"ถ้าพวกคุณยังใช้มานาโจมตีบาเรียระดับสี่นั้นต่ออีกสามวินาที แกนเวทมนตร์ใต้พื้นห้องใต้ดินจะระเบิด และพวกเราทุกคนจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีให้ต้นไม้กลายพันธุ์ของอาจารย์ฟลินน์นะครับ"
เสียงราบเรียบแต่ทรงพลังของไคล์ดังแทรกเสียงระเบิดตูมตามของคาถาธาตุไฟ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเบื้องหน้าจะเป็นประตูกลทรงกลมที่ผนึกแน่นด้วยอักขระโบราณสีเลือด และเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนกำลังหอบหายใจจนตัวโยนด้วยความเหนื่อยล้า
ซีลเวทมนตร์สีแดงฉานยังคงเปล่งแสงระยิบระยับ ขัดขวางทางเข้าห้องขังใต้ดินที่ลอเรนซ์เพื่อนสนิทของไคล์ถูกกักตัวไว้จากอุบัติเหตุการทดลองผิดพลาด
"แต่นายก็เห็นนี่ไคล์! อีกแค่ร้อยแรงดันเวทมนตร์ บาเรียบ้านี่ก็จะปริแตกแล้วนะ!" เรย์ตันตะโกนกลับมา มือถือไม้เท้าเวทมนตร์สั่นเทาด้วยความโมโหและอ่อนล้า เหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผากจนผมสีทองลู่ล้อมกรอบหน้า "ถ้าไม่ใช้กำลังทำลายแล้วนายจะให้เราทำยังไงวะ หรือจะใช้ 'ตรรกะ' ของนายไปเกลี้ยกล่อมให้มันยอมเปิดเองหรือไง!"
ไคล์ไม่ตอบทันที เขาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะลงบนพื้นหินอ่อนที่มีรอยร้าวเป็นเส้นใยแมงมุม ดวงตาสีเข้มใต้กรอบแว่นกวาดมองการไหลเวียนของละอองมานาที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศ สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรเวทมนตร์
ในโลกที่ทุกคนบูชาพลังและความรุนแรงของบทเวทอลังการ ไคล์กลับเลือกที่จะมองเห็นโลกใบนี้เป็นสมการคณิตศาสตร์ขนาดมหึมา ทุกคาถา เวทมนตร์ หรืออาคม ล้วนมีจุดบกพร่องและกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตาม และบาเรียตรงหน้าเขานี้ ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
"เวทมนตร์ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ครับเรย์ตัน มันคือฟิสิกส์ที่ถูกเร่งปฏิกิริยาด้วยจิตวิญญาณ" ไคล์ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อคลุมนักเรียนด้วยท่าทีสบายๆ จนเรย์ตันอยากจะเขวี้ยงไม้เท้าใส่หน้าสักที "ดูสิครับ อักขระตรงมุมซ้ายล่าง... มันรับพลังงานมาจากผลึกมานาชั้นใต้ดินโดยตรง การที่เราพยายามโจมตีมันตรงๆ ก็เหมือนกับการพยายามใช้ค้อนทุบกระจกกันกระสุน ยิ่งทุบแรง แรงสะท้อนกลับก็จะยิ่งทำร้ายคนข้างใน... ซึ่งก็คือลอเรนซ์ ที่ตอนนี้สติเริ่มเลือนรางเพราะขาดอากาศหายใจแล้ว"
คำพูดหลังสุดทำให้เรย์ตันชะงัก ไม้เท้าในมือลดระดับลงทันที สีหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด "แล้ว... แล้วเราต้องทำยังไงล่ะไคล์ นายมีแผนใช่ไหม?"
ไคล์ไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่หันไปมองเงาร่างของใครบางคนก้าวออกมาจากความมืดตรงทางเดินอับชื้น ดร. อีเลน่า อาจารย์สาวลึกลับประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ เธอกำลังกอดอกพิงผนังหิน ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา ดวงตาส่อประกายความสนใจระคนขบขันนิดๆ
"น่าสนใจดีนี่คุณไคล์" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบของอาจารย์สาวดังขึ้น "เธอคิดจะพังกำแพงอักขระระดับจอมเวทโดยไม่ต้องใช้มานาแม้แต่หยดเดียวอย่างนั้นหรือ? อย่าลืมว่าเวลาของเพื่อนเธอเหลือไม่ถึงหนาทีก่อนที่ออกซิเจนในห้องนั้นจะหมดลง"
"สวัสดีครับอาจารย์" ไคล์โค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างมีมารยาท "ผมไม่ได้บอกว่าจะพังมันครับ... ผมแค่จะ 'แก้ไข' มัน"
"แก้ไข?" เรย์ตันโพล่งขึ้นด้วยความไม่เชื่อหู
"ถูกต้องครับ" ไคล์หยิบชิ้นส่วนกลไกโลหะขนาดเล็กที่ถอดมาจากนาฬิกาพกของตัวเองออกมา มันคือเศษเฟืองทองเหลืองที่เขาใช้เวลาว่างดัดแปลงขึ้นมาเอง "บาเรียนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยอัลกอริทึมการสะท้อนพลังงานเจ็ดชั้น หากเรายิงคาถาธาตุลมเข้าไปด้วยมุมองศาที่ 47.5 พร้อมกับโยนเศษเฟืองนี้ที่มีประจุไฟฟ้าสถิตเข้าไปขัดขวางการเชื่อมต่อของวงจรเวทวงที่สาม... แรงดันทั้งหมดจะเกิดการลัดวงจรในตัวเอง และคลายตัวลงโดยไม่เกิดแรงระเบิดสักนิดเดียวครับ"
ดร. อีเลน่าหรี่ตาลงเล็กน้อย เธอมองดูชิ้นส่วนเฟืองในมือของเด็กหนุ่มนักเรียนทุนคนนี้ด้วยความทึ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ในประวัติศาสตร์เวทมนตร์นับพันปี มีไม่กี่คนหรอกที่จะมองเห็นโครงสร้างนามธรรมของเวทมนตร์ให้กลายเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในหัวได้
"ถ้านายคำนวณมุมองศาพลาดแม้แต่จุดเดียว แรงอัดจะสะท้อนกลับมาเผาร่างนายเป็นจุลนะไคล์" อาจารย์สาวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
"ผมไม่เคยคำนวณพลาดในเรื่องที่เกี่ยวกับฟิสิกส์หรอกครับอาจารย์... ยกเว้นเรื่องคะแนนสอบประวัติศาสตร์เวทมนตร์เมื่อเทอมก่อน ที่ผมดันเขียนอธิบายทฤษฎีการล่มสลายของอาณาจักรโบราณด้วยหลักเศรษฐศาสตร์มหภาค จนได้เกรด B มาครอบครองน่ะครับ" ไคล์พูดติดตลกหน้าตาย เรียกเสียงถอนหายใจจากดร. อีเลน่าได้ทันที
"เอาล่ะ เรย์ตัน เตรียมคาถาธาตุลมตามจุดที่ผมทำสัญลักษณ์ไว้บนพื้นเมื่อกี้... ส่วนผม จะเป็นคนเปิดสวิตช์ความจริงนี้เอง"
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลง ความกดอากาศในห้องใต้ดินลดต่ำลงจนรู้สึกได้ ไคล์สูดหายใจเข้าลึกๆ สายตาสีเข้มคมกริบมองตรงไปยังอักขระสีเลือดที่กำลังเต้นเรตุ
สาม... สอง... หนึ่ง...
*ฟรึบ!*
ไคล์ดีดเศษเฟืองทองเหลืองในมือออกไปด้วยแรงเหวี่ยงที่คำนวณมาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง พร้อมๆ กับที่เรย์ตันซัดลำแสงธาตุลมพุ่งเข้าชนจุดอับสายตาของบาเรียตามคำสั่งอย่างไร้ที่ติ
ไม่มีเสียงระเบิดกัมปนาท ไม่มีเศษหินกระเด็น
สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงหึ่งต่ำๆ คล้ายเครื่องจักรขัดข้อง วงแหวนอักขระสีเลือดสั่นกระริกอย่างรุนแรง ก่อนที่มันจะค่อยๆ จางหายไปในอากาศราวกับหมอกควันยามเช้า ประตูกลเปิดออกอย่างนิ่มนวล เผยให้เห็นร่างของลอเรนซ์ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นหินด้านใน
"สำเร็จ..." เรย์ตันทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความโล่งอก
ไคล์เดินเข้าไปพยุงเพื่อนสนิทขึ้นมา ก่อนจะหันไปโค้งลาอาจารย์สาวที่ยืนมองภาพความสำเร็จนั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
"ทำได้ไม่เลวเลยนี่ ไคล์..." ดร. อีเลน่าพึมพำเบาๆ ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังแบกเพื่อนเดินผ่านเธอไป "แต่ระวังตัวไว้ด้วยล่ะ... สิ่งที่เธอเพิ่งแก้ไปเมื่อครู่ มันไม่ใช่แค่อักขระป้องกันของโรงเรียน แต่เป็น 'ลายเซ็นเวท' ของใครบางคนที่กำลังจับตาดูเธออยู่"
ไคล์ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ผนังห้องใต้ดินที่มืดมิด ทันใดนั้นเอง หน้าต่างแจ้งเตือนโปร่งใสสีฟ้าสว่างวาบขึ้นกลางอากาศโดยไม่มีปุ่มปิด ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในระบบการประเมินของโรงเรียน
[ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลระบบโดยบุคคลที่สาม: รหัสลับระดับ SSS - 'หมากตัวที่ศูนย์' กำลังเริ่มต้นกระดานใหม่]
[คำเตือนจากระบบ: ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบที่แท้จริง เจ้าของรหัสเวทมนตร์ที่คุณเพิ่งทำลายไป กำลังยืนอยู่เบื้องหลังคุณในตอนนี้... และเขากำลังปรบมือให้]
ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นมาจากสันหลัง ไคล์ค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดที่ควรจะว่างเปล่า
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตรรกะและบททดสอบอันเข้มข้นนี้ไปกับ "ไมโลกับภูตน้อย" นะครับ
บันทึกวิชาตรรกะที่บิดเบือนกฎแห่งชะตาชีวิต•ตอนที่ 25
ตรรกะคืออาวุธเดียว
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวิชาตรรกะที่บิดเบือนกฎแห่งชะตาชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!