"อุ๊ย... กูมาขัดจังหวะเลือกกระเบื้อง หรือกูมาขัดจังหวะอะไรอย่างอื่นวะเนี่ย?"
เสียงกวนประสาทของไอ้กรณ์ลอยละลิ่วเข้ามาในห้องตัวอย่างกระเบื้อง พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉาบอยู่บนหน้าจนน่าหมั่นไส้ ทิวาเป็นฝ่ายผละถอยหลังออกมาก่อนอย่างรู้ทัน พร้อมกับส่งค้อนวงใหญ่ไปให้เพื่อนสนิทตัวดีที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
"ปากมึงนี่นะกรณ์ ถ้าว่างมากนัก ไซต์งานโซน C เทปูนเสร็จหรือยัง ถึงได้มาเดินลอยชายแถวนี้" ทิวาเอ่ยเสียงห้วน พลางยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว
ภูวดลไม่ได้เอ่ยปากไล่เพื่อนของนายเอกเหมือนทุกที ชายหนุ่มเพียงแต่ขยับแว่นสายตา เลื่อนมือไปเก็บแคตตาล็อกกระเบื้องแกรนิตโต้ลงแฟ้มด้วยท่าทีนิ่งสงบผิดวิสัย ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูนนั้นฟ้องชัดเจนว่า เจ้าตัวกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธขนาดไหนที่ถูกขัดจังหวะในวินาทีสزัประเวทินแบบนั้น
"เสร็จเรียบร้อยครับท่านผู้รับเหมา... แล้วนี่พวกมึงสองคนจะเคลียร์กันอีกนานไหม หิวไส้จะขาดแล้ว เวลางานเลิกตั้งนานสองนาน ทำไมสถาปนิกกับผู้รับเหมายังมาสุมหัวเลือกกระเบื้องลายหินอ่อนกันสองต่อสองในห้องมืดๆ อีกวะเนี่ย"กรณ์ยังคงหยอกล้อต่อคำไม่เลิก
"ใครสุมหัว ใครมึงกับใคร" ภูวดลตวัดสายตาคมกริบมองเพื่อนสนิทของทิวาทันที น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นเยียบจนกรณ์ต้องยกมือขึ้นยอมแพ้
"เออๆ กูยอมแพ้ครับคุณชายภู... เชิญพวกท่านทำงานต่อให้สบายใจนะจ๊ะ ส่วนกูขอตัวไปหาอะไรใส่ท้องก่อนดีกว่า" กรณ์ทิ้งท้ายด้วยการยักคิ้วหลิ่วตาให้ทิวาก่อนจะเดินผิวปากหายออกไปจากห้องอย่างอารมณ์ดี
ความเงียบงันกลับมาโรยตัวปกคลุมห้องตัวอย่างอีกครั้ง บรรยากาศระหว่างสถาปนิกหนุ่มเนียบกับผู้รับเหมาปากจัดกลับมาตึงเครียดขึ้นมาดื้อๆ ทิวากระแอมเบาๆ ในลำคอแก้เก้อ ก่อนจะเอ่ยตัดบท
"งั้น... วันนี้พอแค่นี้เถอะครับคุณสถาปนิก ขืนอยู่ตraยต่อ เดี๋ยวไอ้กรณ์มันคงเดินกลับมาแซวให้ประสาทกินเปล่าๆ"
ภูวดลเงยหน้าขึ้นมองคนพูด แววตาคมกริบไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเรียบเฉยตามเดิม ชายหนุ่มปิดแฟ้มกระเบื้องลงเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนทิวาต้องเงยหน้ามองตาม
"ผมยังไม่ได้บอกว่าจะกลับ" ภูวดลเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
"อ้าว แล้วคุณจะอยู่ทำอะไรอีก งานก็เคลียร์จบหมดแล้ว หรือว่าจะอยู่รอให้ไอ้กรณ์มันกลับมาแซวรอบสอง?" ทิวาเลิกคิ้วถามอย่างฉุนเฉียว
"ผมหิว" คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบ ทิวาถึงกับอ้าปากค้างเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ
"หิวก็ไปกินสิครับ มาบอกผมทำไม หรือจะให้ผมช่วยแนะนำร้านอาหารหรูๆ บรรยากาศดีๆ แถวนี้ให้ล่ะครับ คุณชายภูวดล" ทิวายกยิ้มมุมปาก ยั่วเย้าด้วยความหมั่นไส้
"เบื่อร้านหรู อาหารบริการห่วยแตก และพวกเสแสร้ง" ภูวดลตอบกลับหน้าตาย ก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวผู้รับเหมาหนุ่มที่สูงน้อยกว่านิดหน่อยจนทิวาต้องผถอยหลังกรูดไปติดขอบโต๊ะทำงาน "พาไปกินอะไรที่มันสมบุกสมบันหน่อยสิครับ... ไหนๆ ก็คุมไซต์งานด้วยกันมาตั้งนาน ยังไม่เคยเห็นรสนิยมการกินอาหารข้างทางของคุณทิวาเลยสักครั้ง"
ทิวานิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ดวงตากลมโตมองสำรวจใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะสวมสูทเนี้ยบและนั่งทำงานในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ จังๆ
"พูดจริงหรอเนี่ย? คนอย่างคุณภูวดลเนี่ยนะจะกินสตรีทฟู้ดริมถนน ระวังท้องเสียจนต้องหยุดงานเป็นอาทิตย์นะคุณ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน"
"ถ้าท้องเสียเพราะคุณพาไปกิน... ผมจะมาคิดบัญชีหน้าไซต์งานทุกวันจนกว่าคุณจะรับผิดชอบไหว" ภูวดลเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังที่ซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ลึกๆ จนทิวาต้องรีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา
สิบหนาทีต่อมา รถยนต์คันหรูสไตล์ยุโรปของสถาปนิกหนุ่มก็เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทริมถนนสายรองที่มีผู้คนพลุกพล่านและแสงไฟนีออนจากร้านค้าแผงลอยสาดส่องระยิบระยับ กลิ่นหอมฉุยของเครื่องเทศ น้ำซุปเคี่ยว และอาหารทอดลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
ภูวดลนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ดวงตากลมโตใต้กรอบแว่นมองสำรวจบรรยากาศรอบตัวผ่านกระจกรถด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก ทั้งคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยและริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น บ่งบอกถึงความไม่คุ้นชินอย่างถึงที่สุด
ทิวาที่ปลดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว หันมามองปฏิกิริยาของพระเอกหนุ่มผู้รักความสะอาดแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้ "เอ้า ลงสิครับคุณชาย หรือจะรอให้ผมพรมน้ำมนต์ต้อนรับก่อน"
ภูวดลหันขวับมามองค้อนคนปากจัด แต่ก็ยอมเปิดประตูรถก้าวลงมาแต่โดยดี ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูปดูโดดเด่นและแปลกแยกอย่างสิ้นเชิงท่ามกลางฝุ่นควันและกลิ่นอายของตลาดโต้รุ่ง ทว่าความหล่อเหลาแบบคมคายและออร่าคุณชายกลับดึงดูดสายตาของพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนรอบข้างให้หันมามองเป็นตาเดียว
"เดินตามผมมาดีๆ นะครับ ระวังเหยียบน้ำท่วมขังด้วยล่ะ" ทิวาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเดินนำลิ่วเข้าไปในซอยแคบที่มีโต๊ะพลาสติกสีแดงตั้งเรียงรายอยู่ริมทางเดิน
ทิวาพาภูวดลเดินลัดเลาะจนมาหยุดอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้าเก่าแก่ที่มีคราบเขม่าควันติดอยู่ตามผนังตึกแถว เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินซีดๆ วางอยู่รอบโต๊ะอะลูมิเนียมที่ดูผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน แม่ค้าวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นจากหม้อน้ำซุปใบใหญ่ส่งยิ้มกว้างให้ทิวา
"อ้าว ตาติว! หายหน้าไปหลายวัน พาใครมาด้วยเนี่ย หล่อเชียว นึกว่าพระเอกละครหลงเข้ามาในซอย" แม่ค้าเอ่ยทักทายเสียงดังด้วยความคุ้นเคย
"พาคนเรื่องเยอะมาลองของอร่อยครับป้า เอาเส้นเล็กต้มยำพิเศษสอง ชามนึงไม่ใส่ถั่วลิสงนะ" ทิวาสั่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันไปเลิกคิ้วมองภูวดลที่ยืนกอดอกทำหน้าเกร็งอยู่ข้างๆ "นั่งสิครับยืนทำไม หรือกลัวก้นเปื้อนเก้าอี้พลาสติก"
ภูวดลสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ แม้ในใจจะกำลังประเมินความสะอาดของร้านนี้ด้วยมาตรฐานสถาปนิกขั้นสูงสุด แต่เมื่อเห็นสายตาที่ทิวาทอดมองมาพร้อมรอยยิ้มเย้าแหย่ เขาก็ยอมหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกตัวนั้นอย่างจำยอม
"ผมไม่ได้กลัวเก้าอี้เปื้อน... ผมแค่กำลังคิดว่า ถ้าอาหารมื้อนี้ทำให้ผมท้องเสีย พรุ่งนี้ไซต์งานของคุณพังแน่" ภูวดลเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตาคู่คมกลับแพรวพราวขึ้นมาอย่างประหลาด
"ปากแข็งชะมัด" ทิวาพึมพำเบาๆ พลางหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดตะเกียบและช้อนยื่นให้คนตรงข้าม "เอ้า เช็ดซะ ถึงมันจะไม่ได้สะอาดเอี่ยมอ่องแบบภัตตาคารหรู แต่การันตีความอร่อยโดยผู้รับเหมามือหนึ่งคนนี้เลยนะ"
ภูวดลรับช้อนและตะเกียบมาจากมือของอีกฝ่าย ปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกันเพียงแผ่วเบา แต่กลับสร้างกระแสไฟอ่อนๆ แล่นริ้วผ่านผิวสัมผัสจนภูวดลต้องรีบดึงมือกลับและเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงจางๆ
ไม่นานนัก ก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้อนๆ ชามโตก็ถูกยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมของมะนาวสด พริกเผา และถั่วคั่วเตะเข้าจมูกทันที ทิวาไม่รอช้า หยิบพริกป่นและน้ำปลามาปรุงใส่ชามของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มที่นั่งมองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
"กินเป็นไหมเนี่ยคุณ หรือต้องให้ผมป้อน?" ทิวาแกล้งแซว
ภูวดลตวัดสายตาดุดันกลับมาทันที "ผมอายุสามสิบแล้วนะ ไม่ใช่เด็กสามขวบ"
พูดจบร่างสูงก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปากอย่างระมัดระวัง ทิวานั่งลุ้นระทึกราวกับกำลังรอฟังผลสอบเอ็นทราンス ภูวดลเคี้ยวช้าๆ สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มนิ่งค้างไปสามวินาที ก่อนที่แววตาจะฉายประกายความแปลกใจออกมาวูบหนึ่ง
รสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม และความเผ็ดร้อนที่กำลังพอดี แตกต่างจากอาหารรสชาติจืดชืดในภัตตาคารหรูที่เขากินอยู่เป็นประจำอย่างสิ้นเชิง
"เป็นไง... แย่จนกินไม่ลงเลยใช่ไหมล่ะ?" ทิวาแกล้งถามเย้า
ภูวดลกลืนเส้นก๋วยเตี๋ยวลงคอ หยิบน้ำเปล่าขึ้นมาจิบเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้รับเหมาปากจัด นัยน์ตาคมกريบพราวระยับด้วยรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง
"ก็... ไม่เลว" ภูวดลตอบเสียงเรียบ แต่ตะเกียบในมือกลับขยับคีบเส้นคำที่สองเข้าปากอย่างรวดเร็วโดยไม่หยุดพัก
ทิวาหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู ความตึงเครียดระหว่างพวกเขามลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงบรรยากาศยามค่ำคืนที่อบอุ่นและเรียบง่าย ทว่าในจังหวะที่ทิวาก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวในชามของตัวเองอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของภูวดลก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
ภูวดลขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ทันทีที่เห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ สันกรามของเขาก็กลับมาขบเข้าหากันแน่นอีกครั้งด้วยความหงุดหงิด
ทิวาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ "มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?"
ภูวดลไม่ได้ตอบคำถามทันที ชายหนุ่มกดตัดสายตาคมมองหน้าจอที่ดับลง ก่อนจะเงยขึ้นสบตากับทิวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน
"แม่ผม... บินกลับมาจากต่างประเทศแล้ว และตอนนี้ท่านกำลังยืนรอผมอยู่ที่คอนโด"
ทิวาสะดุ้งเฮือก ตะเกียบในมือแทบหลุดร่วงลงพื้นเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของพระเอกหนุ่ม
"และท่านบอกว่า... อยากเจอ 'ผู้รับเหมา' ที่ทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านเปลี่ยนไปจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องแบบนี้"
[Cliffhanger Hook]
ภูวดลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าข้อมือของทิวาก่อนที่นายเอกจะทันได้ตั้งตัว "ไปกับผมเดี๋ยวนี้... เราต้องไปเคลียร์เรื่องนี้ให้มันจบ"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา" เสมอมานะครับ
สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา•ตอนที่ 8
มื้อค่ำข้างทางที่เปลี่ยนบรรยากาศ
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!