สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา•ตอนที่ 13

สืบเสาะปมเก่า

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับฝุ่นปูนและกลิ่นอับของห้องพักคนงานชั่วคราว ไม่ได้ทำให้บรรยากาศอึดอัดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย "เจ้าของโครงการมาที่นี่เอง... และดูเหมือนเขาจะเห็นทุกอย่างที่มึงกับภูทำกันเมื่อกี้แล้วด้วย" ประโยคบอกเล่าแกมกระเซ้าของกรณ์ยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ ทว่าคนถูกพาดพิงทั้งสองกลับไม่ได้มีทีท่าตกอกตกใจอย่างที่ควรจะเป็น ทิวายังคงยืนกอดอกพิงเสาปูนด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาเรียวรีคมกริบมองลอดผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ดที่ยังไม่ได้ใส่กระจกออกไปยังลานหน้าไซต์งาน ที่ซึ่งร่างสูงโปรดของ ‘คุณธนา’ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการอสังหาฯ กำลังก้าวขึ้นรถหรูคันยาวออกไป ส่วนภูวดล... สถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนียบจนน่าหมั่นไส้ ทำเพียงแค่หยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดคราบฝุ่นที่เปื้อนแถวสันจรามอย่างใจเย็น ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เป็นประเด็นให้กรณ์ทำตาโต ไม่ได้มีความสำคัญไปกว่ารอยร้าวบนผนังอิฐมอญตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย "มองหน้าอะไรของมึงไอ้กรณ์ อยากกินลูกปูนหรือไง" ทิวาปรายตาคมกริบไปมองเพื่อนสนิทที่ยืนทำหน้ายู่ยี่พร้อมส่งเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ "แหม ไอฟ่าว... กูแค่จะเตือนด้วยความหวังดี กลัวว่าผู้รับเหมาปากหมากับสถาปนิกหน้าตายอย่างพวกมึง จะโดนข้อหาอนาจารในไซต์งานก่อสร้างก่อนที่ตึกมันจะสร้างเสร็จเท่านั้นเองครับ" กรณ์ไหวไหล่เบาๆ ส่งยิ้มกวนประสาทตามสไตล์วิศวกรประจำไซต์ที่ผ่านศึกมาโชกโชน ก่อนจะเหลือบไปเห็นสายตาดุๆ ที่ส่งมาจากร่างสูงของภูวดล เจ้าตัวก็รีบชูมือสองข้างขึ้นระดับอก "โอเคๆ กูไปตรวจหน้างานตึกบีต่อดีกว่า ปล่อยให้คนมีความลับเขาเคลียร์กันตามสบายเถอะครับ" สิ้นเสียงฝีเท้าของกรณ์ที่เดินหายลับไปตรงบันไดหนีไฟ บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ก็กลับมาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความเงียบครั้งนี้ไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนก่อนหน้า มันมีความอุ่นบางเบาลอยอบอวลอยู่รอบตัวราวกับควันจางๆ จากแก้วกาแฟ "มองอะไร" ภูวดลเป็นฝ่ายเปิดปากขึ้นก่อน น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยตามสไตล์เจ้าตัว แต่ทว่าดวงตาสีเข้มหลังกรอบแว่นสายตากลับไหววูบเล็กน้อยยามสบเข้ากับดวงตาของคนที่ยืนกอดอกอยู่ "เปล่า... แค่คิดว่าที่คุณยอมลงทุนมาช่วยผมรื้อแบบโครงสร้างคานตรงนั้นใหม่เมื่อเช้า มันไม่เห็นจะเข้ากับลุคคุณหนูไฮโซจบบอร์ดบริหารจากอังกฤษตรงไหนเลย" ทิวาแค่นหัวเราะในลำคอ ขยับตัวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานสนามที่มีแปลนพิมพ์เขียวม้วนใหญ่กางอยู่ "มือไม้พังหมด... ไหนเอามาดูซิ" คำพูดห้วนๆ แต่แฝงไปด้วยความห่วงใยแบบไม่เนียนนั้น ทำให้ภูวดลชะงักไปนิด ชายหนุ่มแบมือข้างที่ถือดินสอเขียนแบบให้ดู บริเวณสันมือมีรอยถลอกสีแดงจางๆ จากการช่วยยกคานเหล็กเมื่อช่วงสาย ทิวาสบถเบาๆ ในคอ ก่อนจะหยิบกล่องปฐมพยาบาลพลาสติกสีแดงขึ้นมาจากมุมโต๊ะ ดึงเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าสถาปนิกหนุ่ม คว้ามือแกร่งนั้นมาถือไว้อย่างถือวิสาสะ "เจ็บไหมล่ะครับคุณสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบ" ทิวาเอ่ยแซะเบาๆ ขณะที่เรียนิ้วเรียวจัดการบรรจงทายาฆ่าเชื้อลงบนรอยแผลด้วยความเบามืออย่างไม่น่าเชื่อ ภูวดลมองกลุ่มผมนุ่มที่ก้มลงต่ำจนเกือบชิดหน้าผากของเขา กลิ่นสบู่อ่อนๆ ปะปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยเข้าจมูก ชายหนุ่มเม้มปากแน่น หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติมาตลอดเริ่มรัวเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ปากที่เคยแข็งเป็นหินในยามปกติขยับยากเย็นเหลือเกิน "ผมไม่ได้สำออย..." ภูวดลพึมพำเสียงเบา "แล้วที่ต้องลงมาทำเองทั้งหมด ก็เพราะถ้าปล่อยให้ผู้รับเหมาปากจัดแถวนี้ทำงานตามใจชอบ โครงสร้างตึกมันคงพังลงมาก่อนจะได้ตรวจรับมอบงานน่ะสิครับ" "อ้าว! ปากหมาแบบนี้ เดี๋ยวพ่อก็ถีบตกเก้าอี้หรอกคุณภู" ทิวาเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วใส่ทันที ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับด้วยความหมั่นไส้ "งานเนียบของคุณน่ะ มันทำผมกับคนงานไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันสามคืนแล้วนะเว้ย รู้ตัวบ้างไหม? จะเอาองศาเป๊ะอะไรนักหนากับอีแค่ผนังฉาบปูน" "ถ้าไม่เนียบ... ตึกมันก็ไม่ปลอดภัย" ภูวดลตอบกลับเสียงนิ่ง ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย "คุณก็รู้ว่าทำไมผมถึงยอมไม่ได้... เรื่องอุบัติเหตุที่ไซต์งานเก่าเมื่อสองปีก่อน มันสอนให้ผมรู้ว่า ความประมาทแม้แต่มิลลิเมตรเดียว หมายถึงชีวิตคน" บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะเมื่อประโยคนี้ถูกเอ่ยออกมา ทิวาชะงักมือที่กำลังปิดฝายาฆ่าเชื้อ ดวงตาที่เคยฉายแววหาเรื่อง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเข้าใจลึกซึ้ง เขารู้เรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้นของภูวดลดี... ข่าวใหญ่โตที่สถาปนิกหนุ่มไฟแรงต้องแบกรับความกดดันมหาศาลจากความผิดพลาดของโครงสร้างที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนคำนวณ แต่เพราะความหยิ่งทะนงและจรรยาบรรณที่ค้ำคอ ทำให้ภูวดลเลือกที่จะรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง จนเกือบทำให้อาชีพสถาปนิกของเจ้าตัวต้องพังทลายลงในตอนนั้น "ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น..." ทิวาเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวที่ยังกุมมืออีกฝ่ายอยู่เผลอบีบเบาๆ "ผมแค่... ไม่ชอบเห็นคุณแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว แบบที่คุณกำลังทำอยู่ที่นี่" ภูวดลเงยหน้าขึ้นสบตา ทิวาในยามนี้ไม่มีคราบของผู้รับเหมาปากจัดที่ชอบต่อปากต่อคำกับเขาเลยสักนิด มีเพียงแววตาห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกระด้างที่เจ้าตัวพยายามสร้างขึ้นมาบังหน้า เหมือนกับเขา... ไม่มีผิด "แล้วทำไมคุณถึงต้องมารับงานโปรเจกต์นี้ ทั้งที่รู้ว่าผมเป็นคนคุมแบบ?" ภูวดลตัดสินใจถามคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจมานาน ทิวาหลบสายตาเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยาก "ก็เพราะ... อยากรู้ว่าสถาปนิกที่ปากดีที่สุดในกรุงเทพฯ คนนี้ จะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว" "แค่นั้น?" "อืม... แล้วก็..." ทิวากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงตรงๆ "ไม่อยากให้ใครมายืนกดดันคุณเวลาที่คุณทำงานผิดพลาด... แบบที่ผมเคยเห็นคุณตอนอยู่ที่ไซต์งานเก่าไงล่ะครับ" หัวใจของภูวดลกระตุกวูบอย่างแรง คำพูดธรรมดาๆ แต่มันกรีดทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งความรู้สึก ความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่ซ่านไปทั่วอกจนน่าตกใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมา... มีเพียงแค่ทิวาคนนี้เท่านั้นที่มองทะลุเปลือกนอกที่เย็นชาและเข้มงวดของเขา เข้ามาเห็นตัวตนจริงๆ ที่เหนื่อยล้าและหวาดกลัวอยู่ข้างใน ภูวดลขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำให้เก้าอี้พลาสติกส่งเสียงครูดกับพื้นปูน ทิวาเองก็ผุดลุกขึ้นตามโดยอัตโนมัติเนื่องจากระยะห่างที่ใกล้กันเกินไป ทำให้ตอนนี้ร่างทั้งสองแทบจะชิดติดกัน "คุณภู..." ทิวาเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว เมื่อจู่ๆ มือแกร่งของสถาปนิกหนุ่มก็ยื่นมาแตะที่ข้างแก้มของเขา แผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นปรี่ "คุณนี่มัน..." ภูวดลถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ ดวงตาคมกริบมองริมฝีปากที่ชอบเถียงเขาฉอดๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากันตรงๆ "ปากจัดแบบนี้... ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ" "ผมก็เป็นของผมแบบนี้แหละ... อ๊ะ!" คำพูดของทิวาถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ ภูวดลก็ก้าวประชิดตัวเข้ามาจนแผ่นหลังของเขาชนเข้ากับเสาปูนด้านหลังอย่างจัง มือแกร่งข้างหนึ่งรวบเอวสอบไว้มั่นไม่ให้ถอยหนี ขณะที่ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ตรงพวงแก้ม ทำให้ทิวาตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปหมด ชายหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ปากที่เคยจัดจ้านตอนนี้กลับอ้าพะงาบๆ พูดไม่ออกสักคำ "ถ้าคุณยังไม่เลิกทำตัวน่ารักแบบนี้... ผมอาจจะทนไม่ไหวอย่างที่ไอ้กรณ์มันเตือนจริงๆ ก็ได้นะครับ" ภูวดลกระซิบเสียงพร่าชิดริมหิมะฝีปากของอีกฝ่าย แววตาซึนๆ คลั่งรักถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป ทิวาใจเต้นแรงราวกับกลองรัว ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดอย่างควบคุมไม่ได้ มือเล็กยกขึ้นยันแผงอกอีกฝ่ายไว้ตามสัญชาตญาณ "นี่คุณ... บ้าไปแล้วหรือไง ที่นี่มันกลางไซต์งานนะ!" "แล้วไงล่ะครับ..." ภูวดลยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์ที่สุดเท่าที่ทิวาเคยเห็นมาในชีวิต "ในเมื่อคุณเป็นคนดึงผมเข้ามาหาเรื่องปวดหัวพวกนี้เอง... คุณก็ต้องรับผิดชอบ" ยังไม่ทันที่ทิวาจะได้สวนคำพูดใดกลับไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโهاกเหวกของคนงานที่ดังลั่นมาจากทางบันไดก็ทำลายบรรยากาศสีชมพูลงในพริบตา "คุณภูครับ! แย่แล้วครับ! ท่อประปาหลักโซนเอแตก น้ำทะลักท่วมชั้นใต้ดินแล้วครับ!" ทิวาสดุ้งโหยง ผลักอกภูวดลให้ออกห่างทันทีอย่างแรงด้วยความตกใจ ขณะที่สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเซ็งสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ ทิวาหันมามองหน้าภูวดลที่ตอนนี้กลับมาทำหน้าเรียบเฉยเป็นปกติแล้ว แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงทประกายระยิบระยับบางอย่างที่ทำเอาใจสั่น "เรื่องของเรา... ไว้ค่อยเคลียร์กันต่อ" ภูวดลกระซิบข้างหูเร็วๆ ก่อนจะหมุนตัวหยิบหมวกนิรภัยขึ้นมาสวม "ไปดูหน้างานกันครับ... ผู้รับเหมาปากหมา" ทิวายืนกัดริมฝีปาก มองตามแผ่นหลังหนาที่เดินก้าวออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ปัญหาหน้างาน หัวใจยังคงเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ทว่า... ก่อนที่ทิวาจะก้าวขาเดินตามออกไป สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนยืนอยู่ตรงมุมเสาด้านนอกหน้าต่าง... เงาของคนที่น่าจะได้ยินทุกคำพูด และเห็นทุกการกระทำเมื่อครู่ทั้งหมด! ร่างบางชะงักกึก ความเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง เมื่อเงาร่างนั้นค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืด พร้อมกับรอยยิ้มเหยียดยิ้มที่สะใจจนน่ากลัว— —ไม่ใช่กรณ์... แต่เป็นคนที่พวกเขาคาดไม่ถึงที่สุด! *ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความปากแข็งของสถาปนิกกับผู้รับเหมาคนนี้นะครับ*
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%