็ระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง ปราณกระบี่เก้าชั้นฟ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนาม ก่อตัวเป็นรูปกระบี่ขนาดยักษ์บนเมฆหมอกทมิฬ บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวจากแรงกดดันอันมหาศาล เหล่ามือสังหารพรรคอสูรโลหิตที่เหลือต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อพบว่า แรงกดดันนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีทางกายภาพ แต่เป็นการแผดเผาจิตวิญญาณของพวกมันให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน
จื่อหยวนจ้องมองแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย นางใช้ชีวิตมานับร้อยปี เหยียดยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพอย่างไร้ผู้ต่อต้าน มองดูความตายและความเน่าเฟะของมนุษย์มานักต่อนัก จนหัวใจถูกแช่แข็งกลายเป็นหินผา นางเชื่อมาตลอดว่าความรักและความห่วงใยคือจุดอ่อนที่ทำให้เซียนตกต่ำ
ทว่า ในยามนี้... ยามที่หยาดโลหิตของบุรุษผู้นี้หยดลงกระทบพื้นดินสีขาวโพลน นางกลับรู้สึกราวกับว่าน้ำแข็งพันปีในอกกำลังถูกหลอมละลายด้วยอัคคีที่ร้อนแรงที่สุด รอยร้าวลึกปรากฏขึ้นในใจของเซียนผู้ไร้หัวใจ รอยร้าวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความเจ็บปวด และความห่วงหาที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน
"เจ้า... โง่เง่าถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน" จื่อหยวนพึมพำกับตัวเอง ขอบตางามไหวระริกเล็กน้อย นางเอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกสลักออกไป หมายจะแตะลงบนหัวไหล่ที่บาดเจ็บของเขา เพื่อถ่าย
โครมมม!
ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดน พื้นดินเบื้องล่างก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหึมาพุ่งทะยานขึ้นมาจากขุมนรกเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะแหברי้วที่สั่นประสาทไปถึงขั้วกระดูก หัวหน้าพรรคอสูรโลหิตปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกระบี่มารโลหิตพันปีในมือ พลังปราณขอบเขตราชันย์ขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดทับจนอากาศรอบตัวกลายเป็นสุญญากาศ
"นึกไม่ถึงว่ายอดกระบี่ผู้ทะนงตนจะยอมเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อสตรีเพียงคนเดียว ช่างน่าเวทนาเสียจริง!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น พร้อมกับคมกระบี่มารที่พุ่งตรงมาหมายจะทะลวงหัวใจของทั้งสองคนในดาบเดียว
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง ประกายตาดุดลุจพยัคฆ์หนุ่มเตรียมตะครุบเหยื่อ เขาไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือขวากำด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปราณกระบี่สีนิลและอัคคีเซียนถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดจำกัด ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่มารกำลังจะพุ่งทะลวงผ่านหน้าอกของเขา จื่อหยวนกลับขยับตัวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ นางก้าวเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ครึ่งก้าว พร้อมกับปลดปล่อยพลังน้ำแข็งนิรันดร์ขั้นสูงสุดที่ผนึกไว้ด้วยหยดเลือดแห่งเซียนออกมารับการโจมตีนั้นแทน!
ตู้มมม! แรงปะทะสะเทือนเลื่อนลั่นจนฟ้าดินมืดดับลงชั่วขณะ
เมื่อฝุ่นควันจางหาย หลี่มู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่ากระบี่มารเล่มนั้น... ไม่ได้แทงทะลุร่างของจื่อหยวนอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับถูกหยุดไว้ด้วยฝ่ามือของสตรีปริศนาผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงาจันทร์ สตรีผู้สวมหน้ากากเงินลายบุปผาเหมันต์ และเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของหลี่มู่เฉินและจื่อหยวนต้องหยุดชะงักลงพร้อมกัน
"ลูกชายข้า... ในที่สุดเจ้าก็หาทางกลับมาจนได้นะ... หลี่มู่เฉิน"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอัคคีและเหมันต์นี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 4
รอยร้าวในใจเซียน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!