“เฮ้ย! พวกเอ็งทำบ้าอะไรกันวะเนี่ย!”
แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือของกรณ์สาดวาบเข้ามาตรงเบ้าตาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาผม—ทิวา ผู้รับเหมาหนุ่มที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์หลังพิงผนังปูนเปลือยและมีร่างสูงโปร่งของสถาปนิกหน้าตายอย่างภูวดลคร่อมทับอยู่ครึ่งตัว—ต้องรีบยกมือขึ้นบังแสงพร้อมกับผลอกอีกฝ่ายออกเต็มแรง
แต่เพราะความล่ำสันและน้ำหนักตัวของไอ้สถาปนิกปากแข็งนี่แหละ ทำให้แทนที่ผมจะผลักมันกระเด็น กลายเป็นว่าศอกผมไปกระแทกเข้ากับซี่โครงมันเต็มรักจนภูวดลหลุดเสียง “อั่ก!” ออกมาเบาๆ
“โอ๊ย! มือหรือตีนวะเนี่ยทิว” ภูวดลนิหน้าด้วยความเจ็บ มือหนายกขึ้นกุมสีข้างตัวเองพลันถอยร่นออกไปยืนตั้งหลักดีๆ แสงไฟจากกรณ์ที่เดินเข้ามาใกล้ทำให้ผมเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะปั้นปูนตึงใส่ผมตลอดเวลา บัดนี้กำลังขึ้นสีแดงเรื่อตรงใบหูแถมยังกัดริมฝีปากล่างแก้เก้อ
ให้ตายเถอะ... ภาพไอดอนสถาปนิกผู้เคร่งขรึม รักความสมบูรณ์แบบจนโลกต้องกราบ ยามนี้กลับมีสภาพหัวยุ่งเหยิงเพราะเสาเหล็กขูดเกี่ยว เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนหลุดลุ่ยกระดุมเม็ดบนหลุดหายแถมยังมีคราบฝุ่นปูนติดอยู่ตรงหัวไหล่ มันช่างเป็นมุมโก๊ะๆ ที่โคตรจะหาดูยาก... และยอมรับเลยว่า มันสะดุดตาจนหัวใจผมกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่งแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ตึ้ก... ตึ้ก...*
เสียงหัวใจบ้าบออะไรวะเนี่ย! ผมรีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วลุกขึ้นปัดกางเกงยีนส์ปัดเสื้อตัวเองป้อยๆ พยายามตีสีหน้ากวนประสาทกลบเกลื่อนความวูบไหวแปลกๆ ในอกทันที
“อุ๊ย ตาย...” ผมแสร้งยกมือทาบอก ทำเสียงสูงใส่ “นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณวิศวกรผู้รอบคอบนี่เอง เดินตรวจไซต์งานยังไงวะเนี่ยกรณ์ เกือบทำเอาคนเขาเข้าใจผิดคิดว่าพวกฉันกำลังสวีทกันในซอกตึกแล้วมั้ยล่ะ”
“สวีทบ้านแกสิไอ้ทิว!” กรณ์หรี่ตามองผมสลับกับภูวดลที่ตอนนี้ยืนกอดอกตีสีหน้าเรียบเฉยกลบเกลื่อนอาการเมื่อครู่ได้เร็วยิ่งกว่าเสก “แล้วทำไมพวกแกถึงมาลงเอยกันในสภาพซอกหลืบแบบนี้วะ หน้าตาตื่นเชียว... หรือว่าข้างนอกฝนตกหนักจนไม่มีที่หลบฝน?”
“ฝนตกบ้าอะไร ฝนไม่ได้ตกสักหยด!” ภูวดลสวนกลับเสียงแข็ง สีหน้ากลับมาเรียบตึงเป็นระเบียบตามสไตล์นายเป๊ะประจำบริษัท “พอดีสะพานไฟมันช็อต ฉันเดินมาเช็กคานรับน้ำหนักโซนนี้แล้วบังเอิญสะดุดร่องพื้น แล้วไอ้ผู้รับเหมาปากหมานี่ก็ยืนเกะกะขวางทางอยู่ ฉันก็เลย... เสียหลักล้มใส่ แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งสิ้น”
“อ๋อ... เสียหลักล้มใส่?” กรณ์ลากเสียงยาวอย่างรู้ทัน แววตาเจ้าเล่ห์ฉายชัดใต้แสงไฟฉาย “ท่าทางจะล้มได้แนบแน่นมากนะเพื่อนภู หน้าเกือบจะฝังจมูกลงไปบนแก้มไอ้ทิวอยู่รอมร่อแล้วมั้งน่ะ”
“พูดมากน่ากรณ์!” ผมแหวใส่เพื่อนสนิทตัวเองเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนรinความร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้ม “เอ็งจะตรวจงานก็รีบตรวจไป สะพานไฟแก้เสร็จหรือยังวะ ไฟดับมืดเป็นป่าช้าแบบนี้ฉันทำงานต่อไม่ได้นะเว้ย เดี๋ยวกำแพงที่เพิ่งฉาบเสร็จได้พังครืนลงมาพอดี”
“เออๆ เรียบร้อยแล้ว ช่างไฟกำลังสับคัตเอาต์ใหม่อยู่ข้างนอก อีกสองนาทีไฟก็มา” กรณ์โบกมือไล่ “แล้วก็นะ... เลิกเขม่นกันสักวันจะตายมั้ยวะ สองคนนี้เจอกันทีไรมีเรื่องให้ตึกสะเทือนทุกที”
พูดจบ กรณ์ก็หมุนตัวเดินส่องไฟฉายกลับออกไปทางโถงทางเดินปล่อยให้เราสองคนยืนอยู่กันตามลำพังท่ามกลางความมืดสลัวอีกครั้ง
บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นปูนจางๆ ลอยวนอยู่ในอากาศ ทำให้ผมรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเรามันช่างแคบเกินความจำเป็น ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งจะผละออกจากกัน
ผมเหลือบตามองภูวดลผ่านความมืด... ให้ตายเถอะ ไอ้บ้านี่ยังยืนลูบซี่โครงตัวเองป้อยๆ อยู่เลย สีหน้ามันดูเจ็บจริงไม่ติงนัง
“นี่...” ผมเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ลดความกวนลงไปนิดหน่อยอย่างไม่ตั้งใจ “เจ็บมากหรือไงวะ ศอกฉันเมื่อกี้... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะกระแทกซะหน่อย ก็เอ็งเล่นพุ่งตัวเข้ามาซะแรงจนตั้งรับไม่ทันนี่หว่า”
ภูวดลชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นสะท้อนแสงไฟจากภายนอกวาววับ ชั่วแวบหนึ่ง... ผมเห็นแววตาอ่อนแสงลงอย่างที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มันก็เกิดขึ้นแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่มันจะกลับมาเป็นสายตาดุดันและหยิ่งผยองตามเดิม
“ห่วงฉันเหรอทิว?” ภูวดลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มกวนประสาทที่โคตรจะน่าหมั่นไส้ “นึกว่านายจะใจดำกว่านี้ซะอีก เห็นปากจัดใส่ฉันทุกวัน นึกว่าจะสะใจซะอีกที่เห็นฉันเจ็บตัว”
“ใครห่วงเอ็งวะ!” ผมรีบปฏิเสธเสียงแข็งทันควัน เมินหน้าหนีไปทางอื่นทันที “ฉันแค่กลัวว่าถ้าเอ็งซี่โครงหักขึ้นมาจริงๆ งานก่อสร้างชิ้นนี้มันจะชะงัก แล้วคนที่ซวยต้องมานั่งแก้แบบตามใจสถาปนิกเรื่องมากอย่างเอ็งมันก็คือฉันต่างหากเล่า!”
“ปากแข็งจริงนะนายเนี่ย...” ภูวดลขยับเข้ามาใกล้ผมอีกก้าวหนึ่ง จนผมต้องถอยหลังไปชนกับผนังปูนเย็นเยียบอีกรอบ “ทั้งที่เมื่อกี้... หน้าแดงซะขนาดนั้น กลัวฉันไม่รู้หรอว่าเขินน่ะ”
“ใครเขิน! ฝุ่นมันเข้าตาเว้ย! ไซต์งานก่อสร้างฝุ่นมันเยอะ เอ็งก็รู้!” ผมเถียงเสียงดังกลบเกลื่อนความพิรุธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นจนทะลุปรอท ร้อนไปหมดทั้งใบหน้ายันใบหู
“เหรอ...” น้ำเสียงของภูวดลทุ้มนุ่มและใกล้เข้ามาจนน่ากลัว ปลายจมูกโด่งเป็นสันนั่นอยู่ห่างจากแก้มผมไม่ถึงคืบ ร่างสูงโน้มตัวลงมาใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงกักตัวผมไว้ตรงกลาง “งั้นแปลว่าที่หัวใจนายเต้นแรงจนฉันได้ยินเสียงเมื่อกี้... ก็คงเป็นเพราะฝุ่นเข้าหูสินะ?”
คำพูดนั้นทำเอาผมชะงักกึก หูอื้ออึงไปหมด
*ไอ้บ้านี่... มันได้ยินเสียงหัวใจผมด้วยเหรอวะ?!*
ผมเบิกตากว้าง อ้าปากพะงาบๆ จะหาคำด่าเจ็บๆ มาสวนกลับเพื่อกู้ฟอร์ม แต่สมองมันดันรันภาพตอนที่เราแนบชิดกันเมื่อครี้ลอยกลับเข้ามาในหัวซะอย่างนั้น กลิ่นกายสะอาดๆ ของมันที่ผสมกับกลิ่นบุรุษเพศทำให้สติผมกระเจิดกระเจิงไปหมด ทิวาเอ้ย แกจะมาแพ้ทางผู้ชายปากหมาคนนี้ไม่ได้นะเว้ย!
“ถอยไปเลยนะไอ้คุณภู! ขืนเข้าใกล้ฉันอีกก้าวเดียว ฉันเอาค้อนปอนด์ทุบหัวเอ็งจริงๆ ด้วย!” ผมเงื้อมือขึ้นขู่ ทำท่าทางขึงขังกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเองสุดฤทธิ์
ภูวดลหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มนุ่มและกวนประสาทที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา ดวงตาคมคายคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ใบหน้าผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนเป็นคู่อริเขาจะมองกัน...
*แปะ! แปะ!*
ทันใดนั้นเอง ไฟนีออนบนเพดานก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งชั้น โถงทางเดินที่เคยสลัวมืดกลับมาสว่างจ้าจนแสบตา
เสียงฝีเท้าของคนงานและเสียงตะโกนคุยกันดังแว่วมาจากโซนด้านหน้า ทำลายบรรยากาศชวนใจเต้นระทึกเมื่อครู่ให้สลายหายไปในพริบตา
ภูวดลผละตัวออกไปยืนตรง จัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว เขายกยิ้มมุมปากนิดๆ ส่งสายตามาให้ผมแบบที่ทำให้ผมอยากจะกระโดดเตะก้านคอให้สติหลุดสักที
“ทำงานต่อเถอะผู้รับเหมา...” ภูวดลเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ แต่แววตากลับระยิบระยับชอบกล “อย่ามัวแต่ยืนใจลอย... เดี๋ยวงานจะไม่เสร็จตามกำหนดนะ”
ไอ้สถาปนิกหน้าตาย! ผมได้แต่กัดฟันกรอด กำหมัดแน่นในกระเป๋ากางเกง มองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินฮัมเพลงเบาๆ ออกไปจากโซนนั้นด้วยความหมั่นไส้ระดับสิบ
ให้ตายเถอะ... วันนี้ผมพลาดท่าให้มันไปกี่รอบแล้ววะเนี่ย!
แต่ทว่า... ความคิดทั้งหมดของผมต้องหยุดชะงักลงทันที เมื่อเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาผม พร้อมกับเสียงตะโกนที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
“คุณทิวครับ! แย่แล้วครับ!” คนงานหนุ่มหน้าตาตื่นวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหยุดตรงหน้าผม หายใจหอบโยนจนตัวโยน “เกิดเรื่องใหญ่ที่โซนคานด้านหลังแล้วครับ! แบบก่อสร้างที่ส่งมาใหม่กับหน้างานจริง... มันไม่ตรงกันครับ!”
ผมเบิกตากว้าง สมองประมวลผลวับทันที “ว่าไงนะ?! แบบไม่ตรงกันได้ยังไง ใครเป็นคนอนุมัติแบบนั้น!”
คนงานกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สีหน้าซีดเผือด “ก็... ก็คุณภูวดลเป็นคนเซ็นอนุมัติแบบฉบับล่าสุดนี้เองครับ!”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์สุดป่วนชวนฟินของพวกเขานะครับ
สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา•ตอนที่ 5
รอยยิ้มที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!