กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กมิได้ลอยมาจากสนามรบเบื้องหน้า หากแต่โชยมาจากความมืดมิดของหุบเขาเบื้องหลัง—จุดที่ทัพหน้าของอยุธยาควรจะปักหลักตรึงกำลังอยู่
"ถอย!"
สุ้มเสียงของออกญาเสนาภิมุข (ทัพ) แผดก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของราวป่า ไร้ซึ่งเสียงกึกก้องของกลองศึก ไร้ซึ่งเสียงโห่ร้องของข้าศึก มีเพียงเสียงหอบหายใจของไพร่พลและเสียงเกือกม้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดินอันชุ่มโชกด้วยหยาดน้ำค้างผสมคราบโลหิต ทัพหยุดชะงักลงทันที นัยน์ตาคมกริบภายใต้หมวกเหล็กพิจารณ์ภูมิประเทศเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ เปลวเพลิงจากคบเพลิงในมือสั่นไหวตามแรงลม สะท้อนให้เห็นใบหน้าอันเคร่งเครียดและหยาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามขมับของแม่ทัพหนุ่ม
ความหนาวเหน็บแล่นริ้วจากสันหลังขึ้นสู่สมอง ทันใดนั้น เขาก็ตรึงความนึกคิดทั้งหมดไว้ที่ความเป็นจริงอันน่าสะพรึงกลัว—พวกเขามิได้เป็นฝ่ายล่อลวงศัตรู... แต่พวกเขากำลังเดินเข้าไปในกรงที่ถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์แบบแล้วต่างหาก!
"ท่านออกญา... เกิดอันใดขึ้นขอรับ ไฉนจึงสั่งถอยทัพเล่า?" นายกองพันผู้หนึ่งควบม้าเข้ามาใกล้ สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงนระคนตื่นตระหนก
ทัพไม่ตอบคำถามนั้นทันที นิ้วมือที่สวมถุงมือหนังกำซาบแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เพลิงในใจกำลังแผดเผาความประมาทเลินเล่อของตนเองที่หลงคิดว่าข้าศึกถอยร่นด้วยความพ่ายแพ้ แท้จริงแล้ว กองทัพของพระเจ้าสุริวงศ์จงใจเปิดช่องทางให้พวกเขาไล่ล่า จงใจถอนกำลังเพื่อให้ทัพอยุธยาพุ่งทะยานลึกเข้ามาในหุบเขาอัคนี—หุบเขาหินปูนสูงชันที่มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว และบัดนี้ ปากทางเส้นนั้นกำลังถูกปิดตายด้วยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ซุ่มรออยู่
"จุดคบเพลิงให้สว่างทั่วแนว! ตรวจสอบเส้นทางถอยหลัง ณ บัดนี้!" ทัพออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แม้ภายในใจจะตระหนักดีว่าอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว
ในขณะเดียวกัน ที่ค่ายพักแรมชั่วคราวเบื้องหลัง แม่หญิงบัวแก้วกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมสมุนไพรและผ้าพันแผลสำหรับผู้บาดเจ็บ กลิ่นฉุนของรากไม้และน้ำต้มสมุนไพรคละคลุ้งไปทั่วกระโจมพยาบาลสนาม แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสาดส่องใบสวยที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าแววตากลับมุ่งมั่นและเฉียบคม
"แม่หญิงขอรับ... มีม้าเร็วจากแนวหน้ากลับมาแจ้งข่าว" ทหารแพทย์นายหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในกระโจม สีหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด
บัวแก้ววางห่อสมุนไพรในมือลงทันที หัวใจกระตุกวูบด้วยสังหรณ์ใจอันเลวร้าย "เกิดอะไรขึ้น? ทางทัพหน้าปะทะแล้วหรือ?"
"มิใช่การปะทะขอรับ... แต่ทัพหน้าของท่านออกญาติดกับดัก เสบียงสำรองถูกตัดขาด และเส้นทางถอยถูกปิดกั้นด้วยกองกำลังนับพันที่โผล่มาจากหน้าผาสูงชัน บัดนี้... พวกเราถูกล้อมไว้หมดแล้วขอรับ!"
สมุนไพรในมือของบัวแก้วร่วงหล่นลงพื้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมกระโจมพยาบาลชั่วขณะ นางเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด สมองอันปราดเปรื่องประมวลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว นางรู้ดีว่าหากเป็นฝีมือของพระเจ้าสุริวงศ์ พระองค์ย่อมไม่ปล่อยให้มีช่องว่างรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว การปิดล้อมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การตัดกำลัง แต่เป็นการถอนรากถอนโคนกองทัพอยุธยาให้สิ้นซาก
"เตรียมเกวียนพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหมดไปยังแนวป่าทิศตะวันตกทันที อย่ารอช้า!" บัวแก้วออกคำสั่งเด็ดขาด แม้เสียงจะสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตระหนก
ตัดกลับมาที่หุบเขาอัคนี ทัพกำลังควบม้าสำรวจแนวรบด้วยความเร่งร้อน รอบตัวเขามีเพียงความมืดมิดและเสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของภูตผี เสียงฝีเท้าของม้าศึกสะท้อนก้องไปตามผนังหินผา
*กริ๊บ...*
เสียงบางเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทัพดึงบังเหียนม้าหยุดกึ้ง สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยพุ่งพล่าน เขาชักดาบออกจากฝักในเสี้ยววินาที
"ใครนั่น!" ทัพตะโกนก้อง เสียงสะท้อนกลับมาตอบรับด้วยความว่างเปล่า ทว่าเบื้องหน้า... บนชะง่อนผาสูงชันนับร้อยเมตร แสงคบเพลิงนับร้อยดวงพล Lสว่างพรึบขึ้นพร้อมกันราวกับดวงดาวนับร้อยที่ถูกจุดขึ้นในยามวิกาล
และที่ตรงนั้น... ท่ามกลางเงาของเปลวเพลิง ร่างสง่างามในชุดเกราะทองคำประดับลวดลายวิจิตรปรากฏขึ้น พระเจ้าสุริวงศ์ทรงประทับยืนอยู่บนหน้าผาสูงชัน ทอดพระเนตรลงมายังเบื้องล่างด้วยพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและรอยแย้มพระโอษฐ์อันเย็นเยียบ
"ยินดีต้อนรับสู่สุสานของเจ้า ออกญาเสนาภิมุข" สุסיםเสียงของกษัตริย์แห่งศัตรูดังสะท้อนก้องลงมาจากเบื้องบน แม้จะอยู่ห่างไกล แต่กังวานเสียงนั้นกลับทรงพลังราวดั่งอสุนิบาตที่ฟาดผ่าลงกลางใจคนฟัง
ทัพเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับอีกฝ่าย ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นในอก แต่ด้วยความเป็นแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชน เขาสะกดอารมณ์นั้นไว้ภายใต้ใบหน้าอันเยือกเย็น สมองของเขาเริ่มคำนวณทางรอด ทหารในสังกัดมีราวสองพันคน อาวุธครบมือ แต่เสียเปรียบเชิงภูมิประเทศอย่างใหญ่หลวง หากบุกขึ้นไปมีแต่ตายกับตาย หากตั้งรับในหุบเขาก็เท่ากับรอเวลาถูกเผาทั้งเป็น
"พระองค์ทรงลงทุนเล่นเกมใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ พระเจ้าสุริวงศ์" ทัพตะโกนตอบกลับไป น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะส่งผ่านความกล้าหาญไปยังไพร่พลเบื้องหลัง
"สงครามมิใช่เรื่องของการเล่นสนุก ออกญาเอ๋ย..." พระเจ้าสุริวงศ์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นสัญญาณ ชั่วพริบตานั้น เสียงก้อนหินมหึมากลิ้งทะ่ลักลงมาจากยอดผาทั้งสองด้าน พร้อมกับเสียงโห่ร้องก้องคำรามของกองทัพศัตรูที่โถมกระหน่ำเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
"ตั้งแถวโล่! เตรียมรับการปะทะ!" ทัพแผดเสียงสั่งการสุดเสียง ประกายไฟจากดาบในมือสะท้อนกับแสงคบเพลิงในวินาทีแห่งความเป็นความตาย
ทว่า ในขณะที่ห่าธนูและก้อนหินกำลังจะถล่มลงมาทับถมกองทัพอยุธยา ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างที่พวกเขาเหยียบอยู่ก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับแผ่นดินกำลังแยกตัวออกเป็นเสี่ยงๆ
ทัพเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกองกำลังกลุ่มหนึ่ง—สวมชุดเกราะสีดำสนิทและไม่ติดสัญลักษณ์ธงทิวใดๆ—พุ่งทะลวงแนวป้องกันด้านข้างของฝ่ายศัตรูเข้ามาอย่างดุเดือด นำหน้าด้วยแม่ทัพหนุ่มผู้ถือทวนยาวประกายแสงจันทร์ โรมรันเข้าหั่นฟันศัตรูอย่างไร้ความปรานี
และก่อนที่ทัพจะทันได้เอ่ยปากถามว่ากองกำลังปริศนานี้คือมิตรหรือศัตรู เสียงอันคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงเหล็กกระทบกัน
"หากท่านยังมัวแต่ยืนอึ้ง ท่านคงได้ตายคาหุบเขาแห่งนี้แน่ ออกญาเสนาภิมุข!"
ร่างของสตรีในชุดเกราะสนามเปื้อนฝุ่นควัน ควบม้าเข้ามาประชิด พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก—นางมิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นองค์หญิงจากแดนใต้ที่เคยหลบหนีและหายสาบสูญไปเมื่อหลายเดือนก่อน... และบัดนี้ นางกลับมายืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ พร้อมกับกองกำลังลับที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้พบเจอในยามวิกฤตเช่นนี้
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้นะครับ
โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 37
บทที่ 37
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!