"หลบไปไอ้ทิว! ทางนี้เสาเอกมันกำลังจะดีดตัว!"
เสียงตะโกนแหบห้าวของกรณ์ดังลั่นแทรกเสียงลมกรรโชกฮวบใหญ่เข้ามาในโถงทางเดิน ก่อนที่ร่างหนาของวิศวกรหนุ่มจะพุ่งพรวดเข้ามาในระยะประชิด มือข้างหนึ่งคว้าไหล่ทิวาแล้วกระชากถอยหลังสุดแรง จนแผ่นหลังของผมที่ยืนค้ำเก้าอี้อยู่ใกล้ๆ เกือบจะเซไถลไปชนกับกองแบบแปลนบนโต๊ะทำงาน
ทิวากัดฟันกรอด ดวงตาคู่คมตวัดมองเพื่อนสนิทสลับกับผมที่ทรงตัวแทบไม่ทัน "เอ็งจะแหกปากทำไมวะไอ้กรณ์ คนตกใจหมด!"
"ตกใจบ้าอะไรเล่า! ข้างนอกโน่นพายุเข้า รอกเครนหน้าไซต์สั่นพับๆ จนหัวน๊อตแทบหลุด ถ้ากูไม่มาลากพวกมึงออกไปรับรองว่าได้กลายเป็นปลาดุกย่างเกลือกันหมดนี่แน่!" กรณ์หน้าตาตื่นตระหนก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก มือชี้ออกไปทางกระจกบานใหญ่ที่ตอนนี้ถูกสายฝนกระหน่ำซัดเข้าใส่จนแทบมองไม่เห็นทัศนียภาพด้านนอก
บรรยากาศในห้องประชุมชั่วคราวเปลี่ยนจากความอึมครึมทางอารมณ์ กลายเป็นความอลหม่านในพริบตา เสียงโลหะกระทบกันดังโครมครามจากด้านนอกผสมผสานกับเสียงฟ้าคำรามลั่นทุ่ง ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาเข้มเมื่อครู่ บัดนี้มืดสนิทราwกับถูกหมึกดำสาดใส่จนมองไม่เห็นทาง
"ทุกคนอพยพไปที่อาคารปูนชั้นล่างด่วน! ส่วนพวกเอ็งสองคน..." กรณ์หันขวับมามองหน้าผมกับทิวาก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ติดแหง็กอยู่ตรงนี้ก่อนเถอะ ทางเดินเชื่อมฝั่งนู้นน้ำท่วมทะลักจนข้ามไม่ได้แล้ว กูต้องรีบไปดูคานรับน้ำหนักฝั่งโน้นก่อน เวรกรรมอะไรวะเนี่ย!"
พูดจบทิ้งท้ายแค่นั้น กรณ์ก็วิ่งหายลับไปกับสายฝนที่สาดซัดเข้ามาทางประตูทางเข้าอย่างไร้เยื่อใย
ปัง!
เสียงประตูกระแทกปิดลงตามแรงลม ทิ้งให้ผมและทิวายืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกแทนที่ด้วยเสียงฝนถล่มหลังคาเหล็กเมทัลชีทจนดังสนั่นหู
ผมหันไปมองหน้าทิวา เจ้าตัวกำลังใช้มือเสยผมชื้นเหงื่อขึ้นลวกๆ ใบหน้าคมคายบึ้งตึงด้วยความหงุดหงิดที่สะสมมาตั้งแต่บ่าย ทว่าในความหงุดหงิดนั้นกลับมีประกายความกังวลซ่อนอยู่ลึกๆ
"มองอะไรหน้าปลาตายแบบนั้นวะคุณสถาปนิก" ทิวาเปิดฉากทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงห้วนจัดแต่เจือความเหนื่อยอ่อน "กลัวจนขาสั่นแล้วมั้งน่ะ"
"ผมไม่ได้กลัว แค่กำลังคิดว่าแปลนที่คุณแก้รอบล่าสุดมันจะพังคามือเอาจริงๆ หรือเปล่า ถ้าพายุยังโหมกระหน่ำขนาดนี้" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา เดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้มาโยนใส่หัวอีกฝ่ายอย่างไร้ความปรานี
ทิวารับไว้ได้ทัน อุทาน "เฮ้ย!" เบาๆ ก่อนจะดึงผ้าขนหนูออกจากหน้าแล้วถลึงตาใส่ "ปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมนะคุณภูวดล ห่วงตัวเองก่อนเถอะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มน้ำปลาขนาดนั้น"
"ปากจัด" ผมพึมพำเบาๆ แต่ไม่ได้เถียงต่อ เดินเลี่ยงไปที่มุมห้องซึ่งมีกระติกน้ำร้อนและกาแฟซองสำเร็จรูปวางอยู่ ท่ามกลางอากาศที่ลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจากฤทธิ์ของพายุ กาแฟร้อนๆ สักแก้วคงพอช่วยบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี่ลงได้บ้าง
เสียงฝนด้านนอกยังคงกระหน่ำซัดลงมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับโลกใบนี้กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แสงไฟนีออนบนเพดานกระพริบติดๆ ดับๆ อยู่สองสามครั้งก่อนจะดับสนิท เหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สะท้อนใบหน้าของคนทั้งคู่ในห้องแคบๆ แห่งนี้
ผมชงกาแฟเสร็จก็เดินกลับมา วางแก้วหนึ่งลงตรงหน้าทิวาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ความมืดสลัวทำให้ผมมองเห็นแววตาของอีกฝ่ายได้ไม่ชัดเจนนัก แต่มันกลับทำให้ความกล้าในการพูดบางอย่างเพิ่มขึ้นอย่างประหลาด
"ดื่มซะ เดี๋ยวจะเป็นไข้" ผมเอ่ยเสียงนุ่มลงกว่าเดิมเล็กน้อย
ทิวานิ่งไปชั่วขณะ มือเรียวหนายื่นมาโอบแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้ แววตาคมกริบมองลอดความมืดมาที่ผม "แปลก... วันนี้คุณดูพูดดีผิดปรกติ หรือว่ากลัวความมืดจนสติหลุดไปแล้ว"
"ผมเป็นคนมีมารยาทเสมอ ยกเว้นกับคุณที่เป็นผู้รับเหมาปากหมา" ผมตอบสวนกลับทันควันตามสัญชาตญาณความซึน
ทิวาหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นดังสะท้อนก้องในห้องแคบๆ "นั่นแหละ... ค่อยสมเป็นคุณหน่อย ปากแข็งชะมัด"
เรานั่งเงียบกันไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้เสียงฝนกลบเกลื่อนความอึดอัด ทว่าในความเงียบนั้น ระยะห่างระหว่างเราบนโต๊ะทำงานตัวเล็กๆ กลับแคบลงโดยไม่รู้ตัว กลิ่นอายความชื้นของฝนผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวทิวาลอยมาแตะจมูก ทำให้หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้
"นี่... ภู" จู่ๆ ทิวาก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง
"อะไร"
"เรื่องที่ไซต์งานนี้... ที่เราทะเลาะกันเรื่องโครงสร้างเสาเมื่อวาน... จริงๆ แล้ว ที่คุณสั่งให้ผมรื้อทำใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่เพราะคุณอยากแกล้งผมใช่ไหม"
คำถามนั้นทำให้ผมชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที ดวงตาสบเข้ากับนัยน์ตาคู่คมที่จ้องตรงมาอย่างรอคอยคำตอบ ในความมืดสลัวนี้ แววตาของทิวาไม่มีความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงใจและความคาดหวังบางอย่างที่ทำให้คนฟังรู้สึกร้อนผ่าวที่อก
ผมเบือนหน้าหนีเล็กน้อย กลืนก้อนความรู้สึกอึดอัดลงคอ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด
"ถ้าผมไม่สั่งรื้อ วันหนึ่งตึกนี้เสร็จแล้วมันถล่มลงมาทับคนงาน... คนที่ซวยที่สุดก็คือคุณไม่ใช่หรือไง ทิวา"
ทิวานิ่งอึ้งไปกับคำตอบนั้น ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง
"ปากแข็งชะมัด... แต่ก็ขอบคุณนะ"
เสียงกระซิบแผ่วเบานั้นลอดผ่านความดังของสายฝนเข้ามาในโสตประสาท ชัดเจนเสียจนหัวใจของผมกระตุกวูบ
ทิวาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของเราแทบจะแนบชิดกันในความมืด แสงไฟแฟลชจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย เผยให้เห็นสันจมูกโด่งเป็นคมและแพขนตายาวที่ทาบทับลงบนโหนกแก้ม
ผมหันไปมองสบตากับเขาในระยะประชิด ชนิดที่ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนผิวแก้ม ความเงียบงันและบรรยากาศรอบตัวบีบคั้นให้หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ทิวายื่นมือช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะเบาๆ ที่มุมปากของผม ปัดเศษฝุ่นหรืออะไรสักอย่างออกให้อย่างเบามือ สายตาคู่คมนั้นมองลึกลงมาในดวงตาของผมราวกับกำลังค้นหาความลับบางอย่างที่ผมพยายามซ่อนไว้มาตลอด
"ถ้าเราไม่ได้ติดอยู่ในห้องนี้ด้วยกันวันนี้..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหูจนขนลุกซู่ "ผมคงไม่รู้เลยนะเนี่ย ว่าสถาปนิกหน้าตายคนนี้... แอบเป็นห่วงผมอยู่เหมือนกัน"
ผมชะงักค้าง หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อถูกจี้ใจดำเข้าอย่างจัง กำ Z มือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ กำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
ทันใดนั้นเอง...
กริ๊งงงง!
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมแผดเสียงดังลั่นทำลายบรรยากาศโรแมนติกพังทลายลงในพริบตา พร้อมๆ กับที่ประตูห้องประชุมถูกผลเปิดผางออกอย่างแรงโดยไม่ทันตั้งตัว!
"ไอ้ทิว! ไอ้ภู! พวกเอ็งรอดไหมวะ!" เสียงของกรณ์ตะโกนแทรกเข้ามา พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าที่สาดส่องตรงเข้ามาปะทะใบหน้าของเราสองคนที่กำลังนั่งแนบชิดกันจนแทบจะเกยอยู่บนตัก!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความซึนของพระเอกเรานะครับ!
สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา•ตอนที่ 4
ฝนตก รถติด และห้องพักคนงานชั่วคราว
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้รับเหมาปากหมา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!