กลิ่นคาวโลหิตและเขม่าดินปืนยังไม่ทันจางหายจากทุ่งเพนียด เสียงกีบม้าศึกนับร้อยก็สะเทือนเลื่อนลั่นจนแผ่นดินใต้ร่างสะท้านสะเทือน ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) หรี่นัยน์ตาลงคมกริบ มือหนากำด้ามดาบคาบศิลาแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน ยามเมื่อม่านฝุ่นตลบอบอวลถูกแหวกออกด้วยร่างของสตรีในชุดเกราะสนามเปื้อนรอยเลือดและควันไฟ นางมิใช่ศัตรู... แต่คือเงาอดีตที่เขาคิดว่าถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของเมืองหลวงเก่าไปเสียแล้ว
รอยยิ้มที่มุมปากขององค์หญิงรัชทายาทแห่งแดนใต้ผู้หายสาบสูญ มิได้บ่งบอกถึงมิตรภาพหรือความยินดี หากแต่แฝงไว้ด้วยความนัยที่ลึกซึ้งเกินกว่าแม่ทัพหนุ่มจะคาดเดา
"ท่านออกญา... ดูเหมือนว่าเกียรติยศแห่งการกู้แผ่นดิน จะมิได้ผูกขาดไว้ที่บุรุษเพศแต่เพียงผู้เดียวกระมังครับ"
สุ้มเสียงของนางกังวานใส ทว่าบาดลึกเข้าไปถึงโสตประสาทของผู้ฟัง ทัพไม่ตอบคำทันที เขากวาดสายตามองผ่านร่างของนางไปยังกองกำลังลับด้านหลัง ม้าศึกนับพันตัวสวมเกราะหนังย้อมสีดำสนิท ธงประจำกองทัพถูกม้วนเก็บไว้ มีเพียงตราสัญลักษณ์รูปพญาครุฑกางปีกประทับบนอกเสื้อของทหารทุกนาย—กองกำลังเงาพยัคฆ์ กองโจรที่พระเจ้าสุริวงศ์ทรงประกาศก้องว่าเป็นกบฏนอกกฎหมาย และถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปเมื่อสามปีก่อน
เหตุใดพวกมันจึงมาอยู่ที่นี่? และเหตุใดจึงอยู่ใต้บังคับบัญชาของสตรีผู้นี้?
"ฝ่าบาททรงก้าวล่วงเข้ามาในเขตสนามเพลาะมรณะ" ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็น สายตาคมปลาบกวาดสำรวจบาดแผลตามเนื้อตัวของนาง "การเสี่ยงชีวิตนำกองกำลังที่ควรจะสูญพันธุ์กลับมาปรากฏกายต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าสุริวงศ์ในยามนี้ มิใช่ความกล้าหาญ... แต่มันคือการรนหาที่ตาย"
องค์หญิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำให้ทัพนึกถึงเสียงน้ำแข็งแตกรานบนผิวน้ำในยามเหมันต์ นางควบม้าเข้ามาใกล้จนปลายเกือกม้าเกือบจะชนกับม้าศึกของแม่ทัพหนุ่ม กลิ่นอายของสงคราม ความตาย และอิสรภาพคละคลุ้งอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
"ความตายหรือท่านทัพ? ท่านต่างหากที่กำลังเดินหมากอย่างไร้ทางออก พระเจ้าสุริวงศ์ทรงต้อนพวกท่านจนมุมเข้าสู่หุบเขาอัคคีแล้ว ทัพหลวงของกรุงศรีอยุธยาเหลือกระสุนปืนใหญ่ไม่ถึงสามนัด อาหารแห้งร่อยหรอจนต้องเคี้ยวหนังม้าประทังชีวิต ท่านคิดจะเอาอะไรไปต่อกรกับกองทัพเหล็กกล้าเจ็ดหมื่นนายของพระองค์เล่า?"
คำพูดของนางทิ่มแทงตรงจุดเปราะบางที่สุด แม่หญิงบัวแก้วซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล รีบสาวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมกับหีบเครื่องมือแพทย์ในมือ สีหน้าของนางเคร่งเครียด ดวงตาคู่งามจับจ้องสตรีผู้มาใหม่ด้วยความระแวดระวัง นางคือหมอสนามผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมดูออกว่ากองกำลังเบื้องหน้านี้มีเจตนาเช่นไร
"องค์หญิง... พระองค์ทรงมีเจตนาอันใดกันแน่" แม่หญิงบัวแก้วเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว "การนำกำลังพลเถื่อนเข้ามาในแนวรบเวลานี้ มีแต่จะทำให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้วพังทลายลง หากพระองค์มาเพื่อซ้ำเติมพวกเรา ข้าพระบาท เกรงว่าคงต้องใช้อำนาจแม่ทัพสนามในการควบคุมตัว"
สตรีบนหลังม้าเหลือบสายตาคมกริบมามองแม่หญิงบัวแก้ว รอยยิ้มที่มุมปากเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาพิจารณาที่เยียบเย็น "หมอหลวงผู้เลื่องชื่อแห่งหัวเมืองเหนือ... ท่านช่างกล้าหาญเสียจริงที่บังAอาจต่อปากต่อคำกับข้า แต่ก็นั่นแหละ ความกล้าหาญอย่างไร้สมองมักเป็นเครื่องประดับที่ดีของคนใกล้ตาย"
บรรยากาศรอบกายพลันอุณหภูมิลดฮวบลง ทัพก้าวเท้าขวางระหว่างสตรีทั้งสอง มือขวายังคงวางอยู่บนด้ามดาบ ความกดดันจากค่ายกลรอบด้านทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเริ่มจับอาวุธแน่นขึ้น ความไว้วางใจเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปในห้วงเวลาเช่นนี้
"พอได้แล้วทั้งคู่" ทัพเอ่ยเสียงเฉียบขาด สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขององค์หญิง "ข้าไม่มีเวลามาเล่นเกมชิงไหวชิงพริบกับพระองค์ หากต้องการเจรจา จงบอกข้อเสนอมาตามตรง หรือไม่เช่นนั้น... ก็ไสหัวกลับหลุมของพระองค์ไปเสีย"
องค์หญิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะระบายยิ้มออกมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่จริงใจขึ้นมาบ้าง นางเอื้อมมือไปปลดม้วนแผนที่หนังวัวเปื้อนคราบเลือดออกจากอานม้า แล้วโยนมันลงมาเบื้องหน้าทัพ แผนที่แผ่นนั้นกางออกเผยให้เห็นเส้นทางลับผ่านเทือกเขาตะนาวศรี—เส้นทางที่ถูกลบเลือนไปจากสารบบประวัติศาสตร์ เส้นทางที่สามารถทะลวงเข้าสู่ห้องบรรทมของพระเจ้าสุริวงศ์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านด่านป้อมปราการแม้แต่น่ายเดียว
"นี่คือของขวัญจากข้า..." องค์หญิงกระซิบแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบงัน "เส้นทางสู่หัวใจของศัตรู แลกกับการที่ท่านต้องให้สัญญาข้อเดียวกับข้า..."
ทัพก้มลงมองแผนที่ในมือ สมองอันชาญฉลาดประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าเส้นทางนี้มีความเสี่ยงมหาศาล และอาจเป็นกับดักที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"สัญญาอันใด?" ทัพเงยหน้าขึ้นถาม
"เมื่อเราสังหารพระเจ้าสุริวงศ์ลงได้... บัลลังก์อยุธยาจะต้องตกเป็นของข้า และท่านจะต้องช่วยข้ากวาดล้างขุนนางทรยศให้สิ้นซาก ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว"
คำประกาศนั้นทำให้ทุกคนในค่ายพักนิ่งงัน แม่หญิงบัวแก้วเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ทัพนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นสลัก ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่สนามรบ มีเพียงเสียงลมหายใจของม้าศึกและเสียงไฟจากการเผาไหม้ซากปรักหักพังเป็นระยะ
ทัพสูดลมหายใจเข้าลึก, กลิ่นดินปืนและคราบเลือดอัดแน่นอยู่ในทรวงอก เขารู้ดีว่าข้อเสนอนี้คือการเอาอนาคตของแผ่นดินไปเดิมพันกับปีศาจ แต่หากปฏิเสธ... พรุ่งนี้รุ่งสาง กองทัพของพระเจ้าสุริวงศ์ก็จะเหยียบย่ำซากศพของพวกเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
นิ้วมือของทัพกระชับเข้าหากัน เขากำลังจะเอ่ยปากตอบต้อนรับพันธมิตรผู้มาเยือน
ทว่า... ก่อนที่คำพูดนั้นจะหลุดจากริมฝีปาก เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นจากแนวป้อมปราการด้านทิศตะวันตก ตามมาด้วยเสียงระเบิดกัมปนาทที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ท้องฟ้ายามราตรีพลันสว่างวาบด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานที่พวยพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน
ทัพหันขวับไปมองตามเสียงนั้น หัวใจกระตุกวูบ
ธงประจำกองทัพหลวงที่ควรจะปักอยู่บนยอดป้อมปราการ... บัดนี้กำลังลุกไหม้ และค่อยๆ ล้มครืนลงมาต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางเงาร่างนับร้อยที่กำลังควบม้าฝ่าเปลวเพลิงเข้ามา—ไม่ใช่กองกำลังของพระเจ้าสุริวงศ์... แต่เป็นธงรบปริศนาที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนในแผ่นดินนี้
"ท่านออกญา..." ทหารม้าลาดตระเวนผู้หนึ่งควบตะบึงเข้ามาด้วยสภาพเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเลือด ร่างนั้นล้มกลิ้งตกจากหลังม้าแทบเท้าของทัพ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอันสั่นเครือและขาดห้วง
"คลังแสงหลวง... ถูกระเบิดจากข้างใน... และ... และเสบียงทั้งหมด... ถูกเผาจนราบคาบแล้วขอรับ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านทุกห้วงเวลาอันบีบคั้นของประวัติศาสตร์หน้าสั่นสะท้านนี้ด้วยกันนะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 38
บทที่ 38
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!