เสียงฟ้าคำรณสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังจะฉีกขาดเป็นสองท่อน พร้อมกับสายฝนห่าใหญ่ที่โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่ตัวอาคารเซฟเฮาส์เก่าแก่กลางป่าทึบราวกับมีใครเอาฟูกน้ำขนาดยักษ์มาเทสาดลงมา
"ถ้าไม่อยากโดนข้อหาหมิ่นประมาทจนหมดตัว... ก็หุบปากแล้วเดินตามมาเงียบๆ ซะ ธันวา"
รณภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่นัยน์ตากลับคมกริบราวกับใบมีดโกน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมส่วนและรอยสักจางๆ ที่ปลายแขนขวา เขาผลักบานประตูไม้สักหนักอึ้งเข้าไปข้างใน ก่อนจะดึงข้อมือเรียวของนักข่าวหนุ่มร่างบางให้ก้าวตามเข้ามาพ้นจากละอองฝนที่สาดกระเซ็น
ปัง!
เสียงประตูไม้ปิดสนิทพร้อมกับเสียงกลอนอัตโนมัติที่คลิก ล็อกตัวเองโดยอัตโนมัติทันที รณภพปล่อยข้อมือของธันวาเป็นอิสระ แต่พื้นที่จำกัดของห้องโถงเล็กๆ กลับทำให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่แทบไม่เหลือ ธันวาสบถเบาๆ ในลำคอ สะบัดข้อมือตัวเองป้อยๆ พลางส่งค้อนวงใหญ่ให้คนตัวโตกว่า
"มือไม้หนักเป็นบ้า... เป็นผู้กำกับหรืออันธพาลคับซอยกันแน่เนี่ยคุณรณภพ" ธันวาเชิดหน้าขึ้นเถียง ดวงตากลมโตฉายแววพยศไม่ยอมแพ้ แม้หยดน้ำฝนที่เกาะพราวตามเส้นผมสีเข้มจะทำให้เจ้าตัวดูเยินไปถนัดตา "แล้วนี่อะไร ล็อกประตูทำไม? กะจะกักขังหน่วงเหนี่ยวผมเหรอ ร้องเรียน ป.ป.ช. ได้นะเว้ย"
"เลิกพูดมากสักนาทีจะเป็นมั้ย?" รณภพถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปลดกระดุมเม็ดบนออกระบายความอึดอัด ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงมืดทึบที่มีเพียงแสงแฟลชจากสายฟ้าด้านนอกสาดส่องเข้ามาเป็นระยะ "ฟังเสียงฟ้าร้องนั่นสิ ระบบไฟของเซฟเฮาส์นี้ใช้เครื่องปั่นไฟสำรองโบราณ และตอนนี้... มันน่าจะพังสนิทไปเรียบร้อยแล้วเพราะโดนฟ้าผ่าใกล้ๆ นี้"
ติ๊ด... ติ๊ด... พรึบ!
สิ้นคำพูดของผู้กำกับหนุ่ม ไฟฉุกเฉินดวงน้อยบนเพดานก็กะพริบสองครั้งก่อนจะดับวูบลงอย่างถาวร ความมืดมิดเข้ามาโอบล้อมคนทั้งคู่ทันที มีเพียงแสงสีขาววาบวาบจากสายฟ้าภายนอกหน้าต่างที่ช่วยให้พอมองเห็นเค้าโครงรางๆ ของกันและกัน
ธันวาชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที ความมืดไม่ใช่สิ่งที่เขากลัว แต่การต้องมาติดอยู่ในพื้นที่ปิดตายกับผู้ชายอันตรายปากร้ายคนนี้... คือภัยคุกคามระดับสิบในความรู้สึก
"แล้วเราจะออกไปได้ยังไง?" ธันวาถามเสียงแข็งขึ้นกว่าเดิม เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก "รถผมจอดอยู่ข้างนอกนะเอกสารข่าวสำคัญอยู่ในนั้นหมด"
"ออกไม่ได้" รณภพตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความจริงจังจนน่าโมโห "ถนนทางเข้าเซฟเฮาส์นี้เป็นดินโคลนชันลาด ดินถล่มลงมาปิดทางเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ฝนเริ่มตกหนักระลอกแรก ทีมกู้ภัยเข้ามาไม่ได้จนกว่าพายุจะสงบ ซึ่งกรมอุตุฯ บอกว่า... อย่างน้อยก็เที่ยงคืนพรุ่งนี้โน่นแหละ"
"หา?!" ธันวาอุทานลั่น ก้าวพรวดๆ เข้าไปประชิดตัวรณภพโดยไม่ทันระวังตัว ความสูงของอีกฝ่ายทำให้หน้าผากมนเกือบจะชนเข้ากับแผงอกกว้าง "คุณล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย? ให้ผมติดอยู่กับคุณในบ้านผีสิงนี่นะ สองต่อสองเนี่ยนะ!"
รณภพก้มมองคนตัวเล็กกว่าที่ยืนจ้องหน้าเขาด้วยความโกรธกรุ่น กลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูเด็กผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าจมูก ปลุกสัญชาตญาณบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ตลอดหลายเดือนที่ต้องตามสืบเรื่องของนักข่าวจอมจุ้นคนนี้ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก
"ทำไม? กลัวอดใจไม่ไหวที่จะปล้ำผม หรือกลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ไหวมากกว่ากันล่ะ ธันวา"
"ไอ้...!" ธันวาหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธจัด มือเรีย้าง้างขึ้นหมายจะประทับรอยฝ่ามือลงบนใบหน้าคมคายนั้นสักที แต่รณภพไวกว่า เขาคว้าข้อมือทั้งสองข้างของธันวาไว้ได้อย่างแม่นยำด้วยมือเดียว ก่อนจะรวบตัวดันร่างบางให้ถอยหลังจนแผ่นหลังนุ่มแนบชิดติดกับผนังห้องเย็นเฉียบ โดยมีร่างหนาของเขาทาบทับกันไว้ไม่ให้ขยับหนี
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดด้านนอก
ระยะห่างระหว่างใบหน้าห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่บริเวณปลายจมูกทำให้ธันวาเผลอกลั้นหายใจ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน สายตาคมเข้มในความมืดที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่อ่านไม่ออก ทั้งดุ ดัน หงุดหงิด... และบางอย่างที่ร้อนรุ่มจนน่ากลัว
"ปล่อยนะ..." ธันวาพูดเสียงเบาลงอย่างผิดหูผิดตา ความเกรี้ยวกราดยามแรกเริ่มเจือด้วยความสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อฝ่ามืออุ่นจัดของรณภพเลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่กรอบหน้า เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
"ดื้อด้าน ช่างเถียง ชอบเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในที่อันตราย..." รณภพพึมพำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าชิดริมหิมฝาก นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่น "รู้ไหมว่าการทำตัวเป็นฮีโร่แบบนั้น มันทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว... ธันวา"
ประโยคสุดท้ายกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ แต่มันกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง นักข่าวหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวสมองอื้ออึงไปหมด คำว่า 'เป็นห่วง' หลุดออกมาจากปากผู้ชายปากร้ายคนนี้เนี่ยนะ?
"คุณ... พูดบ้าอะไร..."
"ฉันไม่ได้บ้า" รณภพสบถเบาๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีก จนริมฝีปากหยักแทบจะปัดผ่านแก้มเนียน "และเพราะติดอยู่ที่นี่ด้วยกัน... ความลับที่นายตามหามาทั้งชีวิต อาจจะไม่ได้ถูกเก็บไว้ในเอกสารพวกนั้นหรอกนะ"
พลั่ก!
ก่อนที่รณภพจะได้พูดอะไรมากกว่านั้น เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงใหญ่ก็ผ่าลงมาใกล้ตัวอาคารจนแสงสว่างวาบสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นรอยแผลเป็นยาวที่ต้นแขนซ้ายของรณภพที่ถูกฉีกขาดจากแรงกระชากเมื่อครู่ และเอกสารลับปึกหนึ่งที่หล่นร่วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของธันวา กระจัดกระจายอยู่บนพื้น
ธันวาก้มมองเอกสารแผ่นนั้น ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นตราประทับลับสุดยอดของกรมตำรวจที่ตรงกับคดีอุ้มหายเมื่อห้าปีก่อน... คดีที่เกี่ยวพันกับครอบครัวของรณภพโดยตรง
มือเรียวรีบก้มลงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา แต่ปลายนิ้วของเขากับรณภพกลับแตะโดนกันพอดี ความเย็นเยียบของกระดาษตัดกับความร้อนผ่าวจากสัมผัสของคนทั้งคู่
รณภพมองหน้าธันวาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความอ่อนโยนเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและคมกริบราวกับคมดาบที่พร้อมจะเชือดเฉือน
"นายรู้มากเกินไปแล้ว... ธันวา"
รณภพเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ขณะที่มือหนาคว้าข้อมือบางไว้แน่นขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ดังขึ้นจากระเบียงด้านนอกเซฟเฮาส์... เสียงฝีเท้าที่ไม่ควรจะมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในเวลาแบบนี้!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญไปกับความสัมพันธ์อันร้อนแรงนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"ตุ๊กตาโบราณ"
เซฟเฮาส์สื่อรักกับนักข่าวสายลุย•ตอนที่ 2
พายุเข้า ความลับแตก
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์สื่อรักกับนักข่าวสายลุย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
