"ถอยไปทิวา เรื่องนี้ไม่ใช่ธุระอะไรที่คุณจะต้องเอาตัวเข้ามารับหน้าแทน"
เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันของภูวดลดังขึ้นทันที พร้อมกับมือหนาที่คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของคนตัวเล็กแล้วดึงให้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว แรงกระชากนั้นไม่ได้รุนแรงจนน่าเจ็บ แต่มันหนักแน่นพอที่จะส่งผ่านความหงุดหงิดระคนร้อนรนออกมาได้อย่างชัดเจน
สถานการณ์ในห้องประชุมชั่วคราวบนไซต์งานตอนนี้ตึงเครียดเสียยิ่งกว่าเส้นลวดที่ถูกดึงจนสุดแรง นักลงทุนหนุ่มผู้มาใหม่หรี่ตามองคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก เอกสารในมือสั่นไหวเล็กน้อยจากการสะบัดเมื่อครู่ ขณะที่กรณ์ซึ่งยืนอยู่มุมห้องได้แต่ทำหน้าไม่ถูก มือถือโทรศัพท์ค้างไว้ทำท่าเหมือนจะกดโทรหาใครบางคนแต่ก็ชะงักไป
ทิวาที่เพิ่งโดนดึงมากระแทกอกกว้างโดยไม่ทันตั้งตัว นิ่วหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาสบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตวัดสายตาดุๆ กลับไปมองคนปากแข็งที่ชอบทำตัวเป็นฮีโร่ในเวลาที่ไม่เข้าท่า
"ใครว่าผมเอาหน้ามาแทน คุณภูวดล... สมองคุณมีรอยหยักไว้คิดแต่งานดีไซน์อย่างเดียวหรือไง ถึงได้มองไม่ออกว่านี่มันเรื่องความรับผิดชอบร่วมกัน" ทิวากัดฟันกรอด น้ำเสียงแหบพร่ากว่าปกติเล็กน้อยจนเกือบสังเกตไม่เห็น แต่คนฟังที่ยืนประชิดตัวกลับจับสังเกตได้ทันที "แปลนฉบับนั้นผมเป็นคนเซ็นรับหน้างาน ถ้ามีปัญหา ผมก็ต้องเคลียร์ ไม่ใช่ให้คุณมายืนทำหน้าถมึงทึงแล้วรับผิดไปคนเดียวแบบนี้"
"ดื้อด้าน" ภูวดลม2พยางค์สั้นๆ ออกมาด้วยความเคืองใจ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้ซีดเซียวลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อกลับแห้งผากและมีสีเรื่อแปลกๆ จากพิษไข้ที่เจ้าตัวกำลังพยายามฝืนกดมันเอาไว้ภายใต้มาดนิ่งๆ นั้น
นักลงทุนหนุ่มกระแอมเบาๆ ขัดจังหวะความสัมพันธ์ที่ชวนอึดอัดตรงหน้า "เอ่อ... ดูเหมือนพวกคุณจะมีเรื่องต้องเคลียร์กันเองสินะครับ เอาเป็นว่าผมให้เวลาถึงพรุ่งนี้เช้า ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเรื่องความเสียหายของโครงสร้าง ผมจะยกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับตามกฎหมาย"
พูดจบ เจ้าตัวก็สะบัดก้นเดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดดันเสียยิ่งกว่าเดิม
ปึง!
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับร่างของทิวาที่เซถลาไปด้านหลังอย่างกะทันหัน ขาทั้งสองข้างที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงมาตลอดทั้งวันเกิดอาการอ่อนแรงขึ้นมาดื้อๆ จนเจ้าตัวต้องยกมือขึ้นกุมขมับ ดวงตาพร่ามัวไปชั่วขณะ
"ทิว!"
เสียงเรียกที่มักจะห้วนจัดและเต็มไปด้วยความถือดีในยามปกติ ตอนนี้กลับสั่นพร่าด้วยความตกใจ ภูวดลพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันก่อนที่ร่างโปร่งจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น วงแขนแข็งแรงรวบตัวคนดื้อรั้นเข้ามาชิดอกอย่างไม่ลังเล
"ปล่อย... ผมเดินเองได้" ทิวาพยายามดันแผงอกกว้างออก แต่เรี่ยวแรงที่มีตอนนี้มันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน มือที่ควรจะผลักไสกลับกลายเป็นกำเสื้อเชิร์ตของอีกฝ่ายแน่นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว
"เงียบไปเลยทิวา ตัวคุณร้อนเหมือนเตาไฟอยู่แล้วยังจะมาอวดเก่ง" ภูวดลเอ็ดเสียงดุ สีหน้าเคร่งเครียดจนคิ้วขมวดมุ่นเป็นปม เขายกมือขึ้นทาบหน้าผากมนทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต "ให้ตายเถอะ ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ ไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ทำไมถึงไม่ยอมบอก"
"เรื่องของผม..." ทิวาพึมพำตอบเสียงเบาหวิว เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะปิดลงให้ได้ ความเย็นจากฝ่ามือหนาของสถาปนิกหนุ่มที่แนบอยู่บนหน้าผากมันช่างสบายเสียจนเขาเผลอเอียงหน้าเข้าหาโดยสัญชาตญาณ
กรณ์ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ค่อยๆ ถอยหลังออกไปอย่างรู้หน้าที่ เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะพึมพำเบาๆ กับตัวเอง "รู้แบบนี้กูไม่น่าอยู่เป็นก้างขวางคอเลยแฮะ... ปากบอกไม่ชอบหน้ากัน แต่เวลาอีกคนป่วยนี่รีบพุ่งชาร์จยิ่งกว่ามือถือแบตหมดอีกนะคุณภู"
ประตูกล่องพักคนงานถูกปิดลงเบาๆ ทิ้งให้ห้องทำงานเล็กๆ ตกอยู่ในความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและลมหายใจร้อนผ่าวของคนทั้งคู่
ภูวดลช้อนอุ้มร่างที่เบากว่าที่คิดขึ้นในวงแขน ทิวาไม่ได้ขัดขืนอีกต่อไปแล้ว ความเหนื่อยล้าและพิษไข้กัดกินพลังงานของเขาจนหมดสิ้น ดวงตาคู่สวยปิดสนิท ลมหายใจที่เป่ารดต้นคอของสถาปนิกหนุ่มร้อนผ่าวจนน่าใจหาย
ร่างสูงวางคนป่วยลงบนโซฟาหนังตัวยาวในห้องทำงานส่วนตัวของเขาเองอย่างระมัดระวัง ภูวดลเดินหายเข้าไปในห้องน้ำด้านในครู่เดียว ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกะละมังใบเล็กและผ้าขนหนูผืนนุ่ม
เขานั่งลงคุกเข่าข้างโซฟา มือหนาบิดผ้าหมาดๆ ก่อนจะบรรจงเช็ดไล่ตามกรอบหน้าคมคาย ลำคอระหง และฝ่ามืออุ่นจัดอย่างเบามือที่สุด ท่าทีที่เคยแข็งกระด้างและปากร้ายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบขรึม
"ดื้อด้านชะมัด... ปากก็เก่งนัก เวลาแบบนี้ทำไมไม่รู้จักรักตัวเองบ้างเลยวะทิวา" ภูวดลพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะที่เกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากมนอย่างทะนุถนอม
ทิวาลืมตาขึ้นช้าๆ แพขนตางอนยาวกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าคมคายของสถาปนิกหนุ่มที่อยู่ใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน แววตาที่อีกฝ่ายใช้มองเขาในตอนนี้มันเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด จนคนมองถึงกับใจกระตุกวูบ
"มองทำไม..." ทิวาถามเสียงแหบแห้ง ริมฝีปากแห้งแตกขยับยิ้มหยันตัวเองเล็กน้อย "จะมาซ้ำเติมอะไรผมอีก บริษัทยังไม่เจ๊งหรอกน่า แปลนนั้นผมแก้ทันก่อนส่งมอบรอบสองแน่"
"ใครเขาจะมาสนใจเรื่องแปลนบ้าบออะไรตอนนี้กันเล่า!" ภูวดลเผลอตะคอกใส่ด้วยความโมโหที่ถูกขัดใจ แต่เสียงนั้นกลับเบาลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดเล็กๆ ของคนป่วย "นอนพักไปซะ อย่าเพิ่งพูดมาก แรงจะหายใจยังไม่มี แล้วยังจะมาอวดดี"
"คุณภูวดล..." ทิวาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวยื่นออกไปควชายเสื้อของคนตรงหน้าไว้เบื้องหน้า ดวงตากลมโตคู่นั้นมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาของสถาปนิกหนุ่ม "ถ้าผมไม่สู้... ใครจะปกป้องงานนี้ล่ะครับ"
ภูวดลชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้น ความรู้สึกบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอกจนจุกแน่น เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
"โง่ชิบหาย..." ภูวดลกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักขยับเข้าใกล้ใบหูของคนป่วยอย่างช้าๆ "แต่ก็นะ... ถ้าไม่มีคุณคอยดื้ออยู่แบบนี้ ผมก็คงเหงาตายพอดีเหมือนกัน"
ทิวายังไม่ทันได้เอ่ยปากเถียงกลับ ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทอยู่ก็ถูกผลักเปิดผางเข้ามาเสียงดังลั่น พร้อมกับเสียงหอบแฮกของกรณ์ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาโดยไม่เคาะประตู
"เฮ้ยภู! แย่แล้ว ชิบหายละเว้ย! ไอ้-"
กรณ์ชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—ภาพที่หัวหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งกำลังคร่อมร่างของผู้รับเหมาปากจัดบนโซฟาด้วยท่าทางที่หมิ่นเหม่เสียยิ่งกว่าฉากในละครหลังข่าว!
สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา•ตอนที่ 11
ไข้หวัดกับคนปากแข็ง
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!