โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา•ตอนที่ 39

บทที่ 39

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของดินชื้นแฉะยามค่ำคืนในค่ายพักแรมริมแม่น้ำป่าสัก ไม่เคยจางหายไปจากความรู้สึกของ **ออกญาเสนาภิมุข (ทัพ)** เลยแม้แต่น้อย "ท่านออกญา... หากกองสอดแนมของเรายังคงเดินเกมช้าเช่นนี้ เกรงว่าเสบียงสำรองก้นคลังคงไม่พ้นต้องถูกเผาทำลายก่อนที่ทัพหลวงจะเคลื่อนพลข้ามผ่านแนวทิวเขาตะนาวศรีเป็นแน่ครับ" เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของหลวงราช Bรโยธา เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันภายในพลับพลาบัญชาการ แสงเทียนวับแวมสาดส่องกระทบใบหน้าคร่ำเคร่งของนายทัพหนุ่มผู้มีมันสมองเป็นอาวุธ ทัพไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแผนที่ยุทธศาสตร์ตรงหน้าทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ไปตามแนวเส้นทางเดินทัพที่ขีดเขียนด้วยหมึกดำอย่างใช้ความคิด ดวงตาคมกริบของทัพสะท้อนเปลวไฟไหววูบ เขารู้ดีว่าศึกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การรบพุ่งด้วยกำลังพล หากแต่มันคือสงครามแห่งจิตวิทยาและเวลา "ความเร็วไม่ใช่คำตอบทั้งหมดหรอกหลวงราช" ทัพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังต้องนิ่งฟัง "พระเจ้าสุริวงศ์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เจนจัดในพิชัยสงคราม พระองค์ย่อมรู้ดีว่าเราต้องการเส้นทางลำเลียงนี้ การที่เราเร่งรัดเดินทัพเข้าไปในยุทธภูมิที่พระองค์ทรงวางกลลวงไว้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ปากเสือโดยสมัครใจหรอกนะ" ภายในกระโจมทหารอบอวลไปด้วยความตึงเครียด ข่าวกรองที่ได้รับเมื่อช่วงหัวค่ำระบุชัดเจนว่า กองกำลังทหารหน้าของฝ่ายพระเจ้าสุริวงศ์เริ่มเคลื่อนไหวผิดปกติ พวกมันไม่ได้ถอยร่นตามแผนเดิมที่คาดการณ์ไว้ แต่กลับตั้งค่ายปิดตายเส้นทางลำเลียงเสบียงหลักอย่างแนบเนียน ราวกับล่วงรู้ย่างก้าวของฝั่งอยุธยาอยู่ก่อนแล้ว ในมุมมืดของพลับพลา ร่างเพรียวระหงในชุดผ้าดิบสีเข้มของ **แม่หญิงบัวแก้ว** กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมหีบสมุนไพรและผ้าพันแผลสำหรับทหารเจ็บป่วย นางเงยหน้าขึ้นจากกองยา ชำเลืองมองบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพด้วยสายตาที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ท่าทีอันสงบเยือกเย็น "ท่านทัพพูดถูกค่ะ... เอ๊ย... พูดถูกครับ" บัวแก้วเผลอตัวใช้สรรพนามคุ้นเคยก่อนจะรีบปรับเสียงให้เป็นทางการขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาของผู้ชายรอบข้าง "ดิฉันหมายถึง... สายสืบของเราจากหัวเมืองเหนือรายงานเพิ่มเติมเข้ามาเมื่อครู่ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยที่ค่ายพักแรมฝั่งโน้น แม่ทัพฝ่ายศัตรูที่คุมกำลังแนวหน้าไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นขุนศึกคนสนิทที่พระเจ้าสุริวงศ์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุด" ทัพเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคู่นั้นฉายแวววับขึ้นมาอย่างมีความหมาย "เจ้าพระยาสุรสีห์... หรือว่าจะเป็นมัน" "ไม่ใช่คนอื่นไกลเลยครับ" บัวแก้วเดินเข้ามาใกล้โต๊ะแผนที่ พร้อมกับวางม้วนสาส์นลับที่ถูกซ่อนมาในรอยต่อของกระบอกไม่ไผ่ลงเบื้องหน้าทัพ "และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านต้องทรงทราบ... ข่าวกรองชุดนี้ระบุว่า เสบียงที่เราคาดว่าถูกเผาทำลายไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แท้จริงแล้วยังอยู่ครบถ้วน แต่มันถูกย้ายไปเก็บไว้ที่ 'ค่ายร้างวัดป่าโมก' ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแนวป่าที่เรากำลังจะเคลื่อนทัพผ่านในคืนนี้" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทัพจ้องมองม้วนสาส์นนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งสูญเสียครอบครัวไปในเพลิงสงครามแวบเข้ามาในห้วงคำนึง รอยแผลเป็นในใจถูกสะกิดให้เจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง แต่ด้วยความเป็นแม่ทัพ เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาจมอยู่กับความอาลัยอาวรณ์ "ค่ายร้างวัดป่าโมก..." ทัพทวนชื่อสถานที่นั้นช้าๆ น้ำเสียงเยือกเย็น "สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและอดีตอันเจ็บปวด พระเจ้าสุริวงศ์ทรงเลือกสถานที่ได้อย่างเหมาะเจาะจริงๆ พระองค์คงทรงทราบดีว่าที่นั่นมีความหมายอย่างไรต่อข้า" "ท่านออกญาครับ จะให้กระผมจัดกำลังพลชุดจู่โจมเร่งด่วนเข้ายึดค่ายนั้นคืนนี้เลยหรือไม่?" หลวงราชเอ่ยถามด้วยความร้อนรน ทัพยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้ใต้บังคับบัญชาทีละคน "อย่าเพิ่งบุ่มบ่าม หลวงราช... การที่เราบุกเข้าไปตอนนี้ เท่ากับเราเดินตามเกมที่พระเจ้าสุริวงศ์ทรงขีดเส้นเอาไว้ สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การบุกจู่โจมอย่างไร้สติ แต่คือการตลบหลังพวกมันในยามที่พวกมันตายใจ" เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะหนังส่งเสียงกระทบกันเบาๆ บรรยากาศรอบตัวสะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน ทัพหันไปสบตากับแม่หญิงบัวแก้วที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล นางส่งยิ้มบางๆ ให้เป็นการสนับสนุน เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มบรรเทาลงไปได้บ้าง "เตรียมกำลังพลม้าเร็วสองร้อยนาย..." ทัพออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เด็ดเดี่ยว "เราจะเดินทางลัดเลาะผ่านแนวป่าทึบด้านหลังภูเขา แยกย้ายกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อไม่ให้ฝ่ายศัตรูไหวตัวทัน คืนนี้... เราจะไปทวงคืนเสบียงของแผ่นดิน และสั่งสอนให้เจ้าพระยาสุรสีห์ได้รู้ว่า แผ่นดินอยุธยาแห่งนี้ หาใช่สนามเด็กเล่นของใคร" เหล่าแม่ทัพนายกองต่างก้มหน้ารับคำสั่งด้วยความฮึกเหิม เสียงฝีเท้าและเสียงเตรียมอาวุธดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณค่ายพักแรมยามดึก บ่งบอกถึงความพร้อมในการเผชิญหน้ากับมหาสงครามที่กำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า ทัพเดินก้าวออกมาจากพลับพลาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์เบื้องนอก สายลมยามดึกพัดพาเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาปะทะใบหน้า ท้องฟ้ายามนี้ไร้ซึ่งแสงจันทร์ มีเพียงกลุ่มดาวระยิบระยับที่ทำหน้าที่เป็นพยานให้กับความเงียบงันก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน ทว่า... ในขณะที่เขากำลังก้าวเท้ากลับเข้าไปเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง เสียงฝีเท้าฝ่าพงหญ้าแห้งดังกรอบแกรบมาจากความมืดเบื้องหน้า—ไม่ใช่ทิศทางของฝ่ายศัตรู และไม่ใช่เสียงของทหารยามฝ่ายเรา ทัพชักดาบออกจากฝักอย่างรวดเร็วโดยสัญชาตญาณ ดวงตาหรี่ลงเพ่งมองไปยังเงาร่างหนึ่งที่กำลังก้าวออกมาจากความมืดของแนวป่า ร่างนั้นสะביงสะบะและดูคุ้นตาอย่างประหลาด เมื่อเงาร่างนั้นก้าวพ้นเขตเงาไม้ แสงคบเพลิงสาดส่องกระทบใบหน้าจนเห็นชัดเจน ทัพถึงกับต้องชะงักค้าง ดาบในมือแทบจะหลุดร่วงลงพื้นเมื่อได้เห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือใคร... บุคคลที่ควรจะจมอยู่ใต้กองเพลิงแห่งสงครามเมื่อสามปีก่อน และเป็นผู้ที่กุมความลับทั้งหมดของราชสำนักฝ่ายเหนือเอาไว้ในกำมือ ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านทุกห้วงเวลาอันบีบคั้นของประวัติศาสตร์หน้าสั่นสะท้านนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง โลหิตคราบแผ่นดิน: มหาสงครามกู้บัลลังก์อยุธยา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%