สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา•ตอนที่ 12

โจ๊กถ้วยนั้นกับความรู้สึกที่เกินเลย

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
"ถอยไป...ไอ้สถาปนิกบ้า จะทับกันตายอยู่แล้ว!" เสียงหอบหายใจของทิวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในออฟฟิศชั่วคราว มือหนาของภูวดลที่ยันโซฟาไว้ข้างลำตัวเขาสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เพราะความอดทนที่กำลังจะขาดผึง เขากวาดสายตามองคนใต้ร่างที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญจนหน้าซีดเผือด ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน "ถ้าผมไม่คร่อมไว้ นายก็คงกลิ้งตกโซฟาไปหัวฟาดพื้นไซต์งานตายก่อนพอดี คิดบ้างไหมทิวา" ภูวดลจงใจก้มหน้าลงไปใกล้จนปลายจมูกเกือบแตะกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินใบหน้าของอีกฝ่ายจนคนปากดีต้องเม้มปากแน่น เสียงเปิดประตูโครมครามจากกรณ์ทำลายบรรยากาศจนสิ้นซาก "เห้ย! พวกมึงทำอะไรกันวะ!" กรณ์เบิกตากว้าง ยืนค้างอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าตื่นตะลึง มือที่ถือพิมพ์เขียวร่วงหล่นลงพื้นแทบจะทันที ภูวดลผละตัวออกอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟช็อต ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาที่เขาสวมหน้ากากไว้อยู่เสมอเริ่มมีรอยแดงจางๆ ปรากฏขึ้นที่ใบหู เขาจัดเสื้อเชิ้ตที่ยับย่นของตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่าทางขึงขัง "ไม่มีอะไร กรณ์ นายเข้ามาทำไมไม่เคาะประตู" "จะเคาะได้ไง ก็เห็นติดป้าย 'กำลังคุยงาน' อยู่ แต่ใครจะไปคิดว่างานที่ว่าคือการนัวเนียกันบนโซฟา!" กรณ์กระโดดเข้ามาคว้าแขนทิวาให้ลุกขึ้น "ไปทิวา ไปหาข้าวกินข้างนอกดีกว่า อยู่ตรงนี้ประสาทจะกิน" ทิวาที่ยังมึนงงกับจังหวะหัวใจตัวเองก้าวเท้าตามกรณ์ไปอย่างเลื่อนลอย ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่ได้รับจากอ้อมกอดเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่บนแผ่นหลัง แต่มันก็ถูกกลบด้วยความโมโหตัวเองที่ดันไปหวั่นไหวกับไอ้คนหน้าตายคนนี้ ทว่าก่อนจะก้าวพ้นประตู... "เดี๋ยว" เสียงเรียบแต่ทรงอำนาจของภูวดลดึงทิวาให้หยุดชะงัก สถาปนิกหนุ่มเดินตรงเข้ามา มือข้างหนึ่งถือถ้วยโจ๊กที่สั่งมาจากร้านข้างไซต์งาน ทิวาจำได้ดีว่าเขาบ่นว่าหิวจนหน้ามืดตอนคุยแบบแปลนรอบดึกเมื่อกี้ ภูวดลยื่นถ้วยโจ๊กให้ด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก "กินซะ นายไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยง น้ำตาลในเลือดต่ำถึงได้เป็นลมจนเกือบหัวฟาดพื้นเมื่อกี้" ทิวาชะงัก มือที่กำลังจะเอื้อมไปรับสั่นเล็กน้อย เขามองใบหน้าของภูวดลที่ยังคงนิ่งขรึม แต่นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นกลับสั่นไหวด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด "ผมไม่หิว" ทิวาปฏิเสธตามนิสัย แต่ท้องเจ้ากรรมกลับส่งเสียงประท้วงดังสนั่นจนกรณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมา "เออ รับๆ ไปเหอะว่ะทิวา เขาสั่งมาให้ มึงปฏิเสธน้ำใจคนซึนมันบาปนะเว้ย" กรณ์ขยิบตาให้ภูวดลก่อนจะเดินเลี่ยงไปรอที่รถ ทิ้งให้คนสองคนยืนอยู่ลำพังในห้องที่บรรยากาศดูจะหนักอึ้งกว่าเดิม ภูวดลไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเปิดฝาถ้วยโจ๊กแล้วหยิบช้อนพลาสติกขึ้นมา ก่อนจะจ่อไปที่ปากของทิวาด้วยท่าทางถือดีเหมือนเช่นเคย "อ้าปาก ถ้าไม่กินเอง เดี๋ยวผมจะป้อนให้ตรงนี้แหละ เลือกเอา" "ไอ้... ไอ้บ้าภู! ผมโตแล้วนะ ไม่ต้องมาป้อน!" ทิวาโวยวาย ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าว เขาคว้าช้อนจากมือของภูวดลมาถือไว้เอง แต่ทว่านิ้วมือของทั้งคู่สัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที กระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่างจนทิวาต้องรีบชักมือกลับ เขานั่งลงบนเก้าอี้พลางตักโจ๊กเข้าปาก ความร้อนของอาหารไม่ได้ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงเท่ากับสายตาของคนที่ยืนกอดอกมองอยู่ตรงหน้า ภูวดลไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เฝ้ามองทุกจังหวะการเคี้ยวของเขาอย่างตั้งใจ ใบหน้าที่เคยเย็นชาคู่นั้นดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด จนทิวาเผลอคิดไปว่า... ถ้าคนตรงหน้าเลิกใส่หน้ากากแล้วพูดความจริงออกมาสักคำ เขาจะทำอย่างไร "อร่อยไหม" ภูวดลถามเบาๆ "ก็... ก็งั้นๆ" ทิวาตอบพลางก้มหน้าหลบสายตา "แล้วคุณล่ะกินหรือยัง" "ยัง" "จะไปกินก็ไปสิ ยืนมองอยู่ได้ เดี๋ยวผมก็สำลักตายหรอก" "ผมรอให้กินให้หมดก่อน นายยิ่งเป็นพวกชอบแอบอดอาหารอยู่ด้วย" ภูวดลเดินเข้ามาใกล้ แล้วนั่งลงบนขอบโต๊ะทำงานข้างๆ ทิวา แขนแกร่งของเขาพาดผ่านพนักเก้าอี้ของทิวาเหมือนคนกำลังกอดโอบจากด้านหลัง ทิวาสามารถได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกลิ่นกระดาษเขียนแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของภูวดล หัวใจของทิวาเต้นไม่เป็นจังหวะ มันเต้นแรงจนเขาเกรงว่าคนข้างๆ จะได้ยินเสียงมันเข้าจริงๆ นี่ไม่ใช่แค่ความช่วยเหลือทางหน้าที่การงาน แต่ท่าทีของภูวดลในตอนนี้มัน 'เกินเลย' กว่าที่สถานะหัวหน้ากับผู้รับเหมาควรจะเป็น "ภู..." ทิวาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงที่เบาลงอย่างไม่รู้ตัว "หืม?" ทิวาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนข้างๆ จังหวะนั้นเองที่ความอดทนของทั้งคู่ดูเหมือนจะมาถึงขีดจำกัด ใบหน้าของภูวดลขยับเข้ามาใกล้จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกัน ทิวารู้สึกถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอของอีกฝ่าย มันเป็นวินาทีที่โลกทั้งใบหยุดหมุน ทว่าทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของภูวดลก็แผดเสียงดังลั่นห้องขึ้นมาทำลายความเงียบนั้นเสียสนิท ภูวดลชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองหน้าจอ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความเคร่งขรึมทันที ทิวารีบถอยกรูดออกมาจากสถานการณ์ล่อแหลมนั้นทันทีด้วยใจที่เต้นรัวเหมือนกลองรบ "สายเข้า... จากคุณกมลวรรณ" ภูวดลพึมพำ ก่อนจะหันมามองทิวาด้วยสีหน้าที่ดูหนักใจ "ผมคงต้องไปแล้ว ทิวา... เรื่องที่คุยกันค้างไว้ ผมยังไม่ได้คำตอบจากนายเลยนะ" ภูวดลหยิบเสื้อสูทขึ้นมาสวมแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทิวามองตามหลังด้วยความรู้สึกที่กระจัดกระจาย ยิ่งเดินไปที่ประตูเพื่อจะออกไปหารถ กรณ์กลับยืนรออยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าซีดเผือด "ทิวา... มึงรีบหนีไปเหอะว่ะ" "มีอะไรวะกรณ์ ทำไมทำหน้าแบบนั้น" กรณ์ชี้มือไปที่รถคันหรูที่จอดอยู่หน้าไซต์งาน ซึ่งไม่ใช่รถของภูวดล แต่เป็นรถของใครบางคนที่ทิวาจำได้แม่น... คนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดในโปรเจกต์นี้ "เจ้าของโครงการมาที่นี่เอง... และดูเหมือนเขาจะเห็นทุกอย่างที่มึงกับภูทำกันเมื่อกี้แล้วด้วย" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนนะครับ - นาโนบอทมาสเตอร์
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%