กลิ่นคาวสนิมเหล็กและผงศิลาเวทมนตร์ที่ถูกบดละเอียดอบอวลอยู่ทั่วห้องทำงานส่วนตัวของภาควิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ มันไม่ใช่กลิ่นหอมระเหยของดอกไม้ป่าที่มักพบในหอพักนักเรียนชนชั้นสูง แต่เป็นกลิ่นอายของความจริงอันดิบเถื่อน—ความจริงที่ว่าเวทมนตร์ไม่ได้ทำงานด้วยปาฏิหาริย์ แต่ขับเคลื่อนด้วยต้นทุนทางพลังงานที่ต้องแลกมาด้วยความสมดุลของร่างกาย
ไคล์วางปากกาขนนกในมือลงอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบเบาๆ บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งสะท้อนก้องในความเงียบงันของยามวิกาล ดวงตาสีเข้มจ้องมองสมการคณิตศาสตร์เวทมนตร์ที่ยาวเหยียดสิบแปดบรรทัดบนกระดาษหนังแก้ว ตัวแปรตัวสุดท้ายถูกแทนที่ด้วยค่าคงที่ที่เขาเพิ่งคำนวณได้จากการทดลองเมื่อช่วงหัวค่ำ
"ดูเหมือนว่าสมการที่ฉันทิ้งไว้ จะได้เวลาพิสูจน์ผลลัพธ์เสียทีนะ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของ ดร.อีเลน่า ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง เธอไม่ได้จุดตะเกียงเวทมนตร์ ดวงไฟสีครามดวงเล็กเพียงดวงเดียวลอยวนอยู่เหนือปลายนิ้วเรียวยาวของเธอ สะท้อนเงาใบหน้าครึ่งซีกที่ดูเยชาและลึกลับ เส้นผมสีเงินยวงรวบเก็บไว้อย่างลวกๆ แฝงความเหนื่อยล้าที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉย
ไคล์ไม่สะดุ้งโหยก เขายังคงนั่งหลังตรง ใบหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับของนักเรียนทุนผู้ผ่านการขัดเกลาจากความกดดันมานับครั้งไม่ถ้วน เขาดันแว่นกรอบเงินขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผมคิดว่าอาจารย์ไม่ได้แค่ 'ทิ้งสมการ' ไว้ให้ผมแก้หรอกครับ... แต่ท่านกำลังจงใจสร้างตัวแปรควบคุม เพื่อดูว่าผมจะกล้าพอที่จะทำลายกฎของสถาบันแห่งนี้หรือเปล่าต่างหาก"
ดร.อีเลน่าชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเทาคู่สวยหันมาสบตากับเด็กหนุ่ม รอยยิ้มบางเบาที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันช่างบางเบาเสียจนคล้ายกับภาพลวงตา
"เธอเป็นเด็กที่ฉลาดเกินไป ไคล์... และในโรงเรียนเวทมนตร์ที่ผู้คนบูชาความไร้เหตุผล ความฉลาดคือภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุด" เธอเดินเข้ามาใกล้ แสงสีครามจากปลายนิ้วสาดส่องกระทบกระดาษแผ่นนั้น "บรรยากาศในโรงเรียนช่วงนี้เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ สภาสูงเริ่มเคลื่อนไหว และพวกเขากำลังมองหาแพะรับบาปสำหรับความผิดปกติของสนามพลังมานาในเขตเหนือ"
ไคล์เหลือบมองเอกสารราชการที่ถูกคว่ำหน้าไว้บนมุมโต๊ะของอาจารย์ ขอบกระดาษมีตราประทับรูปกางเขนไขว้สีชาด—ตราสัญลักษณ์ของคณะกรรมการวินัยและตรวจสอบเวทมนตร์ต้องห้าม
"พวกเขากลัวความจริง" ไคล์กล่าวสรุปสั้นๆ น้ำเสียงไม่มีความหวาดกลัว เจือไว้เพียงความเย้ยหยันเล็กน้อย "เพราะถ้าพวกเขายอมรับว่าระบบมานาหลักของโรงเรียนกำลังเสื่อมสลายเพราะโครงสร้างทางตรรกะที่ผิดพลาดตั้งแต่รากฐาน อำนาจทั้งหมดที่พวกเขากุมไว้ก็จะพังทลายลงในชั่วข้ามคืน"
"ถูกต้อง" ดร.อีเลน่าถอนหายใจยาวนาน บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นอีกระดับ "และการทดลองที่เธอแอบทำเกี่ยวกับ 'ตรรกะที่บิดเบือนกฎแห่งชะตาชีวิต' กำลังไปจี้จุดตายของพวกมันเข้า ไคล์... คืนนี้มีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดิน หอคอยวิจัยเก่าแก่ที่ถูกปิดตายตั้งแต่ยุคก่อตั้ง"
"หอคอยรกร้างเขตสาม?" ไคล์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สมองเริ่มประมวลผลข้อมูลในหัวอย่างรวดเร็ว "ถ้าผมจำไม่ผิด พลังงานรอบๆ บริเวณนั้นถูกตัดขาดจากเครือข่ายหลักมานานกว่าสามสิบปีแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึง..."
"เพราะมีใครบางคนกำลังพยายาม 'เขียน' มันขึ้นมาใหม่" ดร.อีเลน่าหรี่ตาลง น้ำเสียงจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ไม่ใช่ด้วยเวทมนตร์ แต่ด้วยวิธีเดียวกับที่เธอใช้... สมการตรรกะ"
ทันใดนั้น เสียงระฆังเตือนภัยโบราณจากยอดหอคอยกลางก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงกังวานทุ้มต่ำและหนักหน่วงสั่นสะเทือนไปทั่วผืนแผ่นดินของโรงเรียนเวทมนตร์ มันไม่ใช่เสียงระฆังเรียกเข้าเรียน หรือเสียงประกาศยามวิกาล แต่มันคือสัญญาณเตือนระดับฉุกเฉินสูงสุด—สัญญาณที่ไม่ได้ถูกใช้งานมานานร่วมศตวรรษ
หน้าต่างกระจกสีโบราณสั่นระริกตามแรงกระแทกของคลื่นพลังงานปริศนาที่แผ่ขยายมาจากทิศเหนือ ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ควรจะมืดสนิท กลับถูกย้อมด้วยแสงสีม่วงอมแดงประหลาด กลุ่มก้อนเมฆหมุนวนเป็นเกลียวคล้ายปากอุโมงค์ขนาดมหึมาที่กำลังดูดกลืนทุกสิ่งเข้าหาตัว
ไคล์ผุดลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ มือขวาเอื้อมไปหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มยัดใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท ขณะที่ดร.อีเลน่าดึงไม้กายสิทธิ์เนื้อไม้เอมะลาลออกจากสาบเสื้อ แววตาของอาจารย์สาวเต็มไปด้วยความกังวลอย่างที่ไคล์ไม่เคยเห็นมาก่อน
"อาจารย์ครับ..." ไคล์เอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงระฆังที่ยังคงคำรามก้อง "ดูเหมือนว่าสมการของผม จะไม่ได้มีแค่เราสองคนที่กำลังแก้สินะครับ"
ดร.อีเลน่าหันมามองลูกศิษย์คนโปรด รอยยิ้มเด็ดเดี่ยวปรากฏบนใบหน้า "เตรียมตัวให้พร้อม ไคล์... เพราะสิ่งที่จะตื่นขึ้นมาหลังเสียงระฆังนี้ ไม่ใช่บทเรียนทฤษฎีในห้องเรียนอีกต่อไป แต่มันคือบททดสอบความเป็นความตายที่เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหาทางรอดด้วยสมองของเธอเอง"
ก่อนที่ไคล์จะทันได้เอ่ยปากทักท้วง ประตูไม้หนาหนักของห้องทำงานก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยแรงลมมหาศาล ร่างเงาดำทมิฬในชุดคลุมยาวคลุมศีรษะก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ และกลิ่นอายเวทมนตร์โบราณที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด—กลิ่นอายของบุคคลที่ควรจะสูญหายไปในมิติปิดตายเมื่อสามปีก่อน
"ยินดีต้อนรับการกลับมา... ลูกศิษย์ผู้รั้นรั้นของฉัน" เสียงนั้นเอ่ยขึ้นพร้อมกับเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่งที่เป็นสีขาวขุ่นไร้แววตา
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับตรรกะและเวทมนตร์บทนี้ด้วยกันนะครับ
บันทึกวิชาตรรกะที่บิดเบือนกฎแห่งชะตาชีวิต•ตอนที่ 19
คำเตือนจากความเงียบ
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวิชาตรรกะที่บิดเบือนกฎแห่งชะตาชีวิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!