รอยต่อของคานคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นสามไม่ได้ยินเสียงสบถด่าทอเหมือนสองอาทิตย์ก่อน ปลอกเหล็กปลasขัดกันแกรกกรากเบาลง กลายเป็นความเงียบแบบแปลกประหลาดที่ทำให้คนฟังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"แปลก..."
เสียงทุ้มห้วนของกรณ์ดังขึ้นจากมุมเสา ทะลึ่งพรวดพราดยื่นหน้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างสถาปนิกหนุ่มมา A-list กับผู้รับเหมาหนุ่มหน้าตาถมึงทึงที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจดูระดับน้ำในสายยางใส
"แปลกอะไรของมึง กรณ์" ทิวาเงยหน้าขึ้นจากพื้นปูน ขมวดคิ้วยุ่งจนรอยย่นตรงหว่างคิ้วแทบผูกเป็นโบ เสื้อยืดสีมอๆ เปื้อนคราบฝุ่นซีเมนต์แนบไปกับแผ่นอกตามแรงเหงื่อ ยิ่งทำให้คนมองต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายยาก
"ก็ปกติเวลานี้ สถาปนิกภูวดลเขาต้องยืนกอดอกทำหน้ายักษ์ใส่กูว่า 'ถ้าตรงนี้คลาดเคลื่อนสองมิลลิเมตร ผมจะรื้อทิ้งทั้งแถบ' แต่วันนี้... เงียบกริบ ยิ่งกว่าป่าช้า แถมยืนมองหน้าทิวเหมือนคนทำกระเป๋าตังค์เมียหายอีกต่างหาก" กรณ์หัวเราะในลำคอ สายตาเจ้าเล่ห์กวาดมองคนทั้งคู่สลับไปมาอย่างจับผิด
ภูวดลสะดุ้งเล็กน้อย เผลอขยับแว่นสายตาที่ไม่มีความจำเป็นต้องขยับ มือเรียวที่ปกติมักจะถือม้วนแบบแปลนกระชับมั่น ตอนนี้กลับกำม้วนกระดาษแน่นเสียจนขอบกระดาษยับยู่ยี่
"ผมแค่วิเคราะห์โครงสร้างตามหลักวิศวกรรม ไม่ได้ว่างมานั่งเล่นตลกแบบคุณกรณ์ ถ้าตรวจงานเสร็จแล้วก็ไसไปดูหน้างานโซน B โน่นครับ เหล็กเสริมคานยื่นยังไม่ได้มาตรฐาน" ภูวดลตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะพยายามหลบเลี่ยงการสบตา แต่ทว่า... มันช้าไปเสี้ยววินาที ทิวาเห็นแล้ว—เห็นประกายความไหววูบในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
ตั้งแต่คืนนั้น คืนที่ฝนตกหนักจนต้องติดอยู่ในสำนักงานชั่วคราวหน้าไซต์งาน บรรยากาศระหว่างเขากับไอ้คุณสถาปนิกหน้าตายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเกรี้ยวกราดที่เคยใช้ฟาดฟันกันด้วยคำพูดเจ็บแสบมลายหายไป เหลือเพียงความเกร็งประหลาดเวลาที่บังเอิญหันมาสบตากัน
ทิวายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามกางเกงยีนส์ลวกๆ ขายาวก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงโปร่งของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นแดดและเหงื่อจางๆ จากตัวภูวดลลอยเข้าจมูก ทำเอาหัวใจคนปากจัดกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย
"นี่... คุณภู" ทิวาเรียกเสียงเบาลงกว่าปกติโดยอัตโนมัติ
"อะไรครับ" ภูวดลหันมามอง นัยน์ตาสีเข้มคมปลาบจับจ้องมาที่ใบหน้าเปื้อนฝุ่นของอีกฝ่าย ระยะห่างระหว่างกันตอนนี้เหลือแค่คืบเดียว ชนิดที่ว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งขยับอีกนิด ปลายจมูกคงจะชนกัน
"คุณ... เป็นอะไรหรือเปล่า ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ มองหน้าผมแปลกๆ หรือว่าแบบแปลนตรงนี้มันมีปัญหาอะไรที่คุณยังไม่ได้บอกผม" น้ำเสียงของทิวาไม่ได้มีความกวนประสาทเจือปนเหมือนเคย มีแต่ความสงสัยใคร่รู้ที่ซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้เบาบาง
ภูวดลชะงัก ลมหายใจอุ่นๆ ของทิวารดรดอยู่บนผิวแก้มทำให้สมองส่วนหน้าของสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบรวนเรไปหมด เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาเลื่อนต่ำลงมองริมฝีปากที่กำลังขยับพูด ก่อนจะรีบดึงสติตัวเองแล้วเสมองไปทางอื่น
"เปล่า... ไม่มีอะไร แบบแปลนไม่มีปัญหา" ภูวดลตอบเสียงแข็งกลบเกลื่อนความประหม่า ทว่าใบหูขาวสะอาดกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด "ผมแค่คิดว่า... ช่วงนี้คุณพูดน้อยลง แปลกดี"
"อ๋อ กลัวผมไม่มีแรงเถียงคุณว่างั้นเถอะ" ทิวายกยิ้มมุมปาก พยายามดึงความกวนประสาทเดิมๆ กลับมาเพื่อทำลายความเงียบที่ชวนให้อึดอัดนี้ "ถ้าคุณอยากฟังผมด่าว่าสถาปนิกสมองนิ่มนัก ก็บอกกันตรงๆ ได้นะ ผมจัดให้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเกรงใจ"
"ใครอยากฟังคุณบ่น" ภูวดลสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก "ปากดีแบบนี้ ระวังเถอะ..."
"ระวังอะไรล่ะ ระวังผมจะต่อราคาค่าแรงเพิ่มเหรอ"
"ระวัง... จะถอนตัวไม่ทัน"
คำพูดนั้นหลุดออกจากปากภูวดลด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าปกติ ทว่าก้องกังวานในความเงียบของชั้นสาม ทิวาชะงักค้าง ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความหมายแฝงในประโยคพ่วงด้วยแววตาจริงจังที่ตกลงมาทาบ It hits different ทันทีที่มองลึกเข้าไปในดวงตานั้น
ไม่มีรอยยิ้มเยาะ ไม่มีความถือดี เหลือเพียงความรู้สึกบางอย่างที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งมาตลอดหลายเดือน
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดึงออกซิเจนออกไปจนเบาหวิว เสียงตอกเสาเข็มไกลๆ กลายเป็นเสียงอื้ออึงในฟองอากาศ ทิวากลืนก้อนความเหนียวหนืดลงคอ รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามจนน่าอาย มือใหญ่ที่ถือประแจเลื่อนเผลอพ Bending กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"คุณหมายความว่า..." ทิวาเอ่ยเสียงแผ่ว พยายามจะหาคำมาต่อประโยค แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้ง
ภูวดลเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป สถาปนิกหนุ่มเม้มปากแน่น ดวงตาคู่คมฉายแววไหวระริกเป็นครั้งแรก เขากำลังจะอ้าปากแก้ตัวเพื่อดึงกำแพงความเย่อหยิ่งกลับมาตั้งรับเหมือนเช่นเคย
*ปัง!*
เสียงฝ่าเท้าหนักๆ พร้อมเสียงตะโกนโهاกเหวกดังขึ้นจากบันไดหนีไฟขัดจังหวะทุกสรรพเสียง
"พี่ทิว! แย่แล้วพี่!" เสียงลูกน้องคนสนิทตะโกนลั่นตึก วิ่งหน้าตื่นขึ้นมาถึงชั้นสาม "ท่อประปาหลักโซน A แตก น้ำทะลักเข้าห้องเครื่องควบคุมไฟฟ้าแล้วพี่! เบรกเกอร์ตัดพรืดเดียว ดับทั้งไซต์เลย!"
ทิวาผละออกจากระยะประชิดของภูวดลทันทีราวกับถูกไฟช็อต ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเมื่อครรลองหายวับไปกับตา เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของผู้รับเหมาที่พุ่งพล่าน
"ฉิบหายแล้ว!" ทิวาสบถลั่น หันขวับไปมองหน้าภูวดลที่ปรับสีหน้ากลับมาเป็นโหมดเคร่งเครียดแบบมืออาชีพได้ภายในเสี้ยววินาที
"ไป!" ภูวดลสั่งสั้นๆ น้ำเสียงเฉียบขาดเปลี่ยนกลับเป็นสถาปนิกผู้ควบคุมงานทันที "แยกย้าย ผมจะลงไปดูผังระบบไฟใต้ดินกับคุณด้วย"
ทั้งสองคนวิ่งนำหน้าลูกน้องลงไปชั้นล่างอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของคนงานที่วิ่งกันอลหม่าน ทว่า... ท่ามกลางเสียงโวยวายและกลิ่นอายความฉุกเฉิน ภูวดลกลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของทิวาไว้แน่นในจังหวะที่ต้องวิ่งผ่านทางแคบๆ
ฝ่ามือที่ร้อนผ่าวและแรงบีบกระชับที่ส่งผ่านความห่วงใยแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ทิวาต้องหันกลับไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่วิ่งนำอยู่
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่ มีเพียงฝ่ามือที่ประสานกันแน่นขึ้นท่ามกลางความโกลาหล และสายตาที่สบกันเพียงเสี้ยววินาที... แต่มันกลับชัดเจนยิ่งกว่าคำสารภาพรักใดๆ ในโลก
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครทุกตัวนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา•ตอนที่ 15
ระยะห่างที่เริ่มหายไป
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!